ข้อคิดจากลูกที่เรียนจบ Organizational Leadership Master Degree

       คุยกันตามประสาแม่ลูกว่า

     1.  การทำงานของแม่ก็ไปเรื่อยๆไม่มีอะไร แม่ไม่ใช่คนพูดมาก อย่างเมื่อก่อนเป็นครูอนามัย เวลาเด็กป่วย เกิดอุบัติเหตุก็เอาเด็กนั่งซ้อนท้ายจักรยานยนต์ไปส่งโรงพยาบาล  ก็ไม่ได้บอกใคร ทำงานหนักไม่มีใครเห็น  ลูกบอกว่า แม่ไม่พูด ผู้บริหารก็ไม่รู้ซิ แม่ต้องพูดเพื่อให้งานดีขึ้น ต้องแสดงตน การเป็น Leader ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก อย่าง โอบาม่าไงแม่ เขาจะพูดๆๆจนได้เป็นผู้นำ เป็นประธานาธิบดี ต้องมั่นใจเหมือนที่เพื่อนแม่เคยบอกว่าเวลาพูดต้องสบตา  ต้องนัดเวลาคุย มีจุดประสงค์ มีเป้าหมาย  เราบอกว่าตอนหลังให้ครูเวรเอารถยนต์ไปส่ง ตอนนี้มีรถโรงเรียนแล้ว

     2. ลูกบอกว่าสวดคาถาพาหุงมหากาแล้วและความหมายคือ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าไปพบคนพาลที่ถืออาวุธจะเข้ามาทำร้าย  คนที่กำลังโมโห พบโจรองคุลีมาล พบผู้หญิงที่มาหาว่าท้องกับพระองค์ พบคนที่ชอบคุยโอ้อวด พระพุทธเจ้าก็นิ่งๆ คือภาวะจิตนิ่ง เป็นระดับจิตของคน  เราถามลูกว่า ลูกอ่านมาจากบทสวดที่เป็นภาษาอังกฤษเหรอ ไม่เคยเห็นหนังสือสวดมนต์ในเมืองไทยแปลความหมายอย่างนี้ ลูกบอกว่าอ่านเป็นภาษาไทยนี่แหละ  แล้วบอกว่า ลองนั่งหลับตาแล้วสมมุติว่าเป็นตัวเราถูกทำอย่างนั้น เราจะต้องวิ่งหนี อย่างผู้หญิงที่มาว่าท้องกับเรา เราก็จะเถียงเขาก็จะยิ่งบอกว่าเธอนั่นแหละทำ   แต่นี่เป็นพระพุทธเจ้าไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรก็นิ่ง คือระดับจิตของคน 

     3. แม่ขับรถไม่เป็น เพราะแม่คิดว่ามันยาก ก็เลยขับไม่ได้ แม่ต้องคิดใหม่ ต้องบอกตัวเองทุกวันว่าฉันจะขับรถให้ได้ เหมือนหนังสือ Secret ไงแม่ อยากได้อะไรก็ขอทุกวันพูดไปบอกไปแล้วก็พยายามทำให้ได้  เราบอกว่าตอนแรกก็เกือบจะขับเป็นแล้ว แต่พ่อมาดุแม่บั่นทอนกำลังใจกันหมด ลูกถามว่าพ่อเป็นอุปสรรคหรือ  อืมม์..เป็นอุปสรรคที่ดีมาก ถ้าผ่านเสียงบ่นพ่อไปได้จะทำให้แม่เข้มแข็ง ต้องเอาชนะอุปสรคนั้นให้ได้นะแม่!   

             ทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน