คนทำงานในกิจกรรมที่ต้องใช้ความรู้นั้น มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบสังคมแทบจะในทุกระบบ เทคนิคและทักษะปฏิบัติเกี่ยวกับความรู้จึงเป็นวัฒนธรรมการทำงานในทุกสาขา นับแต่ในองค์กรสมัยใหม่กระทั่งในชุมชนและในการรวมกลุ่มของชาวบ้าน โดยเฉพาะกระบวนการศึกษาเรียนรู้ การเรียนการสอน การอบรม กิจกรรมการศึกษาทั้งในและนอกระบบ การประชุมบริหารจัดการเพื่อทำงานเป็นกลุ่ม การพบปะปรึกษาหารือ ซึ่งสิ่งต่างๆในกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ เครื่องเขียน ตลอดจนเครื่องมือและวิธีจัดการความรู้ เครื่องมือและวิธีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอความคิดแก่เวทีประชุม การนำเสนอและถ่ายทอดสื่อสาร เพื่อทำให้การทำงานด้วยกันเป็นกลุ่มก้อนและเป็นหมู่คณะดำเนินไปอย่างได้ผล เป็นสิ่งที่คนทำงานจำเป็นต้องรู้จักเรียนรู้และนำมาใช้เพื่อทำงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้แต่ผู้นำชุมชน ชาวบ้าน พ่อแม่ผู้ปกครอง ก็ต้องให้ความสำคัญเหมือนกับเป็นทักษะชีวิตเพื่อมีส่วนร่วมในการจัดการการอยู่ร่วมกันและสร้างสุขภาวะสังคมร่วมกัน

การรู้จักใช้และรู้จักหา ปากกา ฟลิปชาร์ต บอร์ด เพื่อสร้างพลังการเรียนรู้ สร้างพลังในการปฏิบัติงาน และสร้างพลังในการบริหารจัดการกิจกรรมทางความรู้ เป็นสิ่งหนึ่งที่เราจะสามารถเรียนรู้และเพิ่มพูนการพัฒนาให้เป็นทักษะติดตัว เพื่อเสริมสร้างพลังการทำงานดังที่กล่าวถึงในข้างต้นได้อย่างดีครับ..................

  กลุ่มคนที่ต้องรู้จักใช้และรู้จักหา ปากกา ฟลิปชาร์ต บอร์ด  

กลุ่มคนทำงานที่มีกิจกรรมการจัดการศึกษา การเรียนการสอน ประชุม อบรม และระดมความคิด เป็นส่วนหนึ่งในการทำงาน ซึ่งถ้าหากได้เรียนรู้และพัฒนาทักษะต่อสิ่งเหล่านี้แล้วก็จะยิ่งมีโอกาสนำไปใช้เพื่อพัฒนาการทำงานได้อย่างดีมากขึ้นก็เช่น อสม วิทยากรกลุ่ม วิทยากรชุมชน คนทำงานกับชุมชน กลุ่มคนทำงานบริการทางการศึกษา เจ้าหน้าที่จัดประชุม เจ้าหน้าที่จัดอบรม คนทำงานในสำนักงาน คนทำงานทางความรู้ทุกกลุ่ม วิทยากร ผู้สอน ครู อาจารย์ นักวิจัย ผู้นำชุมชน วิทยากรกระบวนการ ผู้นำการประชุมแบบกระบวนการกลุ่ม เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษา นักวิชาการโสตทัศนศึกษา ผู้ควบคุมและดูแลห้องประชุมสัมมนา

  กิจกรรมและเวทีเรียนรู้ที่เป็นโอกาสใช้ปากกา ฟลิปชาร์ต บอร์ด 

เครื่องมือและวิธีการเชิงกระบวนการที่เป็นโอกาสใช้ปากกา ฟลิปชาร์ต และบอร์ด ได้เป็นอย่างดีคือ การเรียนรู้โดยกระบวนการมีส่วนร่วม การระดมความคิดเป็นกลุ่ม การทำแผนภาพการคิด (Mind Map) การจัดเวทีระดมความคิดของชุมชน เวทีเรียนรู้ชุมชน การประชุมกลุ่มวิจัย การประชุมกลุ่มคนทำงาน การประชุมสอนงานของกลุ่มบุคลากรในหน่วยงาน การจัดอบรม การเป็นวิทยากรกลุ่ม 

