Service Profile                

                   เริ่มต้นเมื่อต้นปี 49 พรพ. ได้นำรูปแบบใหม่ในการเขียนแบบประเมินตนเองที่เรียกว่า Service Profile เข้ามาให้โรงพยาบาลใช้เขียนเพื่อประเมินตนเองทั้งระดับหน่วยงานและระดับ PCT โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะให้มีการสื่อเนื้อหาที่ชัดเจนของการพัฒนาคุณภาพและการทำงาน(เป็นทีมแบบสหสาขาวิชาชีพ)  ทั้งนี้ใด้เริ่มมีให้ใช้ในโรงพยาบาลที่ขอ Accredit หรือ Re - Accredit ส่วนโรงพยาบาลที่ ขอรับการประเมินขั้นที่ 1 หรือ 2 อาจเขียนแบบประเมินตนเองแบบเดิมไปก่อนก็ได้ แต่คาดว่าปีหน้าคงเป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด             

ความแตกต่างระหว่าง Service Profile กับแบบประเมินตนเองเดิมก็คือ

                 แบบประเมินตนเองแบบเดิม จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือส่วนที่ 1 ข้อมูลระดับโรงพยาบาล ส่วนที่ 2 ข้อมูลระดับทีมนำทางคลินิก และส่วนที่ 3 ข้อมูลระดับหน่วยงาน ซึ่งจะเน้นเป็น 2 Part คือ Part ก.เป็นการเขียนสรุปข้อมูลที่สำคัญ ส่วน Part ข. เป็นการเขียนรายละเอียดของการปฏิบัติตามมาตรฐาน HA ( บทที่ 1 – 20 )               

          ส่วนการเขียนแบบใหม่  ระดับโรงพยาบาลใช้รูปแบบมาตรฐานฉบับเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ซึ่งจะแบ่งเป็น 4 ตอน ตอนที่ 1 ภาพรวมของการจัดองค์กร (เป็นข้อมูลการบริหารจัดการระดับ โรงพยาบาล และทีมนำ)    ตอนที่ 2 ระบบสำคัญของโรงพยาบาล เป็นข้อมูลระดับทีมคร่อมสายงาน Steering Team ต่าง ๆ   ตอนที่ 3 Patient Care Process  เป็นกระบวนการดูแลผู้ป่วยที่มีคุณภาพในภาพรวมของโรงพยาบาล  และตอนที่ 4  ผลลัพธ์การดำเนินงานขององค์กร (ซึ่งแบบประเมินตนเองแบบใหม่นี้จะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ของการดำเนินงานในทุก ๆ ด้าน)               ส่วนทีมนำทางคลินิก หรือ PCT ต้องเขียน Service Profile ของ PCT ร่วมกับการเขียน Clinical Tracer 1-2 เรื่อง   และในระดับหน่วยงานต้องเขียน Service Profile ของหน่วยงานทั้งหน่วยงานทางคลินิกและหน่วยงานสนับสนุน             

       ทีนี้มาทำความรู้จัก Service Profile หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่า Service Profile ซึ่งเขียนเพียงไม่กี่หน้าจะสื่ออะไรได้มากมาย  สิ่งที่แตกต่างจากแบบประเมินเดิมที่เขียนกันเป็นปึก ๆ ส่วนที่ปรับเปลี่ยนไปก็คือ จากส่วน ก.เดิม หน้าที่ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ ถูกปรับให้เป็น บริบทเพียงไม่เกิน 1 หน้า สั้นกว่าแต่เนื้อหาชัดเจนและมีส่วนที่ถูกตัดออกไปเช่น วัตถุประสงค์ของแผนปฏิบัติการ , การวิเคราะห์โอกาสพัฒนา , แนวทางป้องกันความเสี่ยงจากการวิเคราะห์โอกาสพัฒนา  ฯลฯ    แต่ก็มีส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือ กระบวนการสำคัญ  ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน และการบวนการหรือระบบวานเพื่อบรรลุเป้าหมายและมีคุณภาพ       ทำให้ Service Profile มีรูปแบบที่สั้นกะทัดรัดแต่เปี่ยมไปด้วยเนื้อหาของการพัฒนาคุณภาพที่ชัดเจนขึ้น   

การเขียน Service Profile เพื่อให้เกิดคุณค่าและเห็นภาพการพัฒนา 

 1. บริบท เหมือนเป็นการเล่าสรุปข้อมูลที่สำคัญของหน่วยงาน เช่น หน้าที่ เป้าหมาย การให้บริการ สถิติการให้บริการ ขอบเขตการให้บริการ ผู้รับผลงาน ประเด็นคุณภาพ ความท้าทาย ความเสี่ยงที่สำคัญ      โดยต้องเลือกเอาแต่เนื้อหาที่สำคัญ ๆ สื่อให้ผู้อ่านมองเห็นภาพว่าหน่วยงานเป็นอย่างไร กำลังทำงานอะไรอยู่    ตรงนี้คงเขียนกันได้ไม่ยาก   

