ส.ค.1 หรือที่เรียกว่า หนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน สนใจคำเตือนด่วน!ใครมีที่ดิน ส.ค.1 อยู่ให้ไปแจ้งขอออกโฉนดที่สำนักงานที่ดินก่อนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 หากหลังจากนี้ต้องเสียตังค์ให้ทนายไปฟ้องศาลนะครับ แฮ....งานนี้ทนายรับตังค์... อิ.อิ.

กลับมาตามคำมั่น ทุกวันอังคาร (2 กุมภาพันธ์ 2553)

ใกล้ชิดผู้พิพากษา เป็นผลกับคดี (ตอนจบ)

หากท่านใดยังไม่ตอนแรกกรุณากลับไปอ่านก่อนนะครับจะได้ไม่ขาดอรรถรสในการอ่านตามที่ แปะไว้นี้ครับ

ความเดิมตอนที่แล้ว

คราวนี้ให้เสมียนทนายมายื่นคำร้องพร้อมผลการตรวจรักษาของแพทย์กำหนดให้พัก สี่เดือนป่วยด้วยโรคตับ ศาลให้เลื่อนแต่กำชับจำเลยว่านัดหน้า(คืออีกสี่เดือน)หากทนายจำเลยไม่อาจมาศาลได้ให้จำเลยจัดหาทนายมาใหม่ศาลจะไม่ให้เลื่อนคดีเพราะทนายจำเลยป่วยอีก

ที่ศาลจดรายงานทำนองนี้เพราะคราวนี้ผมค้าน

(จริงๆแล้วก็ค้านมาทุกนัดที่เลื่อน)

ผมแถลงศาลว่าท่านทนายจำเลยป่วยคราวนี้เห็นทีจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่อีกต่อไป เพราะพยานฝ่ายโจทก์สามท่านที่มาศาลไม่แสดงอาการป่วยเลยยังสิ้นอายุขัย ฮา.....(ศาลฟังแล้วหัวเราะ) ขอให้จำเลยแต่งทนายอื่นเข้ามาแทนก่อน

เห็นยังครับผมใช้วาจาจูงใจไม่ให้ศาลอนุญาตแล้วก็ไม่สำเร็จ เลื่อนคดีได้อยู่ดี เหตุก็เป็นเช่นนี้มาตลอดผมทำคดีนี้มาตั้งแต่กลางปี 2529 ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีเอาปลายปี 2538 พยานฝ่ายโจทก์สิ้นอายุขัยไป 4 ท่าน พยานฝ่ายจำเลยสิ้นอายุขัยไป 1 ท่าน ท่านผู้พิพากษาย้ายไปตามวาระ สอง ท่าน

ทนายโจทก์กับท่านทนายจำเลยยังไม่สิ้นอายุขัย ฮา....

เหตุที่คดีนี้ฝ่ายจำเลยได้เลื่อนคดีทุกครั้งที่ขอเลื่อนคดี ก็เพราะท่านทนายจำเลยใกล้ชิดกับท่านผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจจากศาลผมพักอยู่ที่จังหวัดนี้ต่ออีก 1 วัน ได้ไปกินไปซดวัตถุเมาไวที่ร้านในจังหวัด ซึ่งก็มีไม่มากร้านนัก     ได้พบเจอกันทั้งท่านทนายจำเลยและท่านผู้พิพากษา ยังมีการเดินข้ามโต๊ะกันไปมาจนท่านผู้พิพากษากับผมก็ถือว่าเป็นเพื่อนใกล้ชิดกันอีกคน สรุปแล้วด้วยความใกล้ชิดนี้เองทำให้การขอเลื่อนคดีเป็นผลทุกครั้ง

ผมจบเรื่องเดิมไว้เพียงนี้

 

เข้าเรื่องตอนต่อไปเลยนะครับ

เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีพิพาทกันเรื่องที่ดินมือเปล่า คือที่ดินมีเพียง   ใบ ภ.บ.ท 5 เท่านั้นจึงมีการแย้งการครอบครองกันได้ง่ายๆหาก   เจ้าของที่ดินไม่ดูแลทำประโยชน์      และที่ดินประเภทนี้มีปัญหา  ฟ้องร้องกันบ่อย เพราะคู่กรณีต่างนำเอาใบ ภ.บ.ท 5 มาแสดงสิทธิแห่งตน

เออ....ว่าจะไม่อธิบาย มาถึงตรงนี้จะข้ามไปก็เกรงจะถูกบ่นตามหลังว่าใบ ภ.บ.ท 5 นี้เป็นเยี่ยงใด เพื่อท่านใดมีโอกาสเป็นนายก จะได้รีบคืนที่ดิน อิ.อิ.

