ปัญหาเก่าๆ ไม่วกวนกลับมาเกิดซ้ำอีกรอบ ปัญหาใหม่ๆ ก็แทบไม่ผุดมาให้เราได้สู้รบปรบมือกันเลยสักนิด ประหนึ่งว่าทั้งผมและทีมงาน ได้ข้ามพ้นปัญหาเดิมๆ แล้ว

ผมเป็นคนประเภททำงานแล้วไม่ชอบให้ปัญหาเดิมๆ วนเวียนกลับมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนดูเป็นซ้ำซาก  ซึ่งผมมีวาทกรรมประจำตัวที่ลูกทีมทั้งหลายท่องจำขึ้นใจแล้วก็คือ “ปัญหาเก่า ห้ามเกิด-ปัญหาใหม่...ไม่ว่ากัน”

 

 

วาทกรรมข้างต้น  อาจดูเหมือนว่า  ผมเป็นคนหงุดหงิดง่ายอยู่บ้าง  หรือไม่ก็เป็นคนประเภทเอาจริงเอาจังกับงานอย่างมากโข   และชอบดุ่มเดินไปข้างหน้า มากกว่าถอยหลัง... หรือหากต้องชะลอฝีเท้าเพื่อเดินย้อนกลับมาข้างหลังบ้าง  ก็ไม่พึงปรารถนาที่จะตกลงไปในหลุมพรางเดิมๆ ของโลกและชีวิตที่ผมเคยประสบพบเจอมา – ซึ่งมันก็จริง !

 

ด้วยเหตุเช่นนี้แหละ  บ่อยครั้งเหลือเกินเมื่อต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง  ผมก็มักหยิบยกเอา  “ปัญหาเป็นตัวตั้ง” เสมอ  ยิ่งหน่วยงาน หรือองค์กรที่ผมสังกัดนั้น  เมื่อครบปีแล้ว ก็มักมีกิจกรรมเดิมๆ หมุนวนกลับมาให้ขับเคลื่อนกันอยู่เนืองๆ  ดังนั้น  เมื่อกิจกรรมเดิมๆ หมุนกลับมาเยือนอีกรอบ  ผมจึงมักย้ำแล้วย้ำอีกเหมือนคนแก่ขี้บ่นและจุกจิกเสมอว่า  “ปัญหาเก่า ห้ามเกิด-ปัญหาใหม่...ไม่ว่ากัน” 

 


การมอบทุนนักกิจกรรม โดย ผศ.ดร.ศุภชัย สมัปปิโต อธิการบดี

 

ครับ, ผมชอบเอาปัญหามาเป็นตัวตั้ง  - ฟังดูเหมือนมองโลกในแง่ร้ายอยู่มาก  แต่ผมชอบวิธีการเช่นนี้  เพราะมันคือกระบวนการถอดความรู้ในสไตล์ของผมเอง   

 

ผมชอบเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง  มันท้าทายเกี่ยวกับพลังแห่งการจัดการความรู้ในวิถีของผม  แต่ผมก็ยืนยันตรงนี้ว่า  การตั้งต้นจากปัญหาในแบบฉบับของผม  ไม่ใช่การเริ่มต้นจากความหดหู่  แต่ผมจะกระตุ้นให้ทุกคนรับรู้ร่วมกันอย่างไม่กังขาว่า “นี่คือ...โอกาสอันดีของการแก้ไขในสิ่งที่เราเคยพลั้งพลาดมา”

 

หรือไม่  ผมก็มักเปรยเสมอว่า “งานเดิมๆ หากลงมือทำแล้วยังข้ามไม่พ้นเรื่องเดิมๆ ก็เท่ากับเราไม่เคยเรียนรู้ใดๆ จากวิถีการงานนั้นๆ  และนั่นก็ย่อมหมายถึงว่า เราต่างก็ไม่มีพัฒนาการทางการทำงานด้วยเหมือนกัน”

 


ทีมงานจากงานหอพักก็มาร่วมแจม ทั้งคนและผลงาน



กินข้าวฮวมพา...กินปลาฮวมปิ้ง..

 

ล่าสุด,  เนื่องในวันขอบคุณนักกิจกรรมที่เพิ่งผ่านพ้นมาเมื่อวันที่ ๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๓  ผมคุยกับทีมงานแบบตรงไปตรงมา ด้วยการหยิบยกเอาวาทกรรม “ปัญหาเก่า ห้ามเกิด-ปัญหาใหม่...ไม่ว่ากัน”  ขึ้นมาว่ากันอีกรอบ

 

ครั้งนั้น, ผมชวนให้ทุกคนทบทวนถึงวันขอบคุณนักกิจกรรมในรอบหลายปีที่ผ่านมา  แต่ก็มาย้ำหนักๆ เอาปีที่แล้ว  เป็นต้นว่า  การชักชวนให้ทีมงานได้ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อคำว่า “วันขอบคุณนักกิจกรรม”  กันอีกรอบ  ด้วยการพยายามชี้ประเด็นว่าวันขอบคุณนักกิจกรรม  ควรเป็นวันที่มหาวิทยาลัยต้องแสดงความขอบคุณแก่นิสิตที่ทำประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยและสังคม  ไม่ใช่ให้นิสิตต้องมาจัดกิจกรรมวันนี้เพื่อขอบคุณตัวเองเหมือนหลายๆ ปีผ่านมา

 


มุมของชาวหอพัก


การขันอาสาขึ้นเวทีของชมรมรุ่นสัมพันธ์


การแสดงหมอลำเพื่อการเชิดชูเกียรตินักกิจกรรม จากผู้แทนนิสิต

ครับ,  ที่ผ่านมาเรามักมีการมอบทุนนักกิจกรรม,  มอบประกาศเกียรติคุณ หรือโล่รางวัลแก่นักกิจกรรม  รวมไปถึงการแสดงผลงานด้านกิจกรรมในรอบปีที่ผ่านมา  ทั้งในรูปแบบของนิทรรศการ  วีดีทัศน์  ตลอดจนการแสดงบนเวทีของนิสิต ฯลฯ

ซึ่งปีนี้ ทั้งผมและทีมงานก็ยังคงไว้ซึ่งองค์ประกอบเหล่านั้นอย่างไม่ตกหล่น

แต่สำหรับคำว่า “ขอบคุณ” ของปีนี้  ผมชวนทีมงานให้ทำอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการขอบคุณแก่นิสิตอย่างแท้จริง  เริ่มจากการที่ผมต้องชี้แจง อธิบายและจูงใจให้ทีมงานได้เห็นพ้องกันอย่างไม่กังขา  จนในที่สุดทุกคนก็ปลงใจอย่างเปี่ยมสุขว่าจะ “ทำอะไรสักอย่างสองอย่าง”  เพื่อแสดงให้นิสิตได้รับรู้ว่า  “พวกเรารักและซึ้งในหัวจิตหัวใจของผู้นำนิสิตเป็นที่สุด”  เฉกเช่นวาทกรรมที่ว่า “เพราะคุณเหนื่อยมาทั้งปี  วันนี้...เราอยากขอบคุณ”

 

ฉะนี้แล้ว  ทีมงานของผมจึงได้ร่วมแรงใจโดดขึ้นเวทีแสดงอะไรๆ ด้วยตัวเอง (อย่างที่นิสิตคาดไม่ถึง)  เรียกได้ว่าไม่แยแสต่อสังขารตัวเอง  ทุ่มให้ทั้งใจแบบไม่แคร์ต่อสายตา “สื่อ”  ทำเอานิสิตและผู้บริหารนั่งไม่เป็นสุข  ยิ้มและหัวเราะจนน้ำตาไหลกันถ้วนหน้า ...เป็นต้นว่า  รำบายศรีสู่ขวัญกันเอง,  รำโปงลางในแบบขำๆ กันเอง,  เล่นละครล้อเลียนตัวเอง (โดยเฉพาะผมโดนล้อหนักสุด)  รวมถึงการคัดเอาภาพในมุมขำๆ หลุดๆ ของเจ้าหน้าที่แต่ละคนมาจัดแสดงไว้ที่บอร์ด เพื่อให้นิสิตได้เขียนระบายถึงพวกเราตามอำเภอใจ  ภายใต้หัวข้อ “วันนี้เต็มที่..พี่ไม่โกรธ” 

 


รำเบิกพานบายศรี...จากใจเจ้าหน้าที่ถึง...น้องนิสิต




เปิดวงโดย  ขุนพลกิจกรรม (ทีมงานผม แต่ไม่มี "ผม")




ผศ.ดร.สุจิน บุตรดีสุวรรณ รองอธิการบดีฯ มอบยาหม่องเพราะเกรงลูกทีมจะเป็นลม

 

ครับ, นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการพยายามทำอะไรสักอย่างด้วยสไตล์ หรือแบบฉบับของเราเอง  เพื่อสื่อให้นิสิตได้รับรู้ว่า มันเป็นเสมือนของขวัญและคำขอบคุณจากหัวใจของเราที่ปรารถนามอบให้กับน้องๆ นิสิต  ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่า  ค่ำคืนนั้น  นิสิต หรือบรรดาผู้นำนิสิตในถนนสายกิจกรรมต่างชื่นมื่น  สนุก เฮฮาและอบอุ่นมากกว่าปีไหนๆ

 

ในทำนองเดียวกันนั้น  ก่อนลงมือจัดตระเตรียม ทั้งผมและทีมงานก็ได้จับเข่าหารือกันอย่างเข้มข้นตามแบบฉบับของเราเอง  เรียกได้ว่า “จริงจังและจริงใจ”  รวมถึงการ “สอนงาน” เพื่อ “สร้างทีม”  กันไปในตัว  โดยการชวนให้แต่ละคนหวนรำลึกถึงภาพของวันขอบคุณนักกิจกรรมในปีที่ผ่านๆ มา  และให้แต่ละคนพยายามสะท้อนภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในปีก่อนๆ ให้มากที่สุด  จากนั้นก็ร่วมสังเคราะห์ถึงแนวทางการบริหารจัดการ เพื่อมิให้เรื่องราวต่างๆ วกวนกลับมาเกิดซ้ำซ้อนและซ้ำซาก จนทำลายบรรยากาศดีๆ ของกิจกรรมในปีนี้

