ขอบคุณผู้ปกครองของน้องอายุ 6 เดือนที่มีระบบประสาทการรับรู้ดีขี้นหลังจากรับโปรแกรมฝึก 6 สัปดาห์ในการปรับระบบสัมผัส ระบบการได้ยิน และระบบการทรงท่า หลังจากมีปัญหาสายตาเลือนรางและกลัวแสงแดดจ้า

สองชั่วโมงเต็มที่ผมมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงเรื่องกิจกรรมบำบัดกับการปรับสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาเด็กโดยไปเยี่ยมบ้านของกรณีศึกษาท่านหนึ่ง

ผมยอมรับว่า ถ้าบุคลากรทางการแพทย์ที่ตรวจประเมินและจัดกิจกรรมพัฒนาความสามารถของเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย และ/หรือจิตสังคมไม่มีโอกาสไปเยี่ยมบ้าน ท่านเหล่านั้นก็คงไม่ได้เข้าใจว่า สิ่งแวดล้อมมีผลต่อการพัฒนาความสามารถของเด็กน้อยและความสามารถในการฝึกกิจกรรมการรักษาที่บ้านของผู้ปกครอง/ผู้เลี้ยงดู

ตัวอย่างของผู้ปกครองกรณีศึกษานี้ มีประเด็นน่าสนใจจากการปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้าน ได้แก่

  • การสำรวจสิ่งแวดล้อมทางกายภาพและความคิดความเข้าใจของผู้ปกครองในการสังเกตภาษาท่าทางกับพฤติกรรมการเล่นของเด็ก มีส่วนทำให้ผมปรับสื่อการบำบัดฟื้นฟูได้เร็วขึ้น เช่น การเลือกของเล่นที่ไม่เพิ่มสัมผัส (การกอดตุ๊กตาหลากหลาย) มากกว่าการสัมผัสจากผู้ปกครอง การเลือกของเล่นที่ไม่เพิ่มการหมุนกลอกตามากเกินไป การเลือกของเล่นที่ไม่มีความเข้มของแสงมากจนเกินไป
  • เน้นกิจกรรมการดูแลตนเอง ที่เด็กมีโอกาสส่องกระจก สัมผัสโลชั่น/แป้ง/น้ำมันทาผิวกับส่วนต่างๆของร่างกายภายหลังจากเล่นของเล่นขณะอาบน้ำ หรือเด็กมีโอกาสใช้มือหยิบอาหารทานเอง เปื้อนและเช็ดทำความสะอาดเอง หรือเด็กมีโอกาสนั่งกระโถนที่เหมาะสมโดยผู้ปกครองช่วยบ้าง
  • เน้นกิจกรรมการพูดคุยขณะเล่นอย่างเหมาะสม หากมีการเคลื่อนไหวที่ไร้เป้าหมาย เช่น เด็กเขย่าตัวเองโดยยืนเขย่ง ผู้ปกครองก็จับเด็กกระโดดนับ 1-2-3 เพื่อให้เด็กเขย่าตัวอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น
  • เน้นสื่อกิจกรรมบำบัดที่เหมาะสม เช่น สอนเด็กโดยผู้ปกครองสัมผัสนำมากกว่าพูดบอกนำ สอนเด็กเรียนรู้ของเล่นสามมิติก่อนภาพวีดิทัศน์สองมิติ
  • เรียนรู้และสำรวจพรสวรรค์ของเด็กสายตาเลือนราง เช่น ฟังและสัมผัสได้ไวกว่าเด็กทั่วไป เคลื่อนไหวในแบบฉบับของเด็ก (คลานถอยหลัง) ทำให้ผู้ปกครองต้องปรับท่าทางการฝึกพัฒนาการอย่างหลากหลายจังหวะ มีการเสริมดนตรีหรือของเล่นมีเสียงและแสงที่ไม่ดังและจ้ามากนัก
  • การปรับความเข้มของแสงให้มีความเข้มคงที่ (ไฟสีส้มที่ปรับลดความเข้มลงเรื่อยๆ เมื่อต้องการให้เด็กผ่อนคลายและพักผ่อน หรือปรับเพิ่มความเข้มขี้นเรื่อยๆ เมื่อต้องการให้เด็กตื่นตัวและสนใจทำกิจกรรมอย่างจดจ่อ - ไม่เกิน 45 นาที แบบสะสมต่อวัน - อาจใช้แสงนีออนเท่าที่จำเป็นในตอนกลางคืน และปรับผ้าม่าน/มูลี่บังแสงแดดตามธรรมชาติให้ประสใประสานกับไฟสีส้ม) ตลอดทางเดินระหว่างห้อง เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องฝึก ห้องครัว ห้องอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ลองเปิดโอกาสให้เด็กปรับตัวกับแสงแดดอ่อนบริเวณสวนนอกบ้าน (ดู Location ธรรมชาติเพื่อการเล่นช่วงเช้า กับช่วงเย็น)