 

อธิบายภาพ : ตัวอย่างจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเรียนรู้องค์กร วิเคราะห์ศักยภาพ และวางกรอบยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาแผนงานของคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อพัฒนาองค์กรและเสริมพลังความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายการทำงานภายในองค์กร ผ่านการได้เรียนรู้องค์กรและระดมสมองด้วยการจัดกระบวนการกลุ่มอย่างหลากหลาย ซึ่งฟลิปชาร์ต สื่ออย่างง่าย และวัสดุอุปกรณ์พื้นๆอย่าง เช่น กระดาษระบายสี เครื่องเขียน และวัสดุอุปกรณ์ที่ส่งเสริมพลังการคิดและแสดงการมีส่วนร่วมของปัจเจกอย่างเป็นธรรมชาติ ได้นำมาใช้เป็นสิ่งสนับสนุนให้เครื่องมือทำงานเป็นกลุ่ม ส่งผลดีต่อการทำงานในเวทีและได้ผลตามที่ต้องการอย่างดี

  ฟลิปชาร์ตและบอร์ดกับพลังของสื่อปฏิสัมพันธ์ 

(๑) บูรณาการและผสมผสานการสื่อสารเรียนรู้หลายชุดประสบการณ์ในเวลาเดียวกัน :  เพิ่มประสิทธิภาพในการเห็นและสื่อความหมายได้อย่างบูรณาการซึ่งพลังการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้จะเกิดจากหลายอย่างผสมผสานกัน ทั้งจากการฟังเสียงบรรยาย น้ำเสียง ภาษาท่าทางจากการเคลื่อนไหว ภาษาการวาดรูป สีสัน การเน้น การสร้างความกลมกลืน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดพลังแห่งความหมายขึ้นระหว่างที่เราเขียนฟลิปชาร์ต อีกทั้งเพิ่มโอกาสและทางเลือกจากหลายแง่มุมให้ผู้คนสามารถเข้าถึงความทุกข์สุขและความเข้าใจร่วมกัน ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลาย นำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกันได้ดีขึ้น
(๒) สื่อสารเข้มข้นแบบ ๒ ทาง : ทำให้เกิดการสื่อสารแบบเห็นหน้า แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันแบบ ๒ ทาง ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ผู้มีส่วนร่วมสามารถพัฒนาตนเองและจัดวางความสัมพันธ์ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
(๓) ขับเคลื่อนพลังชุมชนเรียนรู้ : ผู้สอนและวิทยากระบวนการสามารถพัฒนาบทบาทเป็นผู้สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ รับฟังอย่างมีประสิทธิภาพ สังเคราะห์และประมวลผลข้อมูลได้อย่างฉับพลัน แล้วเขียนบันทึก วาดภาพ สรุปและป้อนกลับเป็นข้อมูลทำงานระดมความคิดของกลุ่มผู้ร่วมเวทีเรียนรู้กลับไปกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้กระบวนการเรียนรู้มีพลังและมีความต่อเนื่อง
(๔) เก็บรวบรวมข้อมูลและจัดการความรู้อย่างมีส่วนร่วม : การใช้ฟลิปชาร์ตและบอร์ด จัดกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม รวมทั้งจัดกระบวนการกลุ่มเพื่อการทำงานของกลุ่มเป้าหมายแบบต่างๆ จะทำให้เกิดการจดบันทึกที่มีการตรวจสอบข้ามความแตกต่างกันหลายระดับและหลายเกณฑ์ หากผู้สอนและผู้จัดกระบวนการมีการเตรียมการได้อย่างดี ก็จะเป็นวิธีบันทึกและเก็บรวบรวมข้อมูลไปด้วย เมื่อนำไปผสมผสานอยู่ในกระบวนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทั้งการวิจัย การฝึกอบรม การจัดเวทีชุมชน การจัดประชุมกลุ่มในหน่วยงาน การจัดประชุมกลุ่ม อสม และกลุ่มผู้นำชาวบ้าน ก็จะทำให้วิธีเก็บบันทึกข้อมูลแบบนี้เป็นกระบวนการสร้างศักยภาพปัจเจกและพัฒนาองค์กรจัดการกลุ่มของชาวบ้านไปด้วย ไม่ต้องแยกจัดอบรมและแยกจัดกิจกรรมทางการศึกษาออกจากกระบวนการวิจัยและกระบวนการทำงานกลุ่มต่างๆของชุมชน ซึ่งทำให้กิจกรรมมีมากไป
(๕) สรุปและเสริมวิชาการจากบทบาทผู้เชี่ยวชาญในจังหวะที่เหมาะสม : การใช้บอร์ดและฟลิปชาร์ตได้อย่างมีทักษะ มีศิลปะ จะทำให้ผู้สอน นักวิจัย และวิทยากรกระบวนการ สามารถทำหน้าที่หลายด้านไปด้วยกันอย่างสอดคล้องและเชื่อมโยงกับสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้น สรุปและเสริมความรู้เชิงทฤษฎี รวมทั้งให้ความรู้พัฒนาการศึกษาเรียนรู้ต่างๆไปตามความจำเป็นที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

  ลักษณะที่มักปฏิบัติไม่ถูกต้องกับผลเสียของความไม่รู้จักการใช้และไม่รู้จักหา          

(๑) จัดหาและเลือกใช้ปากกาไม่ถูกประเภทการใช้งาน ทำให้สูญเสียทรัพยากรและทำงานเชิงระบบร่วมกันไม่มีประสิทธิภาพ องค์ประกอบแยกย่อยที่เกี่ยวข้องไม่เกื้อหนุนส่งเสริมกันอย่างที่ควรจะเป็น
(๒) จัดหาและใช้ปากกาเคมีซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับใช้เขียนกระดาษ มาใช้กับฟลิปชาร์ตและกระดาษ
(๓) จัดหาและใช้ปากกาปากสักหลาด ปากกาตราม้า และปากกาอาร์ตไลน์ มาใช้กับไวท์บอร์ด ซึ่งจะทำให้ติดแน่นและลบไม่ออก
(๔) ไม่รู้วิธีใช้และไม่มีทักษะที่จะใช้ให้เป็นเครื่องมือสำหรับการสอน บรรยาย จัดประชุม เก็บข้อมูล ทำเวทีเรียนรู้ชุมชน และทำกระบวนการกลุ่มต่างๆ ได้อย่างมีพลัง ทั้งที่เป็นสื่อที่ส่งเสริมพลังการเป็นสื่อบุคคลและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดีมาก

กระบวนการเหล่านี้เป็นตัวบั่นทอนให้กระบวนการเรียนรู้และประสิทธิภาพความเป็นผู้สอน สื่อบุคคล การนำประชุม การจัดเวทีชุมชน และการเป็นวิทยากรกระบวนการ ไม่ได้ผลมากอย่างที่ควรจะเป็น 

  รู้จักปากกา เครื่องมือสำหรับสื่อบุคคล : ปากกาอาร์ตไลน์แบบเลือกขนาดได้ 

                            

                             ภาพที่ ๑ ปากกาอาร์ตไลน์แบบปากกลม มีปากสักหลาดเขียนด้านเดียว เหมาะสำหรับมืออาชีพและการทำงานที่มีการใช้อยู่เสมอ Label : ที่ระบุว่า High Performance หมายถึงให้คุณภาพสูง สีสันเข้มข้น ทนนานกว่าปากกาเคมีชนิดอื่นๆ Permanent หมายถึงเช็ดด้วยแปรงลบกระดานและล้างด้วยน้ำไม่ออก Non-Permanent หมายถึงเช็ดออกได้และล้างด้วยน้ำได้

                             

