บ่ายวันนี้ฝนตกนัก ลูกสาวคนเล็กกำลังนอนหลับสบายใต้ผ้าห่มอุ่น ดิฉันค้นกองหนังสือเก่าๆเพื่อหาอะไรอ่านให้เข้ากับฝนตก  หยิบหนังสือเล่มเล็กๆสีฟ้าขนาดครึ่ง A4 "อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ คุณสุชาดา หอศิริธรรม" มาอ่านจนจบอีกครั้ง และเป็นแรงบันดาลใจให้บันทึกเรื่องนี้  ที่ดิฉันได้จากหัวหน้าเมื่อหลายปีก่อน ลองนำมาเรียบเรียงดู  "ดิฉันค่อนข้างสงสัยว่าทำไมเวลาที่หัวหน้าดิฉันพูดคุยอะไร หรือลงมือเจรจากับผู้ใหญ่ หรือผู้คนส่วนใหญ่แล้วมักจะสำเร็จได้ตามประสงค์ซะทุกทีไป"จนดิฉันเคยแอบถามแบบขำๆว่า"พี่มีสาลิกาลิ้นทองเหรอ" เพราะเคยได้ยินคนพูดถึงสรรพคุณของ"สาลิกาลิ้นทอง" ว่าหากใครได้ไว้ครอบครองเมื่อพูดอะไรคนก็จะคล้อยตาม ดิฉันพยายามสังเกต จดจำสิ่งที่หัวหน้าทำ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ หัวหน้ามักจะตอบทุกคำถามตอบเหตุผลของการทำทุกเรื่องได้ชัดเจน เรียกว่าเป็นคนชัดเจน  
              มีอยู่วันนึงที่ดิฉันรู้สึกขัดอกขัดใจในที่ทำงานเหตุเพราะ"มองเห็นความขัดแย้งแบ่งพรรคแบ่งพวกกันในที่ทำงาน" ดิฉันถึงกับออกปากกับหัวหน้า"ขอลาพักผ่อนซัก 4-5 วัน " คุณสุชาดา  ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าบอกดิฉันว่า  "เรื่องลานะพี่ไม่ว่าเพราะจิ๊บมีวันลาเหลืออยู่เยอะแต่พี่สงสัยว่าจะหายเบื่อเหรอเมื่อกลับมาในเมื่อที่นี่ยังคงเป็นแบบเดิม" วันนั้นคุณสุชาดาไม่ยอมปล่อยให้ดิฉันกลับโต๊ะ กลับชวนให้นั่งคุยเป็นเวลานาน  คุยกันเรื่องเหตุของความขัดแย้งในที่ทำงานดิฉันมานั่งคิดในวันนี้ว่า หัวหน้าได้พยายามถ่ายทอด tacit knowledge ของตัวเองให้ดิฉันฟัง  วันนั้นเราสนทนากันสองคน ร่วมค้นหาเหตุของความขัดแย้งในที่ทำงานพอสรุปว่าเกิดจาก 3 สาเหตุคือ
          1 การไม่ยอมรับวิธีการทำงานที่แตกต่าง ซึ่งแท้จริงก็มาจากความต่าง ความหลากหลายเช่นบางคนมีรายละเอียดในเรื่องภาษา  ติโน่นตินี่  จนต้องใช้เวลานานในการจะร่างหนังสือสักฉบับ บางคนไม่สนใจขอให้เสร็จเร็วๆ เข้าว่า บางคนถนัดทำงานบินเดี่ยว บางคนถนัดเป็นผู้นำจนไม่สามารถเป็นผู้ตามใคร เมื่อวิธีการทำงานที่ต่างก็ไม่อยากที่จะร่วมงานกัน ทั้งที่ต่างคนต่างมีจุดเด่นของตน
           2 หรือเกิดจากบุคลิภาพส่วนตัว  บางคนถือยศถือศักดิ์ บางคนปากร้าย ใจดี  บางคนชอบสั่งสอนคนอื่น บางคนขี้โม้ คุยโว โวยวายในทุกเรื่องทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ หรือกระทั่งทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก 
