สร้างคุณภาพชีวิตด้วยการเจริญภาวนา

3 สัปดาห์ ที่วุ่นวายกับภาระหน้าที่ ที่ถาโถม ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง กลับถึงบ้านเย็นวันอาทิตย์ จึงต้องใช้เวลาอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ที่เปลตัวโปรด ทบทวนอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ว่ามีส่วนไหนที่บิดเบี้ยว บู้บี้ ไปกับสิ่งใดไปบ้างหรือเปล่า... แปลกนะ ภาระงานหนัก หนาสาหัสที่เข้าผ่านเข้ามา จนแทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน ฉันกลับไม่ได้รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้สร้างความทุกข์ให้ฉันเลย กลับรู้สึกดี ที่ฉันได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่เกิดประโยชน์มากมาย ฉันบ้าไปหรือเปล่า ที่ชอบทำงานหนักเป็นนิสัยถาวร (จะว่าสันดานก็เกรงใจ) คงเพราะทำงานหนักจนชิน หรือคงเพราะฉันรู้กระมัง ว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่? การทบทวนอารมณ์ในครั้งนี้ ทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า นี่คงเป็นเพราะฉันได้ฝึกจิตใจ รักษาจิตใจไม่ให้เกิดอาการจิตตก หรือที่เรียกว่าให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ไม่สร้างความเครียดให้กับตนเอง ด้วยการมองโลกในแง่ดี สำนึกขอบคุณสิ่งต่างๆ และการทั่นหมั่นรักษากาย รักษาใจด้วยการปฏิบัติศีลและเจริญภาวนาอยู่เป็นนิจ...
ไหนๆ ก็เล่าแล้ว ฉันจึงขอคุยเกี่ยวกับการรักษากาย วาจาใจ ด้วยการเจริญภาวนา ก็แล้วกันนะคะ.... อย่าพึ่งว่าฉันเอาแต่พร่ำเป็นผู้สูงอายุนะคะ ที่พูดแต่เรื่องธรรมะ (ก็สูงอายุจริงๆ นั่นแหละ... ฮา จริงๆแล้ว ธรรมะคือชีวิตประจำวัน อย่าพึ่งหันหน้าหนีมันนะ.... ลองอ่านดูหน่อย...นะ นะ ขอร้อง รับรองว่าไม่เป็นพิษเป็นภัย อ่านแล้วสุขใจกันถ้วนหน้าค่ะ...)

การภาวนาเป็นการรักษาใจ รักษาจิต หรือ ซักฟอกจิตให้เบาบาง หรือจนหมดกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง เป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงส่งและยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา การเจริญปัญญามีอยู่ 2 อย่าง คือ
1. สมถภาวนา (การทำสมาธิ : Meditation หรือ Intensive Thinking)
2. วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา: Insight Development)
สมถภาวนา เป็น การทำจิตให้เป็นสมาธิ เกิดความสงบทางใจ ซึ่งอาจเรียกว่าเป็นการ “พักจิต” ซึ่งก็คือ การทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปยังอารมณ์อื่นๆ ประโยชน์ของสมาธิ จะช่วยให้เกิดความฉลาด มีไหวพริบในการทำงาน การศึกษาเล่าเรียน รวมถึงด้านอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน
การสร้างคุณภาพชีวิตด้วยการทำสมาธิและการเจริญปัญญานั้นจะต้องทำให้จิตนิ่ง โดยใช้สติเป็นตัวคอยควบคุมกำกับจิตของเรา เมื่อจิตขอเรานิ่งได้แล้ว ก็จะเกิดความสงบและมีความหนักแน่น ส่งผลให้ประกอบกิจการงานใดๆ มีประสิทธิภาพและคุณภาพสูง
การเจริญภาวนานั้น ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติด้วยวิธีใด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาศีลให้ครบถ้วนบริบูรณ์ หากเป็นฆราวาส ต้องรักษาศีล 5 เป็นอย่างน้อย หากเป็นสามเณร ต้องรักษาศีล 10 หากเป็นพระ ก็จะต้องรักษาศีลปาฏิโมกข์ 227 ข้อให้สมบูรณ์ ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย เพราะหากศีลยังไม่มั่นคง ย่อมเจริญญาณให้เกิดขึ้นได้ยาก เพราะศีลย่อมเป็นบาทฐาน (กำลัง) ให้เกิดสมาธิ
คนที่มีสมาธิดี ย่อมสามารถขับไล่ความคิดอื่นๆ ที่ไม่ต้องการออกไป และรวบรวมกำลังปัญญามาใช้ในเรื่องเดียวในครั้งหนึ่งๆ เปรียบเสมือนการใช้เลนส์ส่องแดด ที่รวมแสงอาทิตย์เป็นจุดความร้อนจุดเดียวจนกลายเป็นไฟ คือเลนส์จะต้องส่องให้พอเหมาะและจับนิ่งที่จุดเดียว จึงจะเกิดความร้อนให้ลุกเป็นไฟได้
วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา) เมื่อจิตของผู้ปฏิบัติสมาธิ จนมีกำลังดีแล้ว จิตของผู้ปฏิบัติย่อมมีกำลัง และอยู่ในสภาพนุ่มนวล ควรแก่การเจริญวิปัสสนาต่อไปได้
วิปัสสนากรรมฐาน (Insight Development หรือ Insight Thought) หมายถึง อุบายหรือการกระทำเพื่อพิจารณาด้วยปัญญาให้เห็นตามความเป็นจริง
วิปัสสนากรรมฐาน ใช้หลักของสมาธิเบื้องต้น แต่มีความลึกซึ้งและเป็นหลักการตามแนวทางของพุทธศาสนา ซึ่งมีความลึกซึ้งมาก เพราะเป็นการพิจารณาทางปัญญา เป็นจิตที่คิดใคร่ครวญ หาเหตุผลในสภาวธรรมทั้งหลาย และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น มีเพียงอย่างเดียวคือ ขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยง

ปัญญาในความหมายทางโลกนั้น คือ ฝึกปัญญาสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นจิตที่ใคร่ครวญหาเหตุและผล แต่ในทางพุทธศาสนานั้น เป็นปัญญาที่ต้องฟาดฟันกิเลสในตัวของเราเองให้เกิดความรู้ทางใจ
คำว่า “พิจารณาทางปัญญา” คือ การฝึกปัญญาให้เห็นสภาพจริงของชีวิต ให้เข้าใจชีวิต เข้าใจผู้คน อารมณ์ของวิปัสสนา เป็นอารมณ์จิตที่ใคร่ครวญหาเหตุและผล ในสังขารธรรมทั้งหลาย จงรู้แจ้ง เห็นจริง พิจารณาให้เห็น “ไตรลักษณ์” คือพิจารณาว่า ชีวิตเรานี้ เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา และเมื่อใดที่จิตยอมรับสภาพความเป็นจริงนี้ได้ เรียกว่า จิตเข้าสู่กระแสธรรม ตัดกิเลสได้

หมั่นฝึกสติและเจริญปัญญาเป็นนิจ...จิตใจผ่องแผ้ว ที่"วัดเขาอินทร์ " จ.สุโขทัย
ฉันขอขยายความ คำว่า “ไตรลักษณ์” เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ไม่ใช่ว่า จะรู้มากกว่าใครนะ ฉันก็แค่ศึกษาและฝึกฝนและอยากที่จะแบ่งปัน เพื่อประโยชน์สุขในจิตใจ ก็เท่านั้น....
