เรื่องคำยืมนั้น ผมมองว่าครูสามารถปล่อยให้ผู้ใช้สามารถเลือกสรรได้อย่างเสรีไปเถอะครับ เชื่อว่าภาษาแสลงมันสามารถมีวิวัฒนาการเกิดขึ้น-ดับไปในตัวของมันได้ครับ ข้อคิดสำคัญ คือ นักเรียนรู้หมดทั้งสองด้าน คือ ความหมายด้านไทยและคำใช้ภาษาต่างประเทศ
อีกประการหนึ่ง ภาษามันคือวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดได้ กล่าวคือ เป็นการสะท้อนวิถีของช่วงระยะเวลาใด/หนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น คำว่า จิตอาสา ก็เป็นคำใหม่ที่พูดบ่อยๆในช่วงนี้ สะท้อนถึงกระแส ค่านิยมในยุคหนึ่งสมัยหนึ่งที่สังคมแสดงออก ส่วนในวงการโรงเรียน มีคำว่า กลุ่มสาระการเรียนรู้ เข้ามาแทนที่ หมวด จะเห็นได้ว่าแม้กระทั้งในภาษาไทยเราเองก็ยังมีวิวัฒนาการในการใช้คำอยู่เรื่อยๆ
การกลืนทางภาษา ประเด็นนี้ผมมองได้หลายแง่มุม ในเชิงภาษาศาสตร์ มีคนเชื่อไหมว่า ภาษามันฆ่ากันได้ โดยเฉพาะภาษาถิ่นถูกภาษากลางฆ่าตายไปหลายโอกาศ ยกตัวอย่าง ในภาคเหนือการอู้คำเมืองเป็นของหายาก ในภาคอีสานการเว้าภาษาลาวใน รร. คือ ความขบขัน ภาษาหลักถูกยกให้มีสถานะสูงกว่า มีเกียรติกว่า ส่วนภาษาถิ่นถูกซ่อนไว้ในโอกาศท้องถิ่น นอกโครงสร้างราชการ เพราะปัจจัยหลักมาจากระบอบการปกครองรวมศูนย์ที่มาจากกรุงเทพฯ ดังนั้น การปกป้องอัตลักษณ์ของภาษาถิ่นจึงควรพิจารณาไว้
กลับมาที่เรื่องคำบ้าง ปัจจุบันหลายๆสิ่งถูกเรียกตามแหล่งที่มาของมัน เช่น โชฟา คงจะต้องเรียกตามแรกเห็นที่ต้นตำหรับเรียกว่า sofa ส่วนคำว่า คิว ก็มาจากการเข้าคิว (ผมเองก็นึกคำไทยยากสำหรับตัวอย่างนี้) ภาษาอังกฤษคือ queue ก็หมายถึงการเข้าแถวของคน ต่อคิวหรือต่อแถวก็สามารถเข้าใจตรงกัน ซิการ์ มาจากสินค้าต่างชาติ cigar ที่วัฒนธรรมไทยไม่มีของอย่างนี้ จึงต้องใช้มันตามที่เป็นมา
ชาววังในราชสำนักมีการประดิษฐ์คำใหม่เพื่อใช้เรียกกันในหมู่ชนชั้นสูงและเผยแพร่ใหม่ในรูปแบบคำสุภาพ เช่น
- ดอกสามหาว - -- ดอกผักตบ (คาดว่าคิดมาจากกริยาการตบที่มีฝ่ามือประกบกับวัตถุ เช่นในยามที่หาวก็จะใช้ฝ่ามือตบปากเบาๆ)
- รากดิน ---- ไส้เดือน (คาดว่าคงจะนิยามตามใจให้มันดูเป็นส่วนหนึ่งของพืช ไม่อยากคิดถึงไส้ที่ดูน่าเกลียด)
- สุนัข --- หมา (สุ คือ งาม นัข คือเล็บ สุนัข แปลว่าศัพท์เล็บงาม คงจะนิยามใหม่ตามสิ่งที่ตนเห็นแล้วผนวกกับภาพที่อยากให้เป็น)
- ผักทอดยอด ---- ผักบุ้ง (นิยามจากอาการของการเติบโตของผักที่มีการยืดยาวออกไปเรื่อยๆทางยอด)
- ผักรู้นอน ---- ผัดกระเฉด (นี่ก็อีกคำที่นิยามจากกริยาท่าทางของพืช)
เราเห็นได้ว่า แค่ตำที่ใช้เรียกสิ่งต่างๆรอบตัวมันยังสามารถใช้หลากหลายกับสิ่งๆเดียวกัน เพียงเพราะว่าคนมองเป็นคนละคน แต่บางกลุ่มมีอิทธิพลเชิงฐานอำนาจในการบัญญัติศัพท์และกำหนดใช้ตามแบบอย่างเดียว ซึ่งสะท้อนว่า ภาษาและสังคมมันทำงานด้วยกันเสมอ