 

และหลักๆ เราก็ค้นพบปมประเด็นที่ว่านั้นหลายเรื่อง  เช่นความบันเทิงที่ถูกกลืนไปด้วยพิธีรีตอง  การประสานงานของแต่ละฝ่ายที่ไม่เชื่อมรับกัน  คนทำงานมากจนล้นงาน  พิธีกรไม่เข้าใจเนื้อแท้ของกิจกรรมที่ว่าด้วยการขอบคุณนักกิจกรรม ของที่ระลึกไม่โดนใจและไม่เพียงพอต่อจำนวนนิสิตที่เข้าร่วมงาน  และอื่นๆ อีกจิปาถะที่เราต่างช่วยกันสะท้อนออกมาอย่าง “จริงจัง และจริงใจ” 

 

 
ละครเร่สะท้อนภาพชีวิตนิสิตมหาวิทยาลัย เรื่อง "อยู่ก่อนแต่ง"

ที่สุดแล้ว  เราก็ได้ข้อสรุปตรงกันว่า วันขอบคุณนักกิจกรรมปีนี้จะดำเนินไปในแบบ “บันเทิง-เริงปัญญา” ให้มากที่สุด  พร้อมกับการสื่อสารให้รู้ว่า  พวกเรา ซึ่งหมายถึง “มหาวิทยาลัย” ปรารถนาที่จะขอบคุณพวกเขาโดยแท้  เพราะพวกเขา อันหมายถึงนิสิตที่สัญจรในถนนสายกิจกรรมนั้น ล้วนเป็นคนสำคัญและคนที่มีค่าต่อเราและสังคมอย่างมหาศาล  ซึ่งรวมถึงว่า ...พวกเขา หรือนิสิต ล้วนคือ “คนของพรุ่งนี้”  ด้วยเช่นกัน

 

 
ละครล้อเลียนการให้บริการด้านกิจการนิสิต และการรำบายศรี โดย เจ้าหน้าที่


นิสิตแอบจับมือเจ้าหน้าที่เล่นละครล้อเลียน (ผม)  แบบไม่ให้รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน


สำหรับปีนี้  เราไม่เพียงจัดแต่เฉพาะกิจกรรมนิสิตเท่านั้น   แต่ยังเชิญกรรมการหอพัก และเจ้าหน้าที่หอพักมาร่วมด้วย  เพื่อเป็นการนำพาผู้นำนิสิตในแต่ละส่วนมาพบเจอกัน  เป็นการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพไปในตัว

 

ปีนี้,  ผมเห็นนิสิตสัญจรมาร่วมงานมากกว่าปีไหนๆ  ผมมีความสุขที่เห็นเจ้าหน้าที่ต่างถอดหัวโขนออกมาแสดงบทบาทใหม่เพื่อให้น้องๆ นิสิตได้รับความสุขแบบชนิดคาดไม่ถึง...

และยิ่งไปกว่านั้น  ผมดีใจที่งานในปีนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี  ปัญหาเก่าๆ ไม่วกวนกลับมาเกิดซ้ำอีกรอบ  ปัญหาใหม่ๆ ก็แทบไม่ผุดมาให้เราได้สู้รบปรบมือกันเลยสักนิด – ประหนึ่งว่าทั้งผมและทีมงาน ได้ข้ามพ้นปัญหาเดิมๆ แล้วอย่างสง่างาม

 

อย่างไรก็ดี,  ถึงแม้ผมจะไม่ได้สวมบทบาทเหล่านั้นร่วมกับทีมงานอย่างทีควรจะเป็น  แต่การสวมบทบาทของการนำร่องทางความคิดไปสู่การกระตุ้นกระแสความคิดแบบมีส่วนร่วมนั้นก็สำคัญไม่ใช่ย่อย  ผมสุขใจที่เห็นทีมงานมีความสุขกับงานในครั้งนี้...มีความสุขกับการได้เห็นนิสิตเปี่ยมไปด้วยความสุขในวันแห่งเกียรติยศของพวกเขาเอง

 
มอบเกียรติบัตรองค์กรต้นแบบการรณรงค์มหาวิทยาลัยไร้บุหรี่แก่ชมรมคนวัยใสใส่ใจสุขภาพ


และผมจะไม่มีวันลืมเลยว่า  วันนั้น  เป็นวันแรกที่ผมขึ้นร้องเพลงบนเวทีให้นิสิตได้รับฟัง ซึ่งรู้ทั้งรู้ว่า  ผมร้องเพลงไม่เก่ง  และร้องไม่เป็นเอาซะเลย  แต่ก็ต้องร้องให้พวกเขาฟัง  เพราะนิสิตบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นั่นคือ “ของขวัญ”  ที่พวกเขาอยากได้ในค่ำคืนนั้นจากผมโดยตรง

 

ซึ่งผม  ก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ 



.......................................


เมื่อเด็กเต็มใจให้ใช้แรงงาน...