ก่อนจะทำความเข้าใจกับ ใบ ภ.บ.ท 5 ขอบอกให้ทราบก่อนว่าเอกสารแสดงสิทธิเกี่ยวที่ดินนั้นมีมากหลาย เช่น

  • ส.ค.1 หรือที่เรียกว่า หนังสือแจ้งการครอบครองที่ดิน

สนใจคำเตือนด่วน!

ใครมีที่ดิน ส.ค.1 อยู่ให้ไปแจ้งขอออกโฉนดที่สำนักงานที่ดินก่อนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2553 หากหลังจากนี้ต้องเสียตังค์ให้ทนายไปฟ้องศาลนะครับ แฮ....งานนี้ทนายรับตังค์... อิ.อิ.

  • น.ส.2 หรือ ใบจอง

  • ใบเหยียบย่ำ

  • ตราจอง

  • น.ส. 3 และ น.ส. 3 ก และ น.ส. 3 ข หรือที่เรียกว่าหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ส่วนไม่มีอักษรต่อท้าย กับอักษร ก.ไก่ ต่อท้าย นั้นออกโดยนายอำเภอ แต่อักษร ข. ไข่ ออกโดยเจ้าพนักงานที่ดิน

  • น.ส. 5 หรือเรียกว่า ใบไต่สวน

  • โฉนดที่ดิน หรือ น.ส. 4

ส่วนเอกสารแสดงสิทธิเกี่ยวกับที่ดินของท่านเป็นแบบใดมีชื่อแจ้งไว้ในเอกสารอยู่แล้วลองหยิบมาดู และอักษรย่อ จะเป็น ส.ค. หรือน.ส. ให้ดูที่มุมบนด้าน ขวา

เอาพอเป็นเกร็ดรู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกไว้ แต่หนักสมองนะ                  มันมาก จนนักกฎหมายหรือเจ้าพนังงานที่ดินเองยัง งง  อิ.อิ.

เออ...แล้วคราวนี้ไอ้ใบ ภ.บ.ท 5 มันเป็นเอกสารสิทธิประเภทใดหละไม่เห็นมีในรายการที่บอกมา พอดีซื้อมาแปลงหนึ่งทำไงดี ถ้าท่านสงสัยแบบนี้แสดงว่า ทนายใกล้จะได้ตังค์ ....ฮา....(อีกแล้ว)

ใจเย็นครับยังไม่ต้องเสียตังค์ให้ทนาย คือใบ ภ.บ.ท 5 นี้เป็นหนังสือหรือหลักฐานชำระภาษีบำรุงท้องที่ซึ่งในหนังสือมีรายละเอียดที่ดิน แปลงที่ยื่นเสียภาษีว่ามีจำนวนเนื้อที่ดินเท่าไหร่เพื่อคิดภาษี    และทางท้องนี้ซึ่งรับชำระภาษีจะจัดทำเป็นทะเบียนไว้เรียกว่า ภ.บ.ท. 6 โดยลงรายละเอียดตรงตาม ภ.บ.ท. 5   ซึ่งหนังสือทั้งสองแบบนี้เป็นหลักฐานที่ออกตาม พระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508    คือเป็นหลักฐานการเก็บภาษีบำรุงท้องที่เท่านั้น แต่ไม่ถือเป็นหลักฐานหรือหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน ตามกฎหมายที่ดิน

ที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ถือเป็นที่ดินมือเปล่า คือไม่เป็นเอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดินอย่างที่บอก เออ...ชักยุ่ง...ปวดหมอง...ใจเสีย...อิ.อิ..

คราวนี้เลยสงสัยต่อ แล้วที่ซื้อมาหลายแปลงจะได้ที่ดินป่าว ตกลงซื้อขายกันได้หรือไม่

ตอบว่าได้ครับ  

การซื้อขายก็ตกลงซื้อขายกันเองโดยส่งมอบการครอบครองกัน      ผู้ซื้อก็ได้กรรมสิทธิ์          แต่......นะครับมีแต่ อยู่ที่ว่าฝ่ายผู้ขายครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินแปลงที่ขายหรือไม่ และเป็นที่สาธารณะหรือที่สงวนหวงห้ามหรือไม่ตรงนี้ต้องผจญภัยเอาเอง    เห็นยังครับใกล้จ่ายตังค์ให้ทนายเข้าไปทุกทีแล้ว...ฮา.....

เลยยิ่งอ่านยิ่ง เก็กซิม....ซื้อมาแล้วจะออกโฉนดได้หรือ                เห็นถูกเลยซื้อทำไงดี.................ไม่ต้องเก็กซิม............เดี๋ยวแก่ก่อนวัยอันควร    ทำงี้ครับ

นำใบ ภ.บ.ท. 5 ไปยื่นคำร้องที่สำนักงานที่ดินขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นการเฉพาะรายได้เลยครับ หากที่ดินที่ยื่นขออยู่ในเกณฑ์ที่เจ้าพนักงานที่ดินจะดำเนินการออกหนังสือแสดงสิทธิให้ได้คือไม่เป็นที่ต้องห้ามตามกฎหมาย  ซึ่งก็มีขั้นตอนยุ่งยากมากพอควรเอาพอเข้าใจนะครับ มากกว่านี้เดี๋ยวจะเบื่อเสียก่อนอ่านจบ

เตือนภัย..... อิ.อิ. 

มีที่ดิน ภ.บ.ท 5 ก็จัดการเสียนะครับ ทนายรอรับตังค์อยู่ ....ฮา.....

จุดแวะพักดื่มน้ำปัสสาวะกันก่อนครับ

รับรองว่าอ่านต่อเนื่องได้โดยไม่ต้องทวนความเดิม

เออ....ขออภัยกรุณาอ่านคำว่าน้ำ แล้วเว้นวรรค                           ก่อนอ่านคำว่าปัสสาวะนะครับ

ท่านใดอ่านไม่เว้นวรรคและปฏิบัติแล้วก็ขออภัยอีกครั้ง...ฮา....

กลับเข้าเรื่องนะครับ

ฝ่ายโจทก์ได้ที่ดิน ภ.บ.ท 5 แปลงนี้มาจากการเข้าครอบครองเองส่วนหนึ่งและจากการซื้อมาส่วนหนึ่งรวมเป็นที่ดินแปลงใหญ่ เนื้อที่น่าจะอยู่ที่ แปดสิบเก้าสิบไร่ มากกว่าหรือน้อยกว่า จำไม่ได้จริงๆ อาจเพราะวัย อิ.อิ.

เมื่อได้ที่ดินมาโจทก์เข้าครอบครองทำประโยชน์มาตั้งแต่ตอนสงครามโลกครั้งที่สอง (นี้คือเหตุหนึ่งที่พยานไม่ทนอยู่) ใช้ที่ดินทำนาเลี้ยงกุ้งแบบธรรมชาติบ้าง ปลูกต้นจากบ้าง           แต่ช่วงที่เกิดข้อพิพาทใช้ที่ดินปลูกต้นจากทั้งหมด      เลยเกิดปัญหาแย่งการครอบครองกันขึ้น เพราะนานๆครั้งจึงจะเข้าไปตัดใบจากมาขาย เมื่อครอบครองที่ดินอยู่ดีๆทางอำเภอต้องการตัดถนนเข้าไปที่ท่าเรือก็ขอแบ่งที่ดินไปทำถนน จากที่ดินผืนเดียวมีเนื้อที่ติดต่อกัน เลยถูกแบ่งเป็นสองแปลง เมื่อมีถนนความเจริญเกิด ปัญหาเกิด เพราะจู่ๆ มีจำเลยทั้งสามไปขอออกโฉนดที่ดินทับลงบนที่ดินของโจทก์ทั้งแปลง ฝ่ายโจทก์มาทราบเพราะที่ดินข้างเคียงมาถามว่าให้ใครไปรังวัดที่ดิน ก็ต้องวิ่งไปสำนักงานที่ดิน เอาเอกสาร ภ.บ.ท 5 ไปแสดงและคัดค้านต่อเจ้าพนักงานที่ดิน แต่เจ้าพนักงานเห็นว่าจำเลยทั้งสามน่าจะได้สิทธิดีกว่าจึงออกโฉนดให้ กำลังอยู่ในขั้นตอนประกาศ เพื่อแจกโฉนด เรื่องก็มาถึงผม