          3 ปัญหาความขัดแย้งมาจากความรู้สึกส่วนตัว เกิดจากความรู้สึกไม่พอใจบางสิ่งบางอย่างที่เล็กๆ แต่ถูก กระพือโดยการว่ากันไปว่ากันมาต่อเติมเสริมแต่ง ด้วยเจตนาของผู้หวังดีและผู้ไม่หวังดีทำให้เกิดความขัดแย้งบานปลาย จับกลุ่มเข้าพวกกันเกิดเป็นพวกเป็นหมู่ เป็นก๊ก ขึ้นมีการว่ากล่าวกันลับหลังโดยเจ้าตัวไม่มีโอกาสรู้หรือรู้แต่ไม่มีโอกาสชี้แจงต้นสายปลายเหตุ

            คงมีความขัดแย้งอื่นๆอีก ที่ทำให้แต่ละฝ่ายทำงานร่วมกันไม่ได้ แต่สุดท้ายคือขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในที่ทำงานจึงต้องมีคนอีกแบบที่ต้องมีบุคลิกเป็นผู้ประสาน เชื่อมใจ ของกลุ่ม ที่แตกคอกัน คนเหล่านี้ต้องมีบุคลิกในทางบวกมองเห็นถึงความเสียหายที่จะเกิดจากการแตกแยก แล้วต้องทำหน้าที่เชื่อมผู้คนที่เข้าใจผิดกัน ประสานความเข้าใจระหว่างกลุ่ม อย่าพูดเพียงให้เขารู้สึกดีว่ามีคนเข้าข้างเขา อย่านำคำพูดที่ใครระบายไปขยายความต่อ  และต้องเชื่อว่าการเชื่อมใจของคนในที่ทำงานจะนำมาซึ่งผลงานในภาพรวม
           การสนทนาในวันนั้นดูจะมีค่ายิ่งในวันนี้  เมื่อไรก็ตามที่ดิฉันรู้สึกเบื่อที่ทำงาน ดิฉันไม่เคยโทษสภาพแวดล้อมอื่นอีกเลยนอกจากโทษตัวเองว่าสงสัยเราภูมิคุ้มกันบกพร่องอีกแล้ว แค่เรื่องธรรมดาก็จะทนไม่ได้ คิดได้ว่ายังไง ยังไง ไงก็ต้องทำงานที่เดิม ควรแก้ที่ท่าทีของตัวเองฝึกทำงานกับคนทุกแบบให้ได้  และถ้ามีการพูดโจมตีกันจากคนละพวก ก็ขอให้เพียงรับฟังอย่าเสริมเติม และอย่านำคำพูดไปขยายเพราะนั่นเท่ากับการยุให้แตกแยกอีกทาง  และหากจะรู้สึกว่าใครเป็นอย่างไรควรเป็นความรับรู้ของตัวเองไม่ใช่จากการฟังใครคนใดคนหนึ่งเล่า  
       
วันนี้ ดิฉันต้องทำหน้าที่หัวหน้าคน มองเห็นความแตกแยกเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมดา ธรรมชาติ ไม่ตกไปเป็นเครื่องมือของพวกใด ข้างใดโดยหัวหน้าทีมต้องทำตัวเป็นกาวใจเพราะเราปารถนาที่จะเห็นความเป็นน้ำหนึงใจเดียวกัน และผลงานในภาพรวม 
ดิฉันเริ่มจะน้ำตาไหล ด้วยความคิดถึงหัวหน้าที่ล่วงลับไปแล้ว พอดีกับเวลาที่ลูกสาวช่างพูดของดิฉัน ลืมตาขึ้นมายิ้มแก้มใส ถามหาพี่สาว
"แม่พี่ปลาไปไหน"   พี่ปลาไปเรียนพิเศษค่ะ
"แม่ทำอะไร"          แม่เขียนหนังสือค่ะ  "แม่มากอดลูกหน่อย" เป็นเสียงเรียกร้องพร้อมส่งสายตาวิงวอน ดิฉันขอละไปกอดลูกก่อนค่ะ.