ภาพ   :   หุ่นนิ่งดอกไม้ในแจกันดินเผา   
                                              เทคนิค : สีน้ำวินเซอร์เล่นสโตรคด้วยพู่กันแบนรูเบนบนกระดาษวอทช์แมน ๑๐๐ ปอนด์
                                              ผู้วาด :   วิรัตน์ คำศรีจันทร์   ปี พศ. :  ประมาณปี ๒๕๒๐

บ่ายแก่ๆของวันเสาร์วันหยุดของสัปดาห์นี้ อาจารย์วิชาญ ศิริเวชช์ เพื่อนเก่าแก่ของผม ได้โทรศัพท์บอกว่ากำลังพาลูกสาวมาเข้าหอพักของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา พร้อมกับนำรูปเขียนสีน้ำของผมมาให้ผมด้วย ผมนั้นทั้งดีใจและประหลาดใจ

ดีใจที่เพื่อนกำลังมีความงอกงามในชีวิตด้วยว่าลูกสาวสอบเข้าเรียนคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้ และประหลาดใจว่าเพื่อนเอารูปเขียนอะไรของผมมาให้ผม ซึ่งเมื่อเพื่อนได้แจกแจงให้ฟังแล้วก็ยิ่งประหลาดใจหนักเข้าไปอีก

เขาบอกว่าเป็นรูปเขียนสีน้ำเมื่อครั้งผมเรียนอยู่แผนกศิลปหัตถกรรม โรงเรียนเทคนิคราชบุรี ปัจจุบันคือคณะวิชาศิลปกรรม วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี[๑][คลิ๊กไปชมและอ่านรายละเอียดที่นี่] ซึ่งหมายความว่ามันเป็นรูปเขียนของผมที่มีอายุมากกว่า ๓๐ ปีไปแล้ว ดูเพื่อนและลูกสาวคงกำลังยุ่งวุ่นวาย คงจะกำหนดกะเกณฑ์ว่าจะเสร็จสิ้นธุระเมื่อไหร่ไม่ได้ ผมก็เลยให้เพื่อนทำธุระไปตามสบายและฝากรูปไว้ที่รปภ.ของหอพักมหาวิทยาลัย เมื่อว่างก็จะหาโอกาสแวะเข้าไปเอาเอง

เย็นของวันอาทิตย์วันนี้ ผมเลยแวะเข้าไปขอรับรูปเขียนของผมเองที่เพื่อนนำมาฝากรปภ.ไว้ให้ เห็นแล้วก็จำได้เป็นอย่างดี เป็นรูปสีน้ำ ดอกเบญจมาศ ชบาหรือพู่ระหง และดอกเยบีร่าในแจกันดินเผาลายพิมพ์กดให้พื้นผิวเป็นร่องลึก

เป็นงานเขียนสีน้ำที่ผมทดลองเขียนด้วยพู่กันแบนรูเบนเบอร์ ๑๒ เบอร์เดียว พู่กันแบนของรูเบนขนาดนี้ เป็นพู่กันแบนขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ขณะเดียวกัน ก็ลองผสมผสานเทคนิคที่แปลกออกไปบ้าง เนื่องจากการเขียนสีน้ำโดยทั่วไปนั้น คนเขามักจะผสมสีให้ได้ตามที่ต้องการในจานสีก่อนแล้วจึงจะนำไประบายเป็นขั้นๆบนกระดาษต่อไป

แต่ในภาพนี้ ผมได้ทดลองเขียนไปอีกทางหนึ่ง แทนที่จะผสมสีในจานสีอย่างเดียวก็ทำพู่กันให้อุ้มน้ำ จุ่มสีทีเดียว ๒-๓ สีขึ้นไปแล้วก็เขียนเปียกบนเปียกอย่างต่อเนื่องทั้งภาพ สีจึงผสมกันเองถึง ๒ จังหวะด้วยกระบวนการธรรมชาติบนพู่กันและบนกระดาษซึ่งการระบายเปียกบนเปียกจะทำให้มีชั่วระยะเวลาหนึ่งที่สีจะไหลซอล์ฟเข้าหากัน ทำให้ได้ผลความเป็นสีน้ำที่ชุ่มฉ่ำ เห็นการเล่นสโตรค ทีแปรง และไม่มีสีใดหลงเหลือสภาพเป็นสีเอกรงค์แยกให้เห็นได้เลย จะสังเกตได้ว่าทุกทีแปรงเราจะเจาะจงไม่ได้เลยว่าเป็นสีและน้ำหนักใดเพราะต่างก็แลบสีและไหลไปตามธรรมชาติของน้ำ เป็นเทคนิคที่สามารถบันทึกการผสมผสานผลงานของคนกับพลังของธรรมชาติที่ดำเนินไปด้วยกันได้ดีมากทีเดียว