คราวนี้เห็นยังครับว่าทนายได้ตังค์ยังไง อิ.อิ.

เมื่อเรื่องถึงผมก็ต้องไปว่ากันที่ศาลเพราะหมดทางเลือกจนเป็นคดีที่กำลังเล่านี้ ผลคดีบอกเลยก็ได้ครับ โจทก์ชนะได้ที่ดินคืนและออกเป็นโฉนดตัดแบ่งแจกจ่ายไปยังลูกๆของโจทก์           

เออ......ไม่ยากชมตัวเอง...เก่งเหมือนกันนะเรา...ฮา....

เหตุการณ์ต่างๆในระหว่างดำเนินคดีกันนั้นอย่างที่เล่าไว้แล้วว่าฝ่ายจำเลยมีการขอเลื่อนคดีตลอดเวลา เพราะต้องการใช้เวลาตรงนี้ไปติดต่อผู้ทรงอำนาจในการลงนามในเอกสารสิทธิทั้งหลายให้ออกโฉนดให้ เพราะถือว่าพอจะมี  บะหมี่ ก๋วยเตี๋ยว อยู่มากพอ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่ง เป็นกำนันคนหนึ่ง อีกคนเป็นลูกพล.อ.สีเขียว เมื่อคิดแล้ว...ผมประคองอายุขัยมาได้ก็บุญแล้ว...ฮา...

แต่จำเลยทั้งสามก็ทำไม่สำเร็จเพราะผมอาศัยหนังสือบอกกล่าวและแจ้งค่าเสียหายไปยังบรรดาผู้มีอำนาจลงนามว่าให้จัดเตรียมตังค์ไว้คนละห้าล้านเป็นค่าเสียหายด้วย และเมื่อได้คำสั่งศาลให้ไประงับไว้ภายหลังอีกทีเรื่องเลยติดไฟแดงทันที อีกทั้งผมขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารต้นฉบับทั้งหมดจากสำนักงานที่ดินมาเก็บไว้ที่ศาล กลัวว่าไว้ที่สำนักงานที่ดินแล้วปลวกจะกิน...ฮา...

เหตุที่ท่านทนายจำเลยใช้วิธีการประวิงคดี     ผมเข้าใจว่าคงทราบจุดประสงค์ของท่านลูกความดีจึงรับจ้างป่วย....ฮา...

เมื่อเลื่อนคดีจนท่านทนายจำเลยได้คิดหรือคงสำนึกว่า

เป็นทนายต้องไปศาล เป็นสงฆ์ต้องลงโบสถ์  

ที่ว่าเช่นนี้เพราะทนายก็คล้ายพระ เวลาท่านลูกความมาพบก็จะยกมือไหว้ทั้งที่เราอายุน้อยกว่า ขาดอย่างเดียวไม่จุดธูป....ฮา

ก็เริ่มสืบพยาน ฝ่ายโจทก์ (ผม) นำพยานโจทก์เข้าสืบเป็นปากแรกพยานปากนี้คือตัวโจทก์เอง

ก่อนพยานจะเบิกความ ก็ต้องให้พยานสาบาน ขณะนั้นคำสาบานยังไม่ได้กำหนดรูปแบบไว้ ทนายฝ่ายใดนำพยานมาก็จะเป็นผู้กล่าวนำคำสาบานแล้วพยานกล่าวตาม ก็ใช้คำสั้นๆง่ายๆ เช่น   " ข้าพเจ้าขอสาบานต่อสิ่งศักดิ์ทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าจะให้การต่อศาลด้วยความสัตย์จริงทุกประการ หากให้การเท็จขอให้มีอันเป็นไปในสามวันเจ็ดวัน หากให้การตามความเป็นจริง ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขความเจริญ "

แต่ถึงแม้ว่าพยานจะสาบานจบแล้วหากทนายอีกฝ่ายท้วงติง และขออนุญาตศาล ว่าขอให้พยานสาบานใหม่เพราะพยานกล่าวคำสาบานไม่ชัด หรือไม่ได้ยิน และขอนำพยานสาบานเอง ศาลมักอนุญาตเพราะถือเป็นข้อบังคับของกฎหมาย

พักสายตา

ดื่มกาแฟอีกที่ก็ได้ครับ ไม่แนะนำให้ดื่มน้ำเดี๋ยวเข้าใจผิดกันอีก...ฮา...

 

เมื่อเริ่มสืบพยานปากแรกของโจทก์เสร็จ พอเริ่มพยานปากที่สอง ท่านทนายจำเลยก็ขอศาลทันที ขอเป็นฝ่ายกล่าวนำพยานสาบานเองท่านนำสาบานอย่างนี้ครับ (เทคติกนี้ในคดีอื่นผมแอบเอาไปใช้ด้วยครับได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้างตามสภาวะจิตของคนครับ)

ทนายจำเลย.......ข้าพเจ้าขอสาบานต่อองค์พระที่แขวนคออยู่ เอาพยานว่าตาม

พยานตอบ......แขวนไม่ได้เดี๋ยวพระตาย......ฮา......

ทนายจำเลย...เอาถ้างั้ยก็ถอดสร้อยแล้วเอาพระไว้ในมือแล้วว่าตามนะ

พยานตอบ...เออ...แล้วเอาพระมาไว้ในมือพร้อมกับพนมมือขึ้น

ทนายจำเลย....ข้าพเจ้าขอสาบานต่อองค์พระที่ข้าพเจ้าบูชานี้

พยาน............ข้าพเจ้าขอสาบานต่อองค์พระที่ข้าพเจ้าบูชานี้

ทนายจำเลย....หากข้าฯให้การเท็จ

พยาน.............หากข้าฯให้การเท็จ

ทนายจำเลย....ขอให้ตายโหง เมียมีชู้ ลูกเป็นโจร เป็นหนี้เป็นสิน

ศาล......(ตัดบททันที)......ท่านทนายจำเลยเอาแค่ตายโหงก็พอ

พยาน........(เสียงในฟิล์ม) หมึ่งไปลกับกู้ค้างหล่างเดี๋ยว...ลับลองตายโหงพ้น  ฮา.......(แปล มึงลงไปกับกูข้างล่างเดี๋ยวนี้รับรองได้ตายโหงแน่ๆ)

ศาล.......เอาหละท่านพยาน...ว่าตามศาลนะ

ศาลท่านก็ให้เจ้าหน้าที่นำสาบานแบบธรรมดา พยานปากนี้เลยได้สืบ

ท่านทนายจำเลยยังประคองอายุขัยไว้ได้....ฮา...

พอผมนำสืบพยานโจทก์ปากสุดท้ายเป็นเรื่องอีก ผมถามคำถามเสร็จ ท่านทนายจำเลยก็ต้องถามต่อจากผม เรียกว่าถามค้านหรือซักค้าน มีอยู่คำถามหนึ่งที่ถามแล้วพยานถึงกับยกมือไหว้ศาลบอกขออนุญาตครับท่านผู้พิพากษา พอพูดจบก็ต่อเลย(พยานปากนี้เป็นงาน) ทั้งนี้เพราะท่านทนายจำเลยพยายามใช้วิธีถามวกไปวนมาบางครั้งใช้สำเนียงและคำถามกวนอวัยวะเพื่อทำให้พยานโกรธจะได้แตก (คำว่าแตกคือพยานเบิกความเท็จแต่พอหลงไปหลงมาจึงพูดความจริงออกมา) นั้นเป็นเพราะท่านทนายจำเลยเชื่อว่าพยานปากนี้พูดเท็จจึงต้องทำทุกวิธีการให้ได้ความจริง อาชีพทนายก็เป็นอย่างนี้หละครับสามารถทำให้คนเกลียดได้แบบเฉียบพลันและหายโกรธได้อย่างทันด่วนในเวลาใกล้กัน เรื่องเป็นงี้ครับ

