มิติแห่งความขัดแย้ง(dimensions of conflict) : ข้อคำนึงบางประการเพื่อการศึกษาโดยครอบคลุม

          ข้อคำนึงถึง กม.เศรษฐกิจระหว่างประเทศนั้น ผู้เขียนได้แบ่งแยกการพิจารณาเป็น สามมิติ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออกหรือเป็นเนื้อเดียวกันของคำๆนี้ โดยแบ่งดังนี้

          มิติทางกม. ผู้เขียนนึกถึงสภาวะความขัดแย้งอันเป็นนิรันดร์ของมนุษย์(eternality of conflict )(ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,อาวุธมีชีวิต?) ผู้เขียนมิได้หมายความว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อทำสงครามตามแบบเป็นวิถีทางเดียวในแก้ไขความขัดแย้ง หรือมองความขัดแย้งไปในทางลบแต่อย่างใด ในทางกลับกัน ความขัดแย้งเป็นบ่อเกิดใหม่ๆของการพัฒนาในทุกๆทาง เช่นความขัดแย้งกับความมืด มนุษย์จึงประดิษฐ์หลอดไฟเป็นต้น
        
          เมื่อลักษณะธรรมชาตินั้นมีแนวโน้มในการสร้างความขัดแย้งกันขึ้น สิ่งที่ตามคือการหาวิธีการ(solution)คลี่คลายความขัดแย้งนั้น ซึ่งสุดท้ายจึงนำพามาสู่ปัจจัยพื้นฐานในการมองปัญหา คือการสร้างระเบียบ กฎเกณฑ์คิดมากำกับ นั่นคือกฎหมาย เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์ที่สุด เพราะวิธีการคลี่คลายปัญหาในอดีตที่มนุษย์แก้ไขความขัดแย้งระหว่างกันนั้น มักจะเป็นสงคราม แต่ด้วยแสนยานุภาพของตัวอาวุธทำลายล้างมหาชน(weapon of mass destruction) จากกรณีฮิโรชิมา และ นาราซากิ ในสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้กระบวนทัศน์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งคลี่คลายไปสู่การเจรจา ภายใต้หลักการความร่วมมือ และการปรองดอง เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามมากขึ้น(UN Charter,Preamble)

          มิติการเมืองระหว่างประเทศหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระบวนทัศน์เรื่องความมั่นคงของรัฐต่างๆในโลกได้ข้ามพ้นจากยุคสงครามทางอุดมการณ์ทางการเมือง(cold war) มาสู่ยุคสงครามทางการค้า ทำให้นานารัฐต่างหันมาทุ่มเทความสนใจในทางการค้าเป็นอันมาก จากการแบ่งฝ่ายเป็นค่ายเสรีนิยมกับสังคมนิยม ปัจจุบันคือการต่อสู้กันในเรื่องการค้า เช่น การเข้าสู่ตลาด ความพยายามในการลดการกีดกันทางการค้า การต่อรองเรื่องลิขสิทธ์ยา เป็นต้น เนื่องจากปัจจุบันอำนาจในทางเศรษฐกิจถือเป็นอำนาจที่สำคัญในทางการเมืองระหว่างประเทศ เพราะหลังจากการล่มสลายของโซเวียต ทำให้ประชาคมโลกนำพาตัวเองไปสู่ระบบเศรษฐกิจตลาดอย่างเต็มตัว ไม่เว้นแม้กระทั่ง ประเทศสังคมนิยมเอง เป็นผลให้เกิดลัทธิบริโภคนิยมหรือวัฒนธรรมมหาชน(pop culture) ซึ่งในบางคราวถึงขนาดเรียกว่าทุนนิยมสามานย์(ที่เด่นชัดคือกรณี jihad vs Mc's world ของเบนจามินแอนเดอร์สัน) ได้แทรกซึมไปทั่วโลก เพราะฉะนั้นเมื่อยุคของโลกเปลี่ยนแนวรบการต่อสู้ช่วงชิงทางอำนาจในทางการเมืองระหว่างประเทศจึงเปลี่ยนแนวรบไปด้วย

           มิติทางเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เป็นมุมมองที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่มีจำกัดบนโลก ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งบนเวทีโลกนั้น นานารัฐต่างอย่ภายใต้เศรษฐกิจระบบตลาด ซึ่งแต่ละรัฐก็มองการจัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์ส่วนตนสูงสุด เป็นมุมมองเพื่อตนเอง(subjective)ดังที่อาจารย์พันธ์ทิพย์ได้กล่าวไว้ว่าสังคมระหว่างประเทศคือanalogy of privatelaw เพราะฉะนั้น การช่วงชิงทรัพยากรเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชาติตน จึงเป็นการต่อสู้ที่เด่นชัด และประกอบด้วยปัจจัยเร่งเร้าที่ชี้ให้เห็นว่ากำลังจะเกิดวิกฤตทางทรัพยากร เช่นวิกฤตน้ำมัน ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจึงดำเนินการเพื่อให้ตนได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยผ่านคำว่าทุนนิยมหรือตลาดเสรี เพื่อเป็นข้อต่อรองกับประเทศที่ด้อยกำลังกว่า ในที่นี้ จึงมีการต่อรองกันทางการค้าที่เด่นชัดระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาที่มักจะเสียเปรียบในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

            เมื่อพิจารณาจากข้อพิจารณาสามมิติแล้วจึงเห็นได้ว่า การที่กม.เศรษฐกิจระหว่างประเทศอุบัติขึ้น นั้นก็เพื่อหาทางออกให้ความขัดแย้งรูปแบบใหม่ของโลก ซึ่งเป็นการต่อรองกันระหว่างประเทศเพื่อให้ได้ความเป็นธรรมสูงสุด ในการพัฒนานานารัฐไปพร้อมกัน ให้ทุกรัฐได้ประโยชน์สูงสุด ถึงแม้ความเป็นไปได้ในทางทฤษฎีมีอยู่แต่ในสภาพความเป็นจริงนั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง