วันที่เราถือกำเนิดออกมาในโลกนี้ มนุษย์โดยส่วนใหญ่เรียกกันว่า "วันเกิด" เราถือกำเนิดจากความรักของพ่อและแม่ "ไม่ว่าลูกจะเป็นอย่างไร ความรักของพ่อแม่ก็ยังเต็มเปี่ยมเท่าเดิม"

หากเราได้ฟังวีดิทัศน์ของคุณหมอพงศักดิ์ ตั้งคณา คุณหมอจะเล่าให้ฟังว่า "วันเกิด คือ วันคล้ายวันตายของแม่เรา"

แต่ในวันเกิดของคนในสังคมไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่คอยเดินตามสังคมตะวันตก โดยเฉพาะวัยรุ่นที่เป็นวัยที่เห็นเพื่อนสำคัญกว่าพ่อแม่ วันเกิดคือ วันแห่งงานเลี้ยงใหญ่ วันที่ต้องไปทำกิจกรรมพิเศษกับเพื่อนนอกบ้าน ดึกดื่นค่ำคืนเท่าไหร่ก็ได้

หรือแม้กระทั่ง คนที่มีงานการทำ มีเงินเดือนเป็นของตัวเอง มีตำแหน่งการงานสูง ๆ "วันเกิด" คือ วันที่ต้องฉลองใหญ่ในการเกิดมาในโลกนี้กับ เพื่อน แฟน ลูกน้องที่คอยมาประจ๋อประแจ๋

"แม่" คนที่ให้กำเนิดเราอยู่ตรงไหนในหัวใจเขา "พ่อ" ผู้คอยประคบประหงมเราอยู่ส่วนใด

รู้สึกคิดถึงบันทึก "เวลาไม่มีเงิน.. คนแรกที่คิดถึงคือ พ่อและแม่" ... จากเศษกระดาษไร้ค่าในร้านก๋วยเตี๋ยว 

 

เมื่อสมัยตอนเป็นเด็ก หรือย่างเข้าสู่วัยรุ่น บ้านผม เมื่อถึงวันเกิดของลูก พ่อแม่ก็จะจัดงานเล็ก ๆ ตามอัตภาพให้กับลูก เพื่อเป็นการระลึกถึง "สิ่งที่มีค่าที่สุด" ของพ่อแม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาในชีวิตของพ่อกับแม่

เวลาจัดงานวันเกิด เราจะมีของกินที่พิเศษกว่าวันธรรมดา ขนมนมเนย น้ำหวาน และที่ขาดไม่ได้คือ เค้ก และ เทียน ซึ่งจะเป่าในตอนท้าย ๆ งาน อันเป็นไปวัฒนธรรมตะวันตกที่เราเดินตามกระแสอยู่

แต่ลูกไม่เคยคิดหรอกว่า วันที่เราเกิด คือ วันที่แม่ทรมานที่สุด มีโอกาสตายได้ทุกเมื่อในขณะที่คลอดเราออกมา

ลูกมัวแต่ดีใจที่มีงานวันเกิดที่พ่อแม่พยายามจัดให้ทัดเทียมลูกบ้านอื่น ให้ลูกรู้สึกไม่ด้อยไปกว่าเพื่อนคนอื่น

บางทีบ้านเราไม่ค่อยมีเงิน ก็จะเลี้ยงกันเงียบ ๆ พ่อ แม่ ลูก แค่นี้ก็พอแล้ว

 

เมื่อโตขึ้น การต้องมาใช้ชีวิตคนเดียวในต่างจังหวัดที่ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ ต้องอาศัยจิตใจที่เข้มแข็งพอสมควร มีเพื่อนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจมากนัก

เมื่อถึงวันเกิดส่วนใหญ่ในทุก ๆ ปี บ้านก็ไม่ได้กลับ อยู่ไกลกัน 700 กิโล ก็จะอาศัยเทคโนโลยีโทรศัพท์กลับไปหาพ่อกับแม่ เพื่อให้พ่อกับแม่ได้ยินเสียงว่า ลูกยังสบายดี พร้อมขออวยพรทุก ๆ ปี

ถามว่า อยากกลับบ้านไหม ก็ตอบว่า อยากกลับ แต่ไม่ได้ใช้งานเป็นข้ออ้าง

ก็ "ต้นทุน" ชีวิตมีแค่นี้ พ่อแม่ไม่ได้มี "มรดก" เหมือนเศรษฐีเขามีให้ลูกหลานกัน

แต่ "ต้นทุน" ชีวิตต้องสร้างเองกับมือ

 

ขึ้นมาอยู่เชียงใหม่ จากเรียนเป็นทำงาน ตามความหวังที่ตั้งไว้ หนีความจอแจในเมืองหลวง ... ตอนแรกไม่ได้คิดจะตั้งรกรากที่นี่ แต่ด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง คิดว่า คงต้องมีบ้านเป็นของตัวเองสักที หลังจากอยู่หอพักมานับสิบปี ... ด้วยความเป็นห่วงของแม่ แม่ขอว่า น่าจะซื้อบ้านได้แล้ว ... ใจจริงยังไม่อยากซื้อ เพราะเราต้องเป็นหนี้สิน อันหนี้สินคือ สิ่งที่อยากอยู่ไกลให้มากที่สุด เพราะจะทำให้ผมสามารถส่งเงินกลับบ้านให้แม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย พ่อแม่จะได้สบายขึ้น หากส่งบ้านไป เราเงินที่จะส่งกลับบ้านแทบจะไม่มี ... แต่ตัดสินใจซื้อผ่อนโดยมีเครดิตความเป็นอาจารย์นี่แหละ ทำให้พอมีหลักประกันให้ธนาคารได้บ้าง แต่บอกกับตัวเองว่า "บ้านที่ซื้อนี้ จะซื้อให้กับพ่อกับแม่ เป็นบ้านของท่าน ไม่ใช่ บ้านของเรา"

ก็เป็นจริง เมื่อตัดสินใจเริ่มผ่อนบ้าน เงินเดือนเกือบทั้งหมดถูกใช้ในการผ่อนบ้าน เงินส่งให้พ่อแม่ก็น้อยลง ความรู้สึกที่ทุกข์ใจในการไม่สามารถทำให้พ่อแม่สบายขึ้น มันทุกข์ใจที่สุด

เชื่อไหม ชอบมีคนมาถามว่า "เงินเดือนเป็นหมื่น เอาไปทำอะไรหมด" อยากตอกหน้าคนพวกนั้นกลับไปว่า "ซื้อบ้านให้พ่อแม่ไง แล้วที่พอเหลือก็ส่งกลับบ้านไปให้พ่อแม่ แล้วจะมีเงินอะไรเหลือใช้อะไรได้บ้างล่ะ"

คนพวกนี้ มักจะคิดว่า "คนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมันต้องเงินเดือนเยอะ เหลือกินเหลือใช้" อาจารย์พวกที่เป็นอย่างนั้นได้ คือ พวกมี "ต้นทุน" สูง มีมรดก พ่อแม่ร่ำรวย มีรถยนต์เป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก ไม่ได้ให้เงินพ่อแม่ ไม่ต้องใช้เงินนี้สำหรับพ่อแม่ตัวเอง

อีกพวกหนึ่งคือ "โกง" และ "เอาเปรียบ" คนอื่น ทำให้ตัวเองได้รับเงินจากส่วนอื่น ๆ มากกว่าคนอื่น เช่น กินค่าปูน ค่าหิน ค่าทราย หรือเอาเปรียบค่าสอนคนอื่น หรือเขียนระเบียบให้ตัวเองได้ประโยชน์ พวกค่าดำเนินการต่าง ๆ ของผู้บริหารนั่นแหละ ฯลฯ

ผมยังเคยถามตัวเองเลยว่า "ถ้าผมโกง ผมคงจะมีเงินให้พ่อแม่ผมอย่างแน่นอน" แต่ถ้าผมโกงจริง แล้วพ่อแม่จะภูมิใจในเงินที่ผมหามาได้อย่างนั้นหรือ

ผมไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด "ดูถูกใครได้ อย่าดูถูกตัวเอง"

 

เมื่อถึงวันเกิดของผมเวียนมาบรรจบ ผมไม่เคยบอกใครว่า วันนี้วันเกิดผมจะได้มีเพื่อน ๆ น้อง ๆ เอาของขวัญมาให้ผม ผมไม่เคยมีปาร์ตี้ งานเลี้ยงฉลองวันเกิดตัวเอง สิ่งที่ผมจะทำทุกปี คือ การโทรศัพท์ไปขอคำอวยพรของพ่อกับแม่

ปีนี้ก็เช่นกัน 19 เมษายน เมื่อผมเสร็จภาระการทำงาน ผมได้โทรหาพ่อกับแม่

ผมขอพ่อแม่อวยพรวันเกิดของผมหน่อย

พ่อกับแม่ ก็ขอให้ผมมีสุขภาพแข็งแรง มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และสมความปรารถนาทุกประการ

พ่อกับแม่ถามว่า "ไม่ไปฉลองวันเกิดที่ไหนหรือ หรือทำอะไรกินเป็นพิเศษหรือเปล่า"

ผมตอบว่า "ไม่หรอก ฉลองทำไม แค่ตอนนี้ยังมีพ่อกับแม่อยู่กับผม ผมก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรอีก"

พ่อ ตอบว่า "ขอบใจมากลูก"

น้ำตาเกือบไหลออกมา รู้สึกจุกที่อก อยากกลับไปกอดพ่อกับแม่จริง ๆ อยากกราบเท้าท่านบ้าง อยากบวชเรียนให้ตามที่สัญญา (แต่ก็มีมารผจญอยู่ทุกที คงเป็น "มาร" จริง ๆ นั่นแหละ)

แล้วก่อนวางสาย ผมก็บอก "รักพ่อกับแม่"

 

พ่อแม่ไม่ได้ต้องการอะไรจากลูกเลย นอกจาก "ความรัก การดูแลเอาใจใส่ของลูก"

 

คุณอย่าไปคิดนะว่า "พ่อแม่เขาไม่อยากได้เงินทองจากเรา แค่ความรักที่ลูกมีต่อพ่อแม่ ก็พอแล้ว"

ลูกที่คิดอกกตัญญูต่อพ่อแม่ของตัวเอง จะมีอันเป็นไปตามบาปกรรมที่เขาได้สร้างเอาไว้

 

ผมโชคดีที่พ่อแม่ยังอยู่ครบ ผมจะทำหน้าที่ของลูกให้ดีที่สุด เท่าที่ผมจะทำได้ ตาม "ต้นทุน" ที่ผมมี ผมเลือกที่เป็นคนดีเพื่อนท่าน ไม่มีวันที่ผมจะทำความชั่วร้ายหรือเบียดเบียนคนอื่นอีกต่อไป ผมอยากทำให้สังคมดีขึ้น สวยงามขึ้น

อีกโชคดีคือ ผมเป็นครู

ผมมีโอกาสได้สั่งสอนลูกศิษย์ให้ได้เห็นสัจธรรมในข้อนี้ จากการใช้วีดิทัศน์ของอาจารย์หมอพงศักดิ์ และสอนเสริมเข้าไปว่า

"วันนี้เราได้ทำอะไรตอบแทนพ่อแม่ของเราบ้างหรือยัง แค่มานั่งเรียนหนังสือยังไม่รู้ว่า มานั่งทำไม หากคิดไม่ได้ ลองกลับไปดูความลำบากของพ่อแม่ตัวเองหน่อยดีไหม"

"หากวันนี้พ่อแม่คุณยังอยู่ จะรีบทำอะไรก็รีบทำเสีย รีบทำก่อนที่จะไม่มีพ่อแม่ให้ทำ"

"อย่าคิดว่า เรียนจบแล้วจะทำให้พ่อแม่สบาย ทำดีกับพ่อแม่ก็ให้เริ่มแต่ตอนนี้ท่านยังอยู่ตอนนี้ หากมีอะไรเกิด อย่ามาพูดว่าเสียใจ เพราะไม่มีเสียใจมากเท่ากับตัวเอง"

 

ด้วยเหตุวันเกิดนี้ บันทึกนี้จึงเกิดขึ้น

มันบาดใจทุกครั้งที่เห็นคนขี้เหล้าเมายาเพื่อมาฉลองวันคล้ายวันตายของแม่ตัวเอง แทนที่จะเลี้ยงพ่อแม่ของตัวเอง กลับเอาเงินที่หามาได้มาเลี้ยงฉลองกันอยู่

น้อง ๆ เพื่อน ๆ ผมจะเตือนทุกครั้งที่เป็นวันเกิดว่า "โทรหาพ่อ โทรหาแม่หรือยัง หากกลับบ้านไปได้ ควรกลับไปที่บ้านนะ"

"ไม่มีใครรักเราจริงเท่าพ่อแม่ของเราหรอก จะบอกให้"

 

ผมมีความสุขที่สุด แค่ได้ยินเสียงพ่อกับแม่ ได้ยินเสียงคำอวยพรของท่าน

วันเกิดที่เฮฮาปาร์ตี้ ไม่มีวันเกิดขึ้นกับผมแน่นอน

 

แล้วคุณล่ะ วันเกิด..คุณทำอะไรให้กับพ่อแม่คุณบ้าง นอกจากเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันตายของแม่ตัวเอง ?

 

บุญรักษา ลูกที่ดีทุกท่าน

ขอบคุณครับ ;)