ความเป็น อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน สรรพสิ่งทั้งหลาย เมื่อมีเกิดแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไม่อาจตั้งมั่นให้อยู่สภาพเดิมได้ เช่น คนเรา เมื่อเกิดขึ้นมา ก็เจริญเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว และเฒ่า จนตายในที่สุด ไม่มีเว้นผู้ใด แม้แต่พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหลาย คือมีเสื่อม และจะต้องมีดับตลอดเวลาหมุนเวียนเป็นวัฏสงสาร เกิดของใหม่ขึ้นแทนที่อยู่ตลอดเวลา ล้วนเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง
ความเป็น ทุกขัง คือพิจารณาว่ายังไม่ทันจะเกิด หรือพึ่งเกิดออกมาก็เป็นทุกข์เรื่อยไปจนกว่าจะตาย เป็นสภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เช่นเมื่อเกิดเป็นเด็ก จะให้ทรงสภาพเป็นเด็กอยู่ก็ไม่ได้ เมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวผิวหนังเต่งตึงสดใส จะให้เต่งตึงอยู่ตลอดไปก็ไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนสภาพเป็นคนแก่ ผิวหนังเหยี่ยวย่นไม่เต่งตึง หาความสวยงามไม่ได้ จนในที่สุดก็ตายไป รวมถึงขันธ์ที่เป็นนามธรรม เช่น ขันธ์ที่เรียกว่า “เวทนา” อันได้แก่ ความสุขกาย สุขใจ ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น จะให้อารมณ์นั้นอยู่ตลอดไปก็เป็นไปไม่ได้ นานไปอารมณ์เช่นนั้น ก็ค่อยๆ จางไป แล้วเกิดอารมณ์ขึ้นมาแทน
เป็น อนัตตา คือไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ อะไรล้วนแต่สมมุติทั้งนั้น ฉะนั้นจะต้องไม่หลงตน ไม่ลืมตัว
สรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดจากการปรุงแต่ง ที่เรียกว่า “อุปทานขันธ์ 5” เช่น รูปกาย ล้วนเป็นแร่ธาตุต่างๆ ที่มารวมกันเป็นหน่วยเล็กๆ ที่เรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า “เซลล์” บรรดาเซลล์ก็รวมตัวกัน เป็นรูปร่างของคนหรือสัตว์ ซึ่งเป็นหน่วยชีวิตเล็กๆ บนโลกหรือจักรวาล ภาษาธรรม เรียกว่า ธาตุ 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประชุมรวมกันขึ้น เป็นรูปกายของคนสัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลาย เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อมีการเจริญเติบโต ไม่นานก็เปลี่ยนแปลงแล้วแตกสลายไป ไม่อาจยึดมั่นรูปกายนี้ว่าเป็นตัวของเรา

ขออธิบายถึงธาตุ 4 อีกสักนิดนะคะ (อีกแล้ว) การประชุมรวมกันของธาตุ 4 ส่วนที่เป็นของแข็ง มีความหนักแน่น เช่น เนื้อ กระดูก ฯลฯ เรียกว่า ธาตุดิน ส่วนที่เป็นของเหลว เช่น เลือด น้ำเหลือง น้ำลาย ปัสสาวะ น้ำไขข้อ เรียกว่า ธาตุน้ำ ส่วนที่ให้พลังงาน และอุณหภูมิในร่างกาย เช่น ความร้อน ความเย็น เรียกว่า ธาตุไฟ ส่วนธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว ความตั้งมั่น ความเคร่ง ความตึง และสิ่งที่เคลื่อนไหวในร่างกาย เรียกว่า ธาตุลม เมื่อเกิดแตกสลาย ก็กลับคืนสู่สภาพเดิม ไม่ใช้ตัวตนของคนและสัตว์อีกต่อไป
จิตที่ผ่านการฝึกสมาธิมาจนมีกำลังดีแล้ว ย่อมมีพลังให้เกิดปัญญา เรียกว่า “สมาธิอบรมปัญญา” คือ สมาธิ ทำให้เกิดวิปัสสนาญาณเกิดขึ้น และเมื่อเกิดวิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมทำให้กิเลสให้เบาบางลง จิตย่อมจะเบาและใสสะอาด บางจากกิเลสทั้งหลาย สมาธิจิตก็จะยิ่งก้าวหน้าและมั่นคงมากยิ่งขึ้น เรียกว่า “ปัญญาอบรมสมาธิ”

ทั้งสมาธิ และ วิปัสสนา จึงเป็นเหตุและผลของกันและกัน และอุปการะซึ่งกันและกัน จะมีวิปัสสนาเกิดขึ้น โดยขาดกำลังสมาธิมาสนับสนุนมิได้ อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องใช้กำลังขณิกะสมาธิ (ขณิกะสมาธิ - เป็นสมาธิตามปกติธรรมดาที่เราปฏิบัติประจำวันในชีวิตประจำวันในขณะที่ตั้งใจจะประกอบกิจการงานของเรา เป็นสมาธิเบื้องต้น) เป็นกำลังในระยะเริ่มแรก สมาธิจึงเปรียบเหมือนหินลับมีด ส่วนวิปัสสนานั้น เหมือนกับคมมีดที่ได้ลับกับหินคมดีแล้ว ย่อมมีอำนาจถากถางตัดฟัด บรรดากิเลสทั้งหลายให้ขาดและพังลงได้
ดังนั้น การที่จะเจริญวิปัสสนาได้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพยายามทำสมาธิให้ได้ก่อน หากยังทำสมาธิไม่ได้ ก็จะไม่เกิดวิปัสสนาปัญญาขึ้น สมาธิจึงเป็นบันไดขั้นต้นที่จะก้าวไปสู่การเจริญวิปัสสนาปัญญา จะเห็นได้ว่า วิปัสสนาภาวนา เป็นสุดยอดของการสร้างบุญบารมี และการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และการกระทำก็ไม่ได้เหนื่อยยาก ไม่ต้องแบกหาม ไม่ต้องลงทุนหรือเสียทรัพย์แต่อย่างใด แต่ได้กำไรมากที่สุด คือความสุขความสงบนั่นเอง
วิปัสสนากรรมฐาน สามารถฝึกที่จะสู้รบกับกิเลสและตัณหาที่คอยเป็นอุปสรรคขัดขวางอยู่ทุกขณะจิต กิเลสกับธรรมนั้นอยู่ในเรือนเดียวกัน คือ มันอยู่ในจิต มันแก้กันได้ และจะต้องแก้ให้ทันอย่าให้กิเลสมันเอาชนะธรรมได้นั้น ขึ้นอยู่กับความเพียรพยายามของแต่ละบุคคล อีกทั้งขึ้นอยู่กับว่าพิจารณาคุณภาพชีวิตของเราให้ลึกซึ้งกันถึงขนาดไหน ทั้งนี้ สุดแล้วแต่ความพากเพียรของแต่ละคนนะคะ....

ตราบใดที่เราท่านทั้งหลาย ยังไม่ถึงฝั่งพระนิพาน คงต้องเก็บเล็กผสมน้อย เพื่อความไม่ประมาทในชีวิต โดยการปฏิบัติแต่ความดีงาม ทำทั้งทาน ศีล และภาวนา สุดแต่โอกาสจะอำนวยให้
"มีจิตใคร่ครวญถึงความตายอยู่เป็นนิจ" อันเป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่ การระลึกถึงความตาย เป็นการเตือนสติให้ตื่น รีบพากเพียรชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ด้วยการมุ่งกระทำแต่ความดี ความเป็นประโยชน์สุขแก่สังคมแวดล้อม แก่ส่วนรวม แก่ชาติบ้านเมือง ก่อนที่ความตายจะมาถึง....

