แม่ใหญ่ ในความทรงจำ

 

 

(ภาพประกอบจาก Internet)

      แม่ใหญ่ หรือ แม่อุ้ย  หรือคุณย่า เป็นคำที่ชาวเหนือใช้เรียกแม่ของพ่อ แม่ใหญ่ของผมชื่อ พรรณ เป็นคนตัวเล็ก ๆ อารมณ์ดี แสนขยัน ท่านชอบปลูกนั่นปลูกนี่ตลอด ดังนั้นที่บ้านจึงมีผลไม้กินหลายอย่าง เช่น ลางสาด ลำไย ละมุด มะม่วง มะไฟ มะพร้าว ขนุน กล้วย มะละกอ มะปรางหวาน  เวลาว่างมักเห็นท่านจะเอาทางมะพร้าวแคะเอาฝุ่นตามร่องพื้นกระดานบ้านบ่อย ๆ ท่านบอกว่าไม่อยากอยู่ว่าง ๆ แม่ใหญ่ไว้ผมยาวแล้วเกล้ามวยเก็บไว้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทรงผมส่วนใหญ่ของผู้หญิงสูงอายุทางภาคเหนือ สระผมโดยเอามะกรูดมาบ่มในขี้เถ้า แล้วเอาไปสระดังนั้นแม้จะอายุแปดสิบปีแล้ว ผมหงอกจึงไม่ค่อยมี นับย้อนหลังไปสมัยเมื่อ 20 ปีก่อนสมัยที่ผมอยู่กับแม่ใหญ่ ท่านมักเล่าเรื่องสมัยเก่าให้ฟังบ่อย ๆ เช่น บอกว่าซื้อสวนลางสาดเกือบสองงาน ด้วยราคา ยี่สิบบาท  ทองคำบาทละ 400 ฟังแล้วทำเอาผมตาโตถามว่า “ว่าจะใดแม่ใหญ่บ่ซื้อตี้สักสองร้อยครับ จะได้ตี้นัก ๆ ตี้อะหยังมาถูกแต้ถูกว่า” โดยลืมคิดไปว่านั่นคือค่าเงินสมัยก่อน ที่เงินบาทเดียวสมัยนั้น ซื้อของกินได้มากมาย แค่ยี่สิบห้าสตางค์ก็อิ่มแล้ว คิดแล้วอยากขนเงินไปอยู่ในสมัยนั้น เพราะสมัยนี้เงินสิบบาทยังซื้ออะไรไม่ค่อยได้เลย ท่านชอบปลุกให้ตื่นแต่เช้ามานึ่งข้าวเพราะกลัวไปโรงเรียนไม่ทัน ถือเป็นนาฬิกาปลุกอย่างดี และตรงเวลาคือ ตี 5 ของทุกวัน

      แม่ใหญ่มีลูกทั้งหมด 7 คน ไม่ นับรวมลูกคนที่ 2 ถ้าผมจำไม่ผิด ที่เสียชีวิตไปแล้วตอนเล็ก ๆ จากเป็นไข้ ดังนั้นเวลาสงกรานต์ที ก็จะมีลูกหลานมารดน้ำดำหัวกันเต็มบ้าน เป็นบรรยากาศครอบครัวที่อบอุ่นในสมัยก่อน แม่ใหญ่มักเล่านิทานทางเหนือให้ฟัง เช่น ไอ้ร้อยขอด เต๋โจยาโม แล้วก็เรื่องที่นางเอกมีแม่เป็นหมาแล้วเอาไปไว้ในปราสาทซึ่งผมก็จำเรื่องไม่ได้แล้ว  และเรื่องเกี่ยวกับผีต่าง ๆ เช่น ผีกะ ผีพง  เวลาก่อนจะนอนก็จะสวดมนต์สั้น ๆ กราบพระไหว้ระลึกถึงคุณพ่อ คุณแม่  เวลาหน้าหนาวที่ผมไปนอนด้วย ท่านก็บอกให้นอนเอาหลังชนกันจะได้อุ่นดี เวลาเปิดหน้าต่างทีตอนเช้า ไอหมอกขาว ๆ ลอยเข้ามาในบ้าน สมัยที่ท่านยังสาวๆ ท่านทอผ้าเอง ทั้งผ้าปูที่นอนที่มีพื้นสีขาว ตรงปลายมีรูปช้างสีแดงต่อกันหลายตัว ทีถุงย่ามผ้าฝ้ายสีข้าวมีลายงามๆ ที่เย็บไปวัด ท่านเล่าว่า สมัยยังสาวมีคนมาชอบหลายคนแต่ท่านไม่รัก ที่รักคือคุณปู่ซึ่งเป็นคนขยัน ท่านมักสอนผมเป็นคำคมที่ดูแสนจะทันสมัย เช่น “ขึ้นต้นไม้แล้วขึ้นหื้อมันสุด ๆ” เวลาถามว่ากินข้าวกับอะไร บางครั้งท่านก็ตอบว่า “กิ๋นกับเขี้ยว(ฟัน) เกี้ยว(เคี้ยว)กับกาง(คาง)” ท่านเป็นคนชอบฟังซอ ซึ่งเป็นการขับประกอบดนตรีของทางภาคเหนือ  ผมเลยตั้งชื่อลูกคนแรกซึ่งเป็นเหลนของท่านว่า (ลี)ซอ เพื่อระลึกถึงท่านที่ช่วยเลี้ยงดูผมมาอย่างดี แต่เจ้าลีซอจะอู้กำเมืองได้ก่อ ผมยังหนักใจ เพราะอู้แต่กำไทย กับกำอีสาน นับวันจะเป็นหนุ่มน้อยอีสานไปแล้ว

      อีกสองสามวัน ผมจะพาครอบครัวและเหลนๆ ไปเยี่ยมบ้านเกิด ตอนนี้แม้จะไม่มีแม่ใหญ่แล้ว แต่เรื่องราวต่าง ๆ ความรัก ความผูกพันที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมา ผมยังเก็บไว้อย่างดี ยังจำโทนเสียงที่เรียกปลุกตอนเช้าทุกวันด้วยความหวังดี ยังจำคำสอนที่ท่านสอนไว้เป็นคำคม ไปถึงแล้วจะพาเหลนๆ ไปตานขันข้าวให้เหมือนทุกครั้ง จะว่าไปแล้ว แม่ใหญ่ผมก็เป็นคนอารมณ์ดีเหมือนกันนะครับ