ทั้งกลุ่มสี แนวคิดการให้บรรยากาศสีน้ำ วิธีเหลือบสีและเล่นทีแปรงอย่างนี้เป็นอิทธิพลลีลาสีน้ำสไตล์ท่าน อาจารย์เฉลิม นาคีรักษ์ แห่งเพาะช่าง[๒][คลิ๊กไปชมและอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับเพาะช่างที่นี่] และอาจารย์สมบูรณ์ กล่ำสมบัติ ลูกศิษย์อาจารย์เฉลิมและครูศิลปะของผม [๓][คลิ๊กไปชมและอ่านรายละเอียดที่นี่]  ส่วนการใช้พู่กันแบนรูเบนขนาดใหญ่เบอร์เดียวอย่างนี้นั้น เป็นวิธีการที่ผมขอทดลองขึ้นเองซึ่งเป็นคนแรกและคนเดียวในยุคที่เพิ่งรู้จักพู่กันแบบนี้ของพวกเรา

วิธีอย่างนี้ต้องลงทีแปรงแบบทีเดียวและครั้งเดียวอยู่ น้ำหนักและจังหวะต้องทีเดียวผ่าน ไม่มีลังเล หากพลาด อ่านน้ำหนักและจังหวะผิด หรือไม่แน่วแน่ กลับไปกวนหรือซ้ำก็จะเสียเลย อีกทั้งการเน้นและการได้ลีลาของเส้นเล็กๆนั้น โดยปรกติแล้วก็มักจะเขียนด้วยพู่กันเก็บรายละเอียดขนาดเล็กลดหลั่นกันอีกหลายเบอร์ แต่ในรูปนี้เกิดจากการควบคุมน้ำหนักมือและการพลิ้วพู่กันซึ่งเป็นแปรงแบนๆขนาดใหญ่เบอร์เดียว

ผมเขียนภาพนี้โดยแทบจะไม่ต้องร่างและกระชากอย่างต่อเนื่อง ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะไปเที่ยวบ้านสวนของสัญญลักษณ์ สำรวมจิตต์ เพื่อนคนหนึ่งบ้านอยู่บางคณฑี กับวิชาญ ศิริเวชช์ ซึ่งปัจจุบัน ทั้งสองท่านนี้เป็นอาจารย์และทีมผู้บริหารของวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี

ภาพนี้เป็นภาพที่ครูของผมคืออาจารย์สมบูรณ์ กล่ำสมบัติชื่นชมมากที่สุดภาพหนึ่ง ผมเขียนภาพนี้เสร็จก็วางกระดานเสก๊ตช์พิงผนังห้องเรียนทิ้งไว้ให้แห้งแล้วก็ไปเที่ยวบ้านสวนของสัญญลักษณ์ สำรวมจิตต์ ไกลจากตัวเมืองราชบุรีลึกเข้าไปในสวนประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ไปกินมะกอกน้ำ ดูน้ำกร่อยจากทะเลขึ้นลงตามร่องสวนและนั่งดูปลาตีนวิ่งไล่กันบนดินเลน ซึ่งแทบทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งอัศจรรย์ในชีวิตผมไปหมดเพราะตั้งแต่เกิดมาผมก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย อีกทั้งคุณพ่อและคุณแม่ของเพื่อนนั้นก็ให้ความเมตตาผมเหมือนอย่างลูกอีกคนหนึ่งของท่าน