2. กระบวนการสำคัญ (Key Process) เน้นขั้นตอนหลัก ๆ ที่สำคัญ , การทำงานเป็นทีม และกระบวนการที่ส่งผลถึงตัวผู้ป่วยมากกว่าการบริการและการจัดการ    ฉะนั้นที่ไม่ควรเขียนแบบกระบวนการหลักของงานพยาบาลอย่างเดิม ๆ เช่น Entry – Assess – Planning – Implement – การประเมินซ้ำการวางแผนจำหน่าย  ถ้าให้เห็นการทำงานเป็นทีมควรเขียนเป็นรูปแบบที่สื่อการทำงานทั้งทีมโดยเฉพาะแพทย์และพยาบาล เช่น Key Process ของ Ward อาจเป็น 1. การประเมินแรกรับ(ทั้งมุมมองด้านความถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย และการเตรียมพร้อมให้การรักษาพยาบาล) 2. การให้การรักษาผู้ป่วยวิกฤต (มุ่งเน้นการให้การดูแลรักษากลุ่มนี้ที่ต้องการ ความรวดเร็วปลอดภัยและการบริหารจัดการเสี่ยงทางคลินิก) 3. การดูแลรักษาผู้ป่วยทั่วไป (Elective case)เป็นกระบวนการที่ครอบคลุมการดูแลรักษาโดยสหสาขาวิชาชีพ รวมทั้งความเสี่ยงทางคลินิก  4. การเตรียมผู้ป่วยก่อนผ่าตัด (ถ้ามี) โดยมุ่งเน้นความพร้อม การให้ข้อมูล การประเมิน  5. การดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด (ถ้ามี) อาจเน้นความเสี่ยงหลังผ่าตัด การดูเรื่องความเจ็บปวด การให้ข้อมูล การดูแลแบบองค์รวม  6. การวางแผนจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่อง  7. กระบวนการคู่ขนาน (อาจเป็นกระบวนการอื่น ๆ ที่ใช่เป็นหน้าที่หลักของหน่วยงาน แต่หน่วยงานมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น การดูแลรักษาเครื่องมือ , การส่งตรวจ Lab , การพัฒนาศักยภาพ , การประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ฯลฯ ) โดยทุกกระบวนการดังกล่าวต้องมี สิ่งที่คาดหวังจากกระบวนการ (Process Requirement) ที่เกิดจากการดูแลเป็นทีมโดยเฉพาะแพทย์และพยาบาล โดยต้องมีความคาดหวังที่ไม่เพียงแต่เป็นการให้บริการ/บริหารจัดการ อย่างเดียว แต่ต้องคาดหวังที่ความปลอดภัย การดูแลรักษาที่มีคุณภาพ ป้องกันความเสี่ยง อยู่ในทุกขั้นตอน ฉะนั้นตัวชี้วัดที่สำคัญ (Performance Indicator) ควรจะต้องมีของกระบวนการและตัวชี้วัดทางคลินิก ทั้ง Common Clinical Indicator และ Specific Clinical Indicator รวมอยู่ด้วย

3. ตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (Performance Indicator) มาจากสองส่วน คือเลือกตัวชี้วัดหลักเดิมของหน่วยงานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย (อาจเป็นตัวชี้วัดการประกันคุณภาพที่สำคัญ) โดยเฉพาะตัวชี้วัดที่มีการเคลื่อนไหว และเลือกตัวชี้วัดจากข้อ 2. ที่สำคัญมาร่วมด้วย โดยนำเสนอเป็นกราฟแสดงข้อมูลต้องมีเป้าหมาย และแสดงแนวโน้มของผลลัพธ์ (Trend) อย่างน้อย 3 ปี หรือ 3 ไตรมาส หรือ 3 เดือนหลังสุดก็ยังดี พร้อมอธิบายใต้กราฟสั้น ๆ ให้ได้ใจความเช่นมีการพัฒนา CQI ในช่วงไหน จึงทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้น , หรือมีเหตุการณ์อะไรจึงทำให้กราฟสูงกว่าเป้าหมาย และกำลังดำเนินการอะไรอยู่

4. กระบวนการหรือระบบงานเพื่อบรรลุเป้าหมายและมีคุณภาพ

4.1 ระบบงานที่ใช้อยู่ปัจจุบัน (รวมทั้งงานพัฒนาคุณภาพที่เสร็จสิ้นแล้ว) ข้อนี้ถือว่าเป็นสาระที่สำคัญจริง ๆ ครับ สิ่งที่ หน่วยงานทำได้ดีทั้งหลายและยังใช้อยู่ต้องเอามาอธิบายเป็นข้อ ๆ ให้เห็นภาพ และผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเขียนแยกแต่ละข้อ เขียนปัญหาที่มาสั้น ๆ การดำเนินการ และผลลัพธ์ น่าจะประมาณ 10 – 15 บรรทัด ในแต่ละเรื่อง เช่น ระบบงานที่เราคิดว่าดีและภาพภูมิใจ , CQI (โดยเฉพะ Clinical CQI) , นวัตกรรม (อาจมีรูปแทรกที่มุมเล็ก ๆ เพื่อสื่อให้ชัดเจนขึ้น) , CPG ,Clinical Tracer , Care Map , Clinical Risk , ผลลัพธ์ที่ดีจากการทบทวน 12 กิจกรรม , WP / WI ที่ดี  สรุปอะไรก็ได้ที่เราทำได้ดีก็สามารถเขียนได้หมด บางหน่วยงานอาจมีมากแต่ถ้าทำจริงเขียนตามที่ทำ อ่านแล้วเพลิน

4.2 การพัฒนาคุณภาพที่อยู่ระหว่างดำเนินการ   อันนี้เป็นเรื่องที่เราทำอยู่ อาจเป็น CQI , ระบบงาน , CPG ต่าง ๆ ที่เพิ่งทำยังไม่เกิดผลลัพธ์ หรือทำไปแล้วผลลัพธ์เกิดแล้วแต่ยังไม่ดี ยังไม่บรรลุเป้าก็ให้ใส่ในข้อนี้ (ต้องอธิบายเป็นเรื่อง ๆ เช่นกัน ว่าเรื่องนี้ทำอะไรอยู่ ผลลัพธ์ ปัญหาอุปสรรค์ ต่าง ๆ

5. แผนพัฒนาต่อเนื่อง   เป็นการวาดฝันว่าเรามีแผนอยากทำอะไรต่อไป (แต่ต้องเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้)           

  ลองแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ

เฉลิมพงษ์ สุคนธผล