การให้โอกาสนักเรียนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นเรื่องซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือเรื่องยากจนเกินไป หากแต่เป็นการรอคอยและเฝ้าดู เฝ้าติดตามและคอยลุ้นอยู่อย่างไม่ลดละ 

          เด็กนักเรียนชาย ๓ คนซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ทั้งหมด พวกเขาเคยเป็นเด็กดื้อ ก่อกวน ไม่รักเรียน ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง ไม่มีจิตสาธารณะต่อครูและเพื่อน  เป็นที่ครูเอือมระอาของพ่อแม่และครูทั้งโรงเรียน

          ฉันนับว่าโชคดีที่สอนเด็ก ๒ คนมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ในวิชาภาษาอังกฤษเท่านั้น  นับเป็นเวลาถึงวันนี้ ๙ ปีพอดี  ส่วนอีกคนได้ย้ายมาเข้าเรียนเมื่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒ นี่เอง  และสาเหตุที่ย้ายมาเข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ก็เนื่องจากโรงเรียนเดิมเขาไม่ให้โอกาส

        ฉันได้พยายามใช้ความสามารถในการ "ทำความรู้จัก เปิดอก เปิดเผย"  และพยายามป้อนงานให้ทีละน้อย ๆ ให้เขาเรียนรู้ตัวเองไปเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเอาชนะเขาได้ เพียงแต่ขอทำหน้าที่ของ "ครู" จนสุดความสามารถ  แค่เพียงได้เห็นรอยยิ้มของเขาก็พอใจไปวัน ๆ

         เด็กคนแรกต่อต้านกฏระเบียบและก้าวร้าว หน้าตาบูดบึ้งไม่มีความเป็นมิตร บันทึกเดิม คนที่สองขาดสำนึกจิตสาธารณะ คบเพื่อนเกเรที่ไม่เรียนหนังสือแล้ว และก้าวร้าวต่อพ่อแม่   คนที่สามไม่สนใจเรียนเที่ยวเตร่ตอนกลางคืนกับเพื่อนเกเรต่างโรงเรียน  บันทึกเดิม   งานทุกอย่างของโรงเรียนหรือส่วนรวม  เด็กทั้งสามจะปฏิเสธโดยไม่ขอมีส่วนร่วม

          พฤติกรรมของทั้งสามปรับเปลี่ยนขึ้นทีละน้อย ๆ ฉันพยายามให้การยอมรับ ยกย่องชื่นชมให้กำลังใจทั้งสิ่งของ เงินทองเล็กน้อย และคำพูดที่ตรงไปตรงมา  ทำให้ครูคนอื่น ๆ ออกปากชื่นชม  ยอมรับว่า "ดีขึ้นในระดับที่น่าพอใจมาก" และบอกว่า...ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ 

         ปัจจุบันพฤติกรรมการแสดงออกในทางลบหายไปจากทั้งสามคนอย่างไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ มีแต่พฤติกรรมดีเข้ามาแทนที่  เป็นเด็กชายมีมารยาทงาม อ่อนโยน สง่าผ่าเผย  มีน้ำใจ "นำน้ำเย็นมาให้ครูดื่ม" เมื่อมีจังหวะ  และช่วยเหลืองานของครูโดยไม่ต้องบอกกล่าว ตอนเย็น ๆ จะรอส่งครูและช่วยถือของขึ้นรถทุกวัน

          ต้นปีการศึกษานักเรียนทั้งสามคน ชนะเลิศโครงงานพี่พอเพียงน้องเพียงพอ ชวนน้อง ๆ ปลูกกล้วยเต็มพื้นที่ว่างเปล่าของโรงเรียน และเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปประกวดที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯ  เขาช่วยกันจัดทำเอกสาร ภาพนิ่งและฝึกอย่างตั้งใจ โครงงานฯได้รับรางวัลรองชนะเลิศ  แต่ฉันบอกเขาว่า " รางวัลไม่สำคัญเท่ากับเราได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่า" 

          วันนี้ฉันนั่งมองและให้กำลังใจ  สองคนที่ทำหน้าที่เป็นพิธีกร "กิจกรรมวันแม่" การเป็นพิธีกรนั้นตอนแรก ๆ ได้ทำสคริปให้ ภายหลังแค่เพียงแต่แนะนำเขาทำหน้าที่ได้เองอย่างคล่องตัว และอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ชอบพูดและดื้อที่สุดได้ออกไปพูดถึงแม่ของตนเองก่อนใคร ๆ  อย่างไม่คิดว่าจะเป็นไปได้   และชื่นชมกับการเป็นผู้กล้าพูด กล้าคิดในการกล้าแสดงออก และอยู่ดูแลช่วยงานของโรงเรียนจนกิจกรรมเสร็จเรียบร้อย  และช่วยดูแลน้อง ๆ แทนครูโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

         ที่สำคัญเด็กทั้งสามคนกล้าเล่า "เรื่องเร้าพลัง" เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ผ่านมาและสามารถมาเป็นปัจจุบันให้เพื่อน ๆ และน้อง ๆ ฟังที่หน้าเวที  ทำให้ครูและนักเรียนทุกคนนิ่งฟังอย่างใจจดจ่อ และสุดท้ายเขาบอกคล้าย ๆกันว่า "เพื่อแม่และคุณครู"  ครูโบตั๋นที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ฉันได้ให้กำลังใจและมีความประทับใจในสิ่งที่มองเห็นโดยบีบมือฉันทุกครั้งที่รู้สึกได้ว่า "พี่คิมทำได้แล้ว"

        ฉันมีความรู้สึก..ที่บอกไม่ถูก.. "ทำให้น้ำตาฉันไหลออกมาเอง"   บังเอิญมีนักเรียนเดินผ่านมา ทำให้ฉันเกือบเช็ดน้ำตาไม่ทัน แต่ก็รู้สึกได้ว่าไม่ใช่น้ำตาของความอ่อนแอแพ้พ่ายหรือน้ำตาแห่งความเสียใจ  และอยากจะร้องไห้อีกหลาย ๆครั้ง

         การต่อสู้ของฉันใช้เวลามากว่า ๔ ปี ในการให้โอกาสแก่หนุ่มน้อยทั้งสามคน  ถึงเวลาแล้วที่จะเฝ้ามองให้เขาเติบโตเป็นคนดีในวันข้างหน้า และมีโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความจริง  อยากจะให้ทุกคนในสังคม "เป็นผู้ให้" และ "ให้โอกาสหรือให้อภัย" ค่ะ

         ความภาคภูมิใจในวันนี้คือ "ขอเป็นครูคนหนึ่งที่นักเรียนรู้จัก"  ไม่มีเกียรติยศหรือโล่ เหรียญรางวัลใด หรือเป็นผู้มีชื่อเสียงในสังคมหรือร่ำรวยมหาศาล  แต่ฉันพอใจแล้วค่ะ