พอกลับจากบ้านเพื่อนก็แวะเข้าไปในโรงเรียนอีก ผมจำอารมณ์เมื่อครั้งนั้นได้ดี เพราะพอเดินเข้าบริเวณโรงเรียน ก็เห็นอาจารย์สมบูรณ์และเพื่อนๆยืนมองมาที่ผมซึ่งกำลังเดินเข้าประตูโรงเรียน ผมนั้นใจไม่ดีเลย แล้วก็มีเพื่อนบอกว่าให้รีบเดินมาหาอาจารย์ อาจารย์สมบูรณ์เป็นที่เคารพรักของผมและเพื่อนๆมาก จึงเป็นธรรมดาที่เราจะเป็นทุกข์ฉับพลันหากเป็นเหตุทำให้ผู้ที่เราเคารพรักผิดหวัง แต่ผมกำลังเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรกันขึ้น แทบจะเป็นลมเลยทีเดียว

พอไปถึงอาจารย์สมบูรณ์ก็บอกให้เดินไปด้วยกันมุ่งตรงไปยังรูปที่ผมเขียนและตั้งทิ้งไว้นี้ พวกเราไม่เคยมีการนำเอารูปมาตั้งและดูกันเดี่ยวๆเลย ผมเลยนึกไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น ในขณะที่กำลังพยายามจะบอกกับอาจารย์ว่างานชิ้นนี้ไม่ใช่งานเรียน ไม่ใช่งานที่อาจารย์มอบหมาย เป็นงานที่ผมเขียนฝึกมือเล่น ไม่ได้ตั้งไว้รออาจารย์ตรวจและให้คะแนน

แต่ขณะที่หายใจไม่ทั่วท้องนั้น อาจารย์สมบูรณ์ก็บอกให้ผมเข้าไปใกล้ๆแล้วก็บอกว่า เธอเขียนสีน้ำรูปนี้ดีมาก สีน้ำต้องเขียนอย่างนี้ถึงจะมีชีวิต...พระเจ้า !!!!! อาจารย์และเพื่อนๆทำผมเกือบหมดสติแล้วกลับเป็นหัวเราะด้วยกันได้ภายในวินาทีเดียวกัน ดูเหมือนว่าเพื่อนๆและอาจารย์จะเลือกภาพนี้ของผมลงตีพิมพ์ในสูจิบัตรสำหรับแจกจ่ายประกอบการแสดงผลงานศิลปะครั้งแรกของพวกเราในจังหวัดราชบุรี วิชาญคงจะเก็บภาพนี้ไว้ตั้งแต่ครั้งนั้นเพราะเขาเป็นแกนหลักคนหนึ่งของพวกเราในการหาสปอนเซอร์และทำสูจิบัตร

                         อธิบายภาพ : กลุ่มเพื่อนๆ นักเรียนศิลปหัตถกรรม วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี รุ่นที่ ๑ ในขณะเริ่มเรียนปีที่ ๓ อาจารย์สมบูรณ์ กล่ำสมบัติ (เสื้อขาวยืนกลางภาพ) และอาจารย์ภาสกร โพธิ์เจริญ (เสื้อสีม่วงแดงยืนกลางภาพข้างอาจารย์สมบูรณ์) พาไปเขียนรูปทะเลที่หาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขียนสีน้ำภาพนี้ นักศึกษารุ่นที่ ๑ รุ่นนี้ เมื่อจบการศึกษาแล้วก็สามารถสอบเข้าโรงเรียนเพาะช่างได้ทั้งหมด อาจารย์วิชาญ ศิริเวชช์ คือคนที่ ๓ แถวยืนจากซ้าย ผู้เขียนนั่งกอดคออาจารย์สัญญลักษณ์ สำรวมจิตต์ คนที่ ๓ จากริมขวาของแถวนั่งที่สอง

ในช่วงนั้นผมเขียนรูปทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา ทั้งดรออิ้งและสีน้ำ เขียนทั้งกลางวันกลางคืนทั้งวันปรกติและวันหยุด กลางคืนก็นั่งตามโคมไฟและเขียนแมลงที่บินตกลงมา และครั้งหนึ่งก็เด็ดไบไม้มา ๑ ใบ เขียนตั้งแต่เช้าทีละรูปในขณะที่ใบไม้ยังสดและรูปทรงปรกติ กระทั่งเหี่ยวและไร้รูปทรงเมื่อถึงบ่ายคล้อย เขียนเป็นหลายร้อยรูป ได้เห็นพัฒนาการและความต่อเนื่องของความเปลี่ยนแปลงของใบไม้ที่สื่อสะท้อนกับภายในตนเองอย่างเป็นสายธาร ซึ่งเป็นผลดีต่อผมเองในเวลาต่อมาอย่างยิ่ง เพราะเมื่อต้องการคิดและถ่ายทอดการเห็นภาพในความคิดออกมาก็สามารถวาดเป็นรูปอย่างที่ต้องการโดยไม่ต้องดูแบบหรือมีต้นแบบใดๆเลยก็ได้

วิชาญ ศิริเวชช์ และสัญญลักษณ์ สำรวมจิตต์ เป็นเพื่อนเรียนและเพื่อนรักที่สุดอีก ๒ คนของผมที่ผมคลุกคลีและเคารพรักพ่อแม่ญาติพี่น้องของเพื่อนเท่าที่ได้รู้จักจนเหมือนพ่อแม่และญาติของผม เพื่อนทั้งสองคนนี้ต่อพ่อแม่และญาติพี่น้องของผมก็เช่นกัน ผมไปบ้านของเพื่อนทั้ง ๒ ท่านนี้แล้วก็จะรู้สึกว่าเหมือนกับไปบ้านตัวเอง และที่บ้านของสัญญลักษณ์ สำรวมจิตต์นั้น ผมก็เขียนสีชอล์คพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง และเขียนภาพสีโปสเตอร์แบบคอลลาจรูปนกยูงเกาะกิ่งสนสามใบซึ่งคุณพ่อของสัญญลักษณ์ชอบ ส่วนวิชาญก็เขียนรูปฟ้าชายมอบไว้ให้ วิชาญนั้น เป็นเพื่อนที่ผมเล่นและทำงานด้วยมากที่สุด วิชาญเป็นเด็กเรียนและทำงานคู่กับผมตลอด ผมกับวิชาญผลัดกันเป็นหัวหน้านักเรียนและผลัดกันสอบได้ที่ ๑ กับที่ ๒ ตลอดหลักสูตร

                                                    อธิบายภาพ : ผู้เขียนเมื่ออายุประมาณ ๑๙-๒๐ ปี 
                                                    ขณะเป็นเด็กวัดเขาวังราชบุรี และเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขียนภาพนี้ 

แต่ผมไม่เคยทราบเลยว่าเขาเก็บรูปนี้ไว้ให้ผม จากกระดาษที่ไม่ช้ำเลย พร้อมกับนำไปเข้ากรอบอย่างพิถีพิถัน ก็สะท้อนว่าเขาตั้งใจและได้เตรียมการอย่างดีที่จะนำมามอบให้ผมในวันนี้ซึ่งผ่านไปกว่า ๓๐ ปีแล้ว เพื่อนผมช่างสายตายาวไกลจริงๆ การที่เขาดูแลรักษารูปเขียนของผมอย่างยาวนาน นานจนอายุของภาพเก่าแก่มากกว่าอายุลูกสาวของเขาเกือบ ๒ เท่า และนำมามอบให้พร้อมกับวันที่คนรุ่นลูกของเราได้เติบโตก้าวเข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้น ราวกับได้สื่อความหมายในวิถีของเขาว่าเขาดูแลงานศิลปะนี้อย่างดีพอๆกับลูกของเขา

วิชาญ ศิริเวชช์ และ สัญญลักษณ์ สำรวมจิตต์ นั้น ต่อมาก็เป็นผู้ที่ร่วมกับรุ่นน้องอีก ๒-๓ คนบุกเบิกเปิดสาขาวิชาศิลปกรรมขึ้นในวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี รวมทั้งมีบทบาทหลายอย่างทั้งของจังหวัดและในท้องถิ่นภาคตะวันตก ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนทางวิชาการจากต่างประเทศอยู่เสมอ ได้ทำงานเพื่อพัฒนาการศึกษาเรียนรู้แก่เด็กๆจากครอบครัวในชนบท ซึ่งการได้เรียนจบและส่งถึงฝั่งให้ประกอบอาชีพได้สัก ๑ คนของลูกหลานกลุ่มนี้ก็จะส่งผลต่อการดูแลพ่อแม่และพี่น้องในครอบครัวหนึ่งๆอีกหลายคน เป็นการศึกษาที่มีบทบาทต่อการดูแลพื้นฐานของสังคมให้มีสุขภาพดีอย่างใกล้ชิด