                            ภาพที่ ๒ ปากกาอาร์ตไลน์ตราม้าแบบ ๒ หัว ด้านหนึ่งปากกลม และอีกด้านปากแบน ราคาถูก สีสันคมชัด ซีดจางและเสื่อมสลาย เลือนหายไปเร็ว เหมาะสำหรับการทำงานเพื่อใช้ชั่วคราว

                            

                              ภาพที่ ๓ ปากกาอาร์ตไลน์สำหรับไวท์บอร์ด คนทั่วไปเรียกว่าปากกาเคมีสำหรับไวท์บอร์ดแต่มักไม่รู้วิธีใช้และไม่รู้วัสดุที่ใช้เขียน

ปากกาแบบอาร์ตไลน์ เป็นปากกาปากสักหลาดชั้นดีสำหรับทำงานเขียนและวาดภาพที่ต้องการคุณภาพสูง มีสีสันให้เลือกเป็นจำนวนมาก  ด้ามหนึ่งก็จะมีปากสำหรับเขียนแบบเดียวและขนาดเดียว หากต้องการเลือกขนาดเล็กใหญ่หลากหลาย และต้องการทั้งปากแบน-ปากกลม ก็จะต้องเลือกตามความต้องการโดยเบอร์ ๗๐ จะเป็นปากกาปากกลม แบบเบอร์ ๙๐ ขึ้นไปจะเป็นปากแบน ตัวเลขเบอร์มากก็จะเป็นปากกาที่ให้ขนาดเส้นใหญ่

ช่างเขียนและผู้ขายเครื่องเขียนโดยทั่วไปจะเรียกปากกาอย่างนี้ว่าอาร์ตไลน์ ข้อดีของปากกาแบบอาร์ตไลน์ก็คือ เมื่อต้องการใช้สีใดและด้ามใดก็เปิดฝาและใช้จำเพาะด้ามนั้น ทำให้หมึกปากกาหมดไปตามการใช้ไปทีละด้าม ซึ่งก็จะเหมาะสำหรับงานที่มีการใช้อยู่เป็นประจำนั่นเอง ไม่เหมาะสำหรับกิจกรรมที่นานๆจึงจะนำออกมาใช้สักครั้งหนึ่ง เพราะหมึกจะแห้งและมีราคาแพงกว่าทั่วไป

  ปากกาตราม้าแบบ ๒ หัว ปากแบน-ปากกลม ในด้ามเดียว 

                             

ปากกาตราม้าแบบ ๒ หัว ด้านหนึ่งจะมีปากแบนและอีกด้านปากกลม ซึ่งปัจจุบันมีการผลิตออกมาในลักษณะเดียวกันอีกหลายยี่ห้อ แต่ก็ควรเลือกดูลักษณะความคมชัดของปากสักหลาดของปากกา ต้องไม่แตกง่าย สามารถซึมและให้หมึกที่ต่อเนื่อง ได้สีสันที่เข้มข้น สม่ำเสมอ เหมาะสำหรับเขียนบนกระดาษฟลิปชาร์ต หากเขียนบนไวท์บอร์ดก็จะลบไม่ออก ต้องใช้ทินเนอร์หรือแอลกอฮอลล์ล้างและเช็ดออก

  ปากกาเคมีสำหรับไวท์บอร์ด โลหะ และวัสดุผิวมัน 

                             

ปากกาไวท์บอร์ด เป็นปากกาเคมีชนิดที่มีตัวเร่งปฏิกริยาให้หมึกแห้งเร็ว แห้งแบบฉับพลันที่เขียน เหตุผลก็คือ หากเขียนบนวัสดุผิวมัน โลหะ โฟไมก้าร์ และไวท์บอร์ด ก็จะได้แห้งทันที ไม่เลอะเทอะ และได้สีสันเข้มข้น เพราะโลหะและวัสดุผิวมันจะทำให้เนื้อสีเกาะลอยตัวอยู่ที่พื้นผิวเป็นปึกหนาแน่น 