ทนายจำเลย.....พยานถามจริงๆเถอะพยานไม่เคยเข้าไปในที่ดินเลยสักครั้งหนึ่งพยานเพียงขับรถผ่านที่ดินและไม่เคยพบเห็นโจทก์อยู่ในที่ดินแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ พยานได้รับการบอกเล่าจากทนายโจทก์ก่อนเข้ามาเบิกความ       และที่เบิกความมาทั้งหมดนี้ยอมโกหกเพราะได้ค่าจ้างจากโจทก์ใช้หรือไม่

พยาน........ใครๆก็ทราบว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของโจทก์ มันเป็นป่าจากใครจะเข้าไปอยู่ นานๆครั้งเขาถึงเข้าไปตัดจากกันที โจทก์อายุมากแล้วก็ต้องจ้างเอาไม่ได้ตัดจากเอง แต่รู้ว่าโจทก์ให้ไปตัด (พยานพูดยังไม่ทันจบก็ถามแทรกทันทีว่า)

ทนายจำเลย.....รู้ได้อย่างไรว่าโจทก์จ้างให้ไปตัด พยานอย่าลืมนะว่าสาบานแล้ว คำสาบานในศาลศักดิ์สิทธิ์นะ (ขู่หน่อยนึ่ง)

พยาน........ก็ทุกคนแถวๆนั้นพูดกันและรู้ตลอดว่าเป็นที่ดินของโจทก์คนที่ลงไปตัดจากก็พูดเพราะเดินผ่านสำนักงานเคยถามก็บอกว่าไปตัดจากให้โจทก์(ตรงนี้บอกชื่อโจทก์ แต่เมื่อถึงตรงนี้พยานก็ยกมือไหว้ศาลขออนุญาตแล้ว) ผมขอสาบานเพิ่มเติมว่าหากที่ผมเบิกความมาเป็นความจริงทั้งหมด ขอให้ทนายจำเลยขับรถคว่ำตายทันทีที่ออกจากศาล...ฮา.....

คราวนี้ของผมบ้างมีอยู่สองปากเป็นพยานฝ่ายจำเลย ผมเชื่อว่าพยานปากนี้โกหกแน่ๆต้องทำให้แตกให้ได้ ศาลจะได้ขาดความเชื่อถือพยานฝ่ายจำเลย

ปากแรกคือท่านจำเลยที่สาม

พอท่านทนายจำเลยถามเสร็จ ผมก็ถามค้านทันที

พยานปากนี้เบิกความว่าเป็นเจ้าของที่ดินสองแปลง (ลืมบอกว่าที่ดินแปลงนี้เดิมเป็นแปลงเดียวแต่พอถนนตัดผ่านเลยกลายเป็นสองแปลงเมื่อจำเลยทั้งสามไปขอออกโฉนด ยังแบ่งย่อยออกไปอีกคนละสองแปลงตามรูปที่เห็นของจำเลยที่ 1 สีขาว ของจำเลยที่ 2 สีฟ้าของจำเลยที่ 3 สีชมพู สีเหลืองเป็นถนน )

  จำเลยที่สามเบิกความว่าซื้อที่ดินมาตั้งแต่ก่อนตัดถนน ตอนซื้อนะเป็นแปลงเดียวพอตัดถนนแล้วก็กลายเป็นสองแปลง และได้ปลูกจากไว้ในที่ดิน ทั้งยังตัดจากไปขายทุกปี (จำเลยที่ หนึ่งกับสองก็เบิกความทำนองนี้)

ผมถาม....(ก่อนถามให้ดูรูปแผนที่แล้วชี้ให้พยานดูที่ดินของพยาน) ถามว่าที่ดินของพยานใช่ตามสีชมพูหรือไม่( ของจริงเป็นเลขที่ดิน)

พยาน.........(ดูแล้วตอบ) ใช่

ผมถาม......พยานเป็นถึงกำนันก่อนรับหน้าที่ก็ต้องสาบาน มาเบิกความที่ศาลก็ต้องสาบาน...