ณ โอกาสนี้ ขอนำเอาเทศนาโดยย่อของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดบ้านป่าตาด จังหวัดอุดรธานี ซึ่งได้เทศให้เห็นว่าสั้นกะทัดรัดได้ใจความยิ่งนัก ซึ่งฉันคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน และกัลยาณมิตรทุกท่านค่ะ
“ปฏิบัติธรรมก็เพื่อห้ำหั่นกิเลส”
“จิตไม่เคยสงบ ก็เพราะกิเลส”
“จิตจะสงบได้ เมื่อกิเลสสงบ”
“สงบ ทำให้เกิดสุข”
“สุขมากหรือสุขน้อย แล้วแต่ ธรรมะ”
“จิตไม่อยู่เหนือ สติปัญญา”
“จิตจะสงบได้ด้วยการกำหนดลมหายใจ ด้วยความมีสติอย่ากังวล อย่าหวัง”

เพื่อนๆ กัลยาณมิตรทั้งหลายคะ หากท่านรู้สึกว่า ท่านสับสนวุ่นวายกับสภาวการณ์ต่างๆ จนบางครั้งรู้สึกถึงความไม่สมดุลในชีวิต หรือความไม่สมดุลทางอารมณ์ ท่านลองทบทวนตัวเอง โดยการอยู่คนเดียวเงียบๆ และเลือกวิธีการที่จะช่วยให้จิตใจเราผ่องแผ้วแจ่มใส ดูนะคะ ไม่ต้องปฏิบัติธรรมก็ได้ แค่ลองมองอะไรในด้านดี ไอ้ที่ไม่ดีไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีทิฐิจนเกินไป อย่าคิดถึงเรื่องเงินหรือผลประโยชน์เป็นที่ตั้ง มีน้อยใช้แต่น้อย พอใจในสิ่งที่เราเป็น นี่ก็เป็นวิธีการที่สร้างสุข และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแล้ว ทุกอย่างล้วนอยู่ที่ใจเป็นสำคัญค่ะ.... อย่าให้กิเลสมันมาครอบงำเราได้ก็แล้วกัน...

ฉันเขียนยาวอีกจนได้..... ฮา ไม่ได้คิดว่าจะสอนใครๆ นะคะ แต่เป็นการแบ่งปัน เรื่องการใช้ชีวิต การผ่านความทุกข์ยากมาตั้งแต่เด็ก มันให้ฉันมีมุมมองเกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อย่างนี้แหละ ฉันไม่ได้ร่ำรวย แต่ฉันมีความสุขในสิ่งที่ฉันเป็น ฉันรับราชการ ตั้งแต่อายุน้อย เงินเดือนก็น้อยนิด เป็นส่งให้แม่ ครึ่งหนึ่ง แล้วก็เรียนปริญญาตรีไปด้วย ฉันไม่เคยสอนพิเศษ ไม่เคยขายของผ่อน หรือขายประกัน อย่างที่เพื่อนๆ เขาทำกัน ไม่มีอาชีพเสริมใดๆ เลย (เพราะทำไม่เป็น...ฮิ ฮิ) ฉันก็อยู่ได้อย่างมีความสุข สุขกับงานที่ทำ สุขกับการที่เห็นรอยยิ้มของลูกศิษย์ เห็นเขามีชีวิตที่ดี... ขอบคุณความทุกข์ ความเหนื่อยยากทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามา ล้วนเป็นบททดสอบชีวิตได้เป็นอย่างดี และฉันก็หวังว่า ลูกๆ ของฉัน เขาจะเข้าใจชีวิตเหมือนฉัน ซึ่งเป็นแม่ของพวกเขา...


บันทึกโดย : ครูใจดี
ภาพประกอบบันทึก : ถ่ายเอง internet E-Mail
สวัสดีค่ะครูพี่ใจดี
ความสุขจากภายใน นั้นยั่งยืน และประมาณค่ามิได้ค่ะ
ขออนุโมทนาบุญ ภาวนาด้วยค่ะ ครูพี่พักผ่อนเยอะๆ นะคะ
สติจับ
ปัญญาตัด
เห็นกฎไตรลักษณ์ด้วยใจที่ตั้งมั่น เป็นกลาง ไม่สัดซ่าย
อนุโมทนาสาธุครับ
ผมก็สนใจภาวนาครับ
ฝึกในชีวิตประจำวันมาได้ประมาณ 1 ปีแ้ล้วครับ
เน้นเจริญสติ ในอิริยาบทต่าง รู้ทันจิต พุทโธ ครับ
ช่วงนี้เน้นบบริกรรมพุทโธ กับ เจริญสติครับ...
สวัสดีค่ะคุณครูใจดี
ครูใจดีครับ
* อ่านบันทึกนี้แล้ว เป็นบันทึกที่เข้ามาชาร์ตแบ็ต ปัญญาทางธรรมได้ดีมากเลยครับ เพราะตอนนี้ แบ็ตปัญญาทางธรรมเมอ่อนแล้วครับ
* ผมเองมีจริตการปฏิบัติธรรมอยู่ที่คอยหมั่นดูจิตของตัวเอง อย่าให้คิดฟุ้งซ่าน อย่าให้ขุ่นมัว
* ก็ไม่ได้ไปฝึกที่ไหนเป็นเรื่องเป็นราวหรอกครับ เคยไปอยู่ครั้งหนึ่ง ก็กลายเป็น "สมาธิแปลก" ไปเสียอีก
* ทุกวันนี้ ก็พยายามสะสม "สัญญา" ทางธรร ม จากหนังสือธรรมะต่างๆครับ ประมาณว่าอย่างน้อย เดือนละ 1 เล่ม จาก "สัญญา" นำมาภาวนา ก็กลายเป็น "ปัญญา" ทางธรรม ได้บ้างครับ แต่เป็นปัญญาทางธรรมเล็กๆน้อยๆ พอแก้ปัญหาทางใจได้บ้างนิดหน่อย
* ขอบคุณบันทึกธรรม ที่กล่าวไว้ในเรื่องใหญ่ๆ เรื่องสำคัญๆทั้งนั้นเลยครับ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะครูใจดี
บันทึกยาวแต่..เป็นอาหารใจที่ดีนะคะ
อ่านแล้วทำให้เกิดความสุขค่ะ
มาให้กำลังใจคนชมรมเดียวกันค่ะ The show must go on.งานคือความสุขทุกสถาน ทำได้แม้ไม่ได้ตังค์ ของานนั้นถนัดและทำอย่างมีความสุข สู้ตายเลย...
สวัสดีค่ะ
ขออนุโมทนาบุญ สาธุ สาธุ สาธุ ขอบคุณค่ะ
สมัยก่อน เคยสงสัยแล้วถามว่า นั่งสมาธิ ทำไมได้บุญ ได้คำตอบมาว่า บุญของการทำสมาธิ คือ การหยุด กาย วาจา ใจ แล้วต่อมาก็ได้ยินเพิ่มมาอีกว่า กำลังกายร่างกายต้องเคลื่อนไหว จึงจะแข็งแรง ส่วนใจต้องหยุดนิ่งไว้ให้ได้ค่ะ..
สวัสดีค่ะคุณครูใจดี
* ขอบคุณมากค่ะ...ความสุขเกิดจากภายใน จริงแท้แน่นอน อย่าปล่อยให้อารมณ์ด้านลบ ทำให้เราปั่นปวน ต้องหมั่นทบทวนอารมณ์ของตัวเองไว้ หลวงปู่ชา ท่านสอนเสมอว่า "ให้ระวังจิตของตัวเองเป็นสำคัญ"
* ก็อยากพักผ่อนเยอะๆ แต่ช่วงนี้ ก็คงไม่ได้อีกแหละ ฮิ ฮิ แต่ก็จะพยายามจัดสรรเวลาค่ะ
ด้วยใจที่ตั้งมั่น เป็นกลาง ไม่สัดซ่าย
อนุโมทนาสาธุครับ
ผมก็สนใจภาวนาครับ
ฝึกในชีวิตประจำวันมาได้ประมาณ 1 ปีแ้ล้วครับ
เน้นเจริญสติ ในอิริยาบทต่าง รู้ทันจิต พุทโธ ครับ
ช่วงนี้เน้นบริกรรมพุทโธ กับ เจริญสติครับ.
* ต้องขอขอบคุณมากมายที่ให้เกียรติเข้ามาทักทายและร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เราจะใช้วิธีไหนเจริญภาวนาก็ได้ ขอให้จิตนิ่ง สงบ จดจ่อ รู้ทัน เท่านี้ก็สุดยอดแล้ว...ครูใจดีก็ฝึกฝนตัวเอง.. ปฏิบัติมา ก็ประมาณ 1 ปี เหมือนกัน ไปปฏิบัติธรรมที่วัดปีละ 1 ครั้ง ช่วงปิดภาคเรียน นอกนั้นก็ปฏิบัติที่บ้าน คือฝึกให้ตนเองมีสมาธิ ในทุกอิริยาบทในการทำงานสิ่งใดทุกๆ อย่าง
* ส่วนเรื่องอารมณ์ อันนี้ เป็นคนมองโลกในด้านดีมาตั้งแต่เด็ก... มีประสบการณ์ความยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก แต่ได้รับการปลูกฝังจากครอบครัว ครูอาจารย์ เลยเหมือนเป็น ยัย ตนนี้ ชีวิตแกไม่เคยทุกข์เลยหรือไง... ถ้าใครรู้จักครูใจดีมาตั้งแต่เด็ก จะทราบว่าครูใจดีเนี่ยลำบากมาสุดๆ...
* ขอบคุณอีกครั้งค่ะ และยินดีที่ได้รู้จัก หวังว่าคงได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในโอกาสต่อไปค่ะ
* กาแฟสำหรับเพื่อนใหม่ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครูใจดี
* ยินดีด้วยค่ะ ที่มีโอกาสฟังบรรยายธรรมะ จากมหาเถระทั้งหลาย โดยเฉพาะ ท่าน ว.วชิรเมธี ครูใจดีก็ชอบอ่านหนังสือของท่าน เพราะท่านใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ทันเหตุการณ์ เราสามารถนำมาใช้ในชีวิต และอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ได้
* ขอบคุณมากค่ะคุณครูรส
ครูใจดีครับ
* อ่านบันทึกนี้แล้ว เป็นบันทึกที่เข้ามาชาร์ตแบ็ต ปัญญาทางธรรมได้ดีมากเลยครับ เพราะตอนนี้ แบ็ตปัญญาทางธรรมมันอ่อนแล้วครับ
* ผมเองมีจริตการปฏิบัติธรรมอยู่ที่คอยหมั่นดูจิตของตัวเอง อย่าให้คิดฟุ้งซ่าน อย่าให้ขุ่นมัว
* ก็ไม่ได้ไปฝึกที่ไหนเป็นเรื่องเป็นราวหรอกครับ เคยไปอยู่ครั้งหนึ่ง ก็กลายเป็น "สมาธิแปลก" ไปเสียอีก
* ทุกวันนี้ ก็พยายามสะสม "สัญญา" ทางธรร ม จากหนังสือธรรมะต่างๆครับ ประมาณว่าอย่างน้อย เดือนละ 1 เล่ม จาก "สัญญา" นำมาภาวนา ก็กลายเป็น "ปัญญา" ทางธรรม ได้บ้างครับ แต่เป็นปัญญาทางธรรมเล็กๆน้อยๆ พอแก้ปัญหาทางใจได้บ้างนิดหน่อย
* ขอบคุณบันทึกธรรม ที่กล่าวไว้ในเรื่องใหญ่ๆ เรื่องสำคัญๆทั้งนั้นเลยครับ
** ท่านรองรู้มั้ย หนูว่ารู้สึกเป็นเกียรติมากๆๆ "เป็นบันทึกที่เข้ามาชาร์ตแบ็ต" บันทึกของครูธรรมดาๆ ช่วยชาร์ตแบตทางธรรมให้ผู้บังคับบัญชาได้.... ดีใจ ฮิ ฮิ.. (เล่นอีกละ...ขออภัยค่ะ...)
