มุมหนึ่งของน้ำใจไมตรีที่กรุงเทพฯ

    เมื่อวานไปกรุงเทพฯ มาครับ  พาลูกไปสอบ ม 4  เดินทางบ่ายวันศุกร์  ไปพักค้าง 1  คืน  เช้าวันเสาร์สอบเสร็จแล้วก็กลับครับ มาถึงประมาณ สามทุ่ม

 

    ไปคราวนี้ มีเรื่องดีๆที่กรุงเทพฯ มาฝากครับ

 

      เรื่องแรกเรื่อง "น้ำใจแท็กซี่" พาผมตระเวนหาที่พักที่อยู่ใกล้กับที่ลูกสอบ  มีคนแนะนำมาเหมือนกัน แต่เป็นโรงแรมที่แพงมาก   แท็กซี่บอกว่าอย่าไปพักเลย  เรามาแค่มานอน  ไปอีกที่ดีกว่า   แล้วเขาก็พาไปที่พักอีกที่  ราคาถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่งครับ  แถมยังสะอาดปลอดภัย  ก็ขอขอบคุณน้ำใจแท็กซี่ครับ

 

      เรื่องที่สอง ตอนเช้า  พอไปถึงสนามสอบ ปรากฏว่า  "ไม่มีชื่อ" ลูกสาว      งานเข้าแล้วครับ   หน้าเสียกันไปหมด   ผมเลยรีบเข้าไปติดต่อ  ปรากฏว่าได้รับการช่วยเหลือเอาใจใส่เป็นอย่างดีอย่างกุลีกุจอ ไม่มีมาดแมงป่องผยองเดชให้เห็น(ทั้งๆที่ผมก็กริ่งเกรงอยู่เหมือนกันและคิดว่าจะได้สอบหรือเปล่า)  จึงขอนำภาพอาจารย์ที่ใจดีมีน้ำใจ   เอาแค่เห็นด้านหลัง ด้านข้างแล้วกันนะครับ

 

     

      ผมประทับใจน้ำใจจากอาจารย์มากครับใน "จิตบริการ"

 

      นักเรียนส่วนใหญ่  เป็นเด็กกรุงเทพฯทั้งนั้นเลยครับ  ผู้ปกครองตามมาให้กำลังใจกันทุกคน

 

      ผมรอลูกทั้งวัน ตั้งแต่เช้าถึงสี่โมงเย็น  นั่งไม่ไหวก็นอนตรงนี้ เหมาะจริงๆครับ ลมเย็นๆ (ผู้ปกครองหลายๆคนเขาก็นอนกันครับ ผมมีตัวอย่างเลยนอนบ้าง)

 

     

     จะขอรายงานผลการสอบครับ   เปรียบเทียบระหว่าง ตจว. และ  กทม.

 

       ข้อเขียน  ลูกสาวผมจะได้เปรียบนิดหน่อย ตรงที่เขาถามเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวัน เช่น  ออกแบบไม้สอยมะละกอ   หรือ  เห็นมดเดินมาฝูงหนึ่ง ให้ออกแบบการทดลอง   เรื่องนี้ ลูกสาวผมพอได้ครับ  เพราะเป็นชีวิตประจำวันที่บ้าน

 

       แต่เมื่อมาเจอห้องแล็บ  ลูกสาวผมไปไม่เป็นเลยครับ  หยิบจับอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง  ขณะที่คนอื่นๆเขาทำได้อย่างแคล่วคล่อง   นี่แหละครับ เป็นจุดอ่อนของเด็กต่างจังหวัด

 

      งานนี้ก็ถือว่า "ได้สอบ"ครับ  (เพราะ 30  เอาแค่ 6 )  ที่สำคัญคือ "ได้ประสบการณ์"

 

        ครับ ก็เป็นของดีที่กรุงเทพฯครับ

 

          1.     วิชาการดี ต้องที่กรุงเทพฯ

          2.  น้ำใจไมตรี ก็มีนะครับ