ดังนั้น ความคมชัดและสีสันของปากกาเคมีเขียนไวท์บอร์ดจึงสัมพันธ์กับวัสดุที่ใช้เขียนโดยตรง จึงไม่เหมาะด้วยประการทั้งปวงที่จะใช้เขียนกับกระดาษและวัสดุที่สามารถดูดซับหมึกและสีสันจากปากกา เหตุผลก็คือ หมึกจะแห้งอย่างรวดเร็วทำให้กระดาษดูดซับหมึกไม่ทัน ซึ่งจะทำให้เหมือนกับเขียนไม่ออกทั้งที่เป็นปากกาใหม่เอี่ยม และเมื่อพยายามที่จะใช้เขียน กระดาษก็จะดูดซับจำเพาะสารเคมีแต่ไม่สามารถดูดซับสีสันที่เข้มข้นกว่าปากกาสำหรับเขียนกระดาษ หมึกก็จะแห้งอย่างรวดเร็ว เขียนไม่ออก ไม่ชัด

การที่ปากกาเคมีไวท์บอร์ดมีประสิทธิภาพการใช้อยู่ตรงที่เป็นหมึกที่แห้งเร็ว การเขียนปากกาเคมีสำหรับไวท์บอร์ดจึงต้องหมั่นปิดปลอกปากกา เมื่อลืมปิดปลอกปากกาและหมึกแห้ง ปากกาด้ามนั้นก็จะหมดสภาพการใช้งานไปทันที ทักษะของผู้ใช้จึงสำคัญมาก

ปากกาไวท์บอร์ดก็จะมีสองแบบคือปากกลมกับปากแบน มีขนาดเล็กใหญ่ให้เลือกตามที่ต้องการ และมีอักษรกำกับ A และ B ปากกาที่มีอักษร A จะเป็นปากกาปากกลม และอักษร B จะเป็นปากกาปากแบน

   การใช้ เทคนิคสื่อ และศิลปะการสอน  

 

ปากกาปากแบน ใช้สำหรับเขียนเส้นขนาดใหญ่และระบายสีในพื้นที่ขนาดใหญ่ ใช้เน้นให้เห็นชัด เน้นความสำคัญ ต้องฝึกที่จะใช้ด้านแบนให้สัมผัสกับกระดาษอย่างแนบสนิทเต็มที่ การฝึกฝนและหาความชำนาญจนสามารถรู้สึกและรับรู้การสัมผัสผ่านปากกาได้ จะทำให้สามารถเขียนเส้นปากกาด้านปากแบนได้ตามที่ต้องการ ทั้งการพลิ้วและการลากเส้นทึบให้สม่ำเสมอ

                            

เมื่อต้องการเส้นเล็กและตบแต่งรายละเอียด ก็เลือกใช้ด้านปากกลม

                            

ปากกาปากแบนนั้น สามารถใช้เขียนเส้นขนาดเล็กแบบยืดหยุ่นได้ด้วย โดยจะเลือกทำให้เป็นเส้นขนาดใดก็ได้ ดังนั้น เราจึงสามารถใช้ปากกาปากตัดด้านเดียวเขียนอย่างต่อเนื่อง เมื่อต้องการเส้นใหญ่ก็ทำให้ปากแบนสัมผัสไปบนระนาบของกระดาษอย่างเต็มที่ และเมื่อต้องการเส้นเล็กก็ตะแคงไปตามองศาที่ให้ขนาดเส้นเล็กลงไปเรื่อยๆตามมุมที่เราตะแคง โดยไม่ต้องเปิดด้านปากกลมเลยก็ได้

ครูอาจารย์ ผู้สอน วิทยากร และผู้นำประชุมที่ฝึกฝนตนเองและหมั่นสังเกต ก็จะสามารถถือปากกาและใช้ปากกาได้นานกว่าปรกติเพราะการเปิดด้านเดียว นอกจากจะทำให้การเขียนมีประสิทธิภาพมากแล้ว ก็จะทำให้หมึกของปากกาหมดช้าลง สามารถเก็บไว้ใช้ได้หลายครั้งกว่าทั่วไป

 เรียนรู้จากสิ่งเล็กๆเพื่อเห็นโอกาสพัฒนาเรื่องใหญ่ : ปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ด้วยสื่อ เทคโน และหนังสือ  

ในสังคมและในองค์กรต่างๆนั้น เรายังใช้วิทยาการและเทคโนโลยี ตลอดจนทรัพยากรต่างๆทั้งที่อยู่ในชุมชน ท้องถิ่น และที่ขวนขวายจัดหามาจากแหล่งอื่น ที่ยังไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังไม่เต็มศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็นอยู่อีกเป็นจำนวนมากครับ ทำให้เกิดผลเสีย ผลกระทบ และผลสืบเนื่องเชิงลบเกิดขึ้นตามมาหลายอย่าง ที่ซึ่งขาดแคลนและมีความจำเป็นก็จะไม่มีทรัพยากรที่เพียงพอให้ได้ใช้ มิพักที่จะต้องไปคิดถึงสิ่งที่ก้าวหน้าและทันสมัย

ส่วนที่สามารถเข้าถึงสื่อ เทคโนโลยี และวิทยาการที่ทันสมัย ก็ไม่สามารถระดมไปใช้ให้ตรงกับความจำเป็นและกรณีความต้องการที่แท้จริง เพราะมองข้ามการพึ่งการปฏิบัติของสื่อบุคคลและปัจจัยสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่จะต้องเป็นศูนย์กลางของการจัดการทรัพยากรและการจัดการความรู้ตามสถานการณ์อันหลากหลายต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์และแล็ปท็อปซึ่งถ้าหากผู้ใช้สามารถพึ่งการปฏิบัติตนเองได้แล้ว ก็จะสามารถใช้ทำงานได้มากมายเท่ากับทำงานได้เหมือนทีม ๒๐ คนของแผนกหนึ่ง ทว่า เมื่อขาดองค์ประกอบด้งกล่าวนี้แล้ว ก็อาจจะถูกนำมาใช้เพียงเป็นเครื่องพิมพ์ดีดสำหรับจัดเตรียมข้อความงานพิมพ์เอกสารเท่านั้น ขีดความสามารถอีกมากมายก็ไม่ได้ใช้เลย

กล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์ที่เป็นสื่อมัลติมีเดียอยู่ในตนเอง เช่น โทรศัพท์มือถือแบบมีกล้องและเป็นคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับเครือข่ายสื่อมัลติมีเดีย แสดงผลข้อมูลได้ด้วยสื่อหลายชนิดนั้น เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อนนั้น ขีดความสามารถขนาดนี้ จะต้องหมายถึงกิจการและห้องปฏิบัติการหลายอย่างที่กระจายกันอยู่ คือ กล้องถ่ายรูปและอุปกรณ์ประกอบมากมาย สตูดิโอและร้านล้างฟิล์ม อัดขยายรูป ร้านถ่ายเอกสาร โทรศัพท์ เครื่องส่งแฟ๊กซ์ วิทยุ เครื่องรับโทรทัศน์ คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ชุดไฟส่องสว่างเพื่อถ่ายภาพ เครื่องบันทึกเสียงและเล่นเทป และอีกหลายอย่าง

หากเป็นในอดีต การเข้าถึงการทำงานได้ครอบคลุมกิจกรรมต่างๆที่กล่าวมานี้ อาจต้องใช้เวลาหลายวันและต้องเดินเข้า-ออกร้านรวงต่างๆหลายร้านและหลายแห่ง ขนาดมหึมา ทว่า ปัจจุบันนี้ ทั้งหมดหลอมรวมอยู่ในอุปกรณ์มัลติมีเดียในอุ้งมือเดียว หรือในเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กนิดเดียว แต่โดยมากแล้ว คนทั่วไปกลับมักใช้ขีดความสามารถดังกล่าวเหล่านี้ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ การปฏิบัติและเรียนรู้จากสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราคุ้นเคยหลายอย่าง จึงอาจเป็นการค้นพบตนเอง และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ก่อเกิดสิ่งดีงามจากการมีส่วนร่วมเล็กๆของเราอย่างนี้ก็ได้ครับ.