** หนูไม่ได้ไปก่อกวนท่านรอง ตั้งนานเลย... ท่านรองคงหายรำคาญไปได้บ้างนะคะ
** ไปทีไร พูดยาวทุก ฮา ดูแต่ละบันทึกของหนูซิ... ยาวจนคนขี้เกียจอ่าน แบบว่า ไม่มีเวลาเขยนบ่อย...และขี้เกียจแบ่ง เป็น ภาค 1 ภาค 2 ให้มันจบๆ ไปเลย....
* หนูก็ฝึกฝนจาก การอ่าน ปฏิบัติที่บ้าน สำรวจจิตตัวเองเสมอๆ ไปปฏิบัติที่วัดก็ปีละ 1 ครั้ง ช่วงปิดเทอมใหญ่... 7 วัน สงบดี อยู่บ้านก็ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ ช่วงนี้ไม่ได้ทำทุกวัน งานมันเยอะ บางใช้วิธีนอนสมาธิ.....
* เดี๋ยวจะตามไปอ่านสมาธิแปลก ของท่านรองนะคะ
* ขอบพระคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
อนุโมทนบุญค่ะ
การเจริญภาวนา พี่คิมได้แต่ฝึกเรียนรู้ หาอ่านเรียนรู้จากหนังสือและคำสอนต่าง ๆ
อย่างน้อยก็ได้ที่ใจของเราเองนะคะ
ขอเป็นกำลังใจให้ค่ะ
เห็นผู้แสวงธรรมก็รู้สึกเป็นสุขมากค่ะ
สวัสดีค่ะคุณพี่ ....หนูเพิ่งเสร็จสิ้นการสอบo-net ของนักเรียนป.6 ...ตามคุณพี่ใจดีไปปฏิบัติธรรมมาค่ะ ...เป็นสิ่งที่ดี และเกิดประโยชน์แก่การดำเนินชีวิตทีเดียวค่ะ ...บางครั้งหนูหาทางออกในปัญหาหนักๆ หรือยามที่สับสน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี หนูก็หาหนังสือธรรมะดีๆสักเล่มไปอ่านเงียบๆคนเดียว ...ปลีกตัวเข้าไปไหว้พระที่ห้องพระของแม่ ทำสมาธิดีๆ ก็เหมือนกับว่ารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง... ... .....ขอบคุณ คุณพี่ใจดี ที่มีสิ่งที่ดีมาฝากชาวสมาชิกค่ะ.... “ปฏิบัติธรรมก็เพื่อห้ำหั่นกิเลส” “จิตไม่เคยสงบ ก็เพราะกิเลส” “จิตจะสงบได้ เมื่อกิเลสสงบ” “สงบ ทำให้เกิดสุข” “สุขมากหรือสุขน้อย แล้วแต่ ธรรมะ” “จิตไม่อยู่เหนือ สติปัญญา” “จิตจะสงบได้ด้วยการกำหนดลมหายใจ ด้วยความมีสติอย่ากังวล อย่าหวัง”
สวัสดีค่ะคุณ
มณีวรรณ ตั้งขจรศักดิ์
สวัสดีค่ะครูใจดี
บันทึกยาวแต่..เป็นอาหารใจที่ดีนะคะ
อ่านแล้วทำให้เกิดความสุขค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครูใจดี
อ่านไปยิ้มไป ท่านสว.(สาวสูงวิชา ไม่ สูงวัยนะคะ) อ่านจบก็อนุโมทนาสาธุค่ะ
เห็นจริงด้วยทุกประการค่ะ คนไม่มีรากเองก็พยายามรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ค่ะ อย่างน้อยก็เป็นเกราะคุ้มก้นเป็นชั้นแรก
ขอบคุณที่หมั่นไปทักทาย ถามไถ่นะคะ
ระยะนี้คนไม่มีรากต้องใช้เวลาในการทักทายกับกัลยาณมิตรน้อยลง เพราะมีงานหลักที่ต้องเร่งทำค่ะ
แต่...ก็ระลึกถึงเพื่อน ๆ อย่างมีความสุขเสมอค่ะ
มีความสุขมาก ๆ และรักษากาย-ใจเสมอ ๆ นะคะ
(^___^)