ศาล......ท่านทนายโจทก์ค้านให้เข้าประเด็น

ผม.......ครับใต้ท้าว....ขออนุญาตครับจำเป็นต้องถามครับ.....

ผม........(ถามซ่ำ)                  พยานเป็นถึงกำนันก่อนรับหน้าที่ก็ต้องสาบาน    ตอนนี้มาเบิกความที่ศาลก็ต้องสาบาน        แสดงว่าพยานไม่กลัวว่าลงจากศาลไปแล้วจะรถคว่ำตายอย่างท่านทนายจำเลยหรือครับ.....ฮา....

พยาน......ผมยังไม่ตายเพราะพูดจริงส่วน คุณนะ(หมายถึงผม) ตอนเย็นไม่ทันขึ้นรถกลับกรุงเทพรับรองตายก่อน...ฮา...

ศาล......เออ...เดี๋ยวตายกันหมดแล้วศาลจะฟังใครหละ....ฮา

ศาล....เอาท่านทนายโจทก์ถามต่ออย่านอกประเด็นอีกนะ

ผมถาม.....พยานบอกว่าซื้อที่ดินมาตั้งแต่ก่อนมีถนนตัดผ่านเพียงแปลงเดียวพอถนนตัดผ่านที่ดินเลยกลายเป็นสองแปลงแล้วทำไมต่ำแหน่งที่ดินถึงไม่อยู่ตรงข้ามกัน แล้วอย่างนี้ไม่ให้ผมเข้าใจว่าพยานโกหกได้อย่างไร

พยาน.....(นิ่งคิดอยู่ประมาณสักนาที)แล้วตอบว่าเพราะต่างแลกต่ำแหน่งที่ดินกัน

ผมจบคำถามไว้เพียงนี้เพราะถือว่าพยานปากนี้แตกแล้ว

ต่อไปก็ปากที่สองเป็นพยานฝ่ายจำเลยเช่นกันซึ่ง จำเลยที่ 1 เป็นคนติดต่อให้มาเบิกความแบบปัจจุบันทันด่วน ท่านทนายจำเลยต้องแถลงศาลขอเพิ่มเติมพยานปากนี้ อ้างว่าจะสามารถชี้ขาดคดีได้เหตุที่ไม่นำมาแต่ต้นเพราะตามตัวไม่ได้  ผมก็ไม่ค้านเพราะต้องการให้โอกาสต่อสู้อย่างเต็มที่จะได้ไม่มีข้อสงสัยในภายหน้า

เมื่อศาลเห็นว่าฝ่ายโจทก์ไม่ค้านก็อนุญาต แต่ศาลได้ถามว่า

ศาล......ท่านทนายจำเลยจะต้องซ้อมพยานก่อนไหม (เพราะเห็นว่าพึงได้ตัวมาอาจยังไม่ได้ซักซ้อมทำความเข้าใจกัน)

พยาน....อ้าว......ไหนผู้ใหญ่ว่าไม่เป็นไรแค่มาพูดให้ศาลฟัง...ทำไมต้องซ้อมกันหละ...เราก็ตีนมือมีนะ....ฮา.......

ศาล.....เดี๋ยวพยานฟังก่อน ศาลไม่ได้ให้ใครไปกระทืบคุณ แต่ให้ทนายไปซักซ้อมทำความเข้าใจกันก่อนแล้วค่อยพูดให้ศาลฟังเข้าใจหรือยัง

พยาน.....ก็ไม่รู้นิ...บอกให้ซ้อม......ฮา......

พยานปากนี้ทางฝ่ายจำเลยต้องการนำมาเพื่อสืบว่าเป็นผู้รับจ้างเข้าไปถางป่าและตัดจากให้กับจำเลยทั้งสามเป็นประจำทุกปี จำเลยทั้งสามไม่เคยจ้างใครนอกจากพยาน ทำมามากกว่า10 ปีแล้ว

ที่นำสืบเช่นนี้เพื่อให้มีน้ำหนักว่าเพราะทำอยู่คนเดียวจึงไม่ค่อยมีใครพบเห็น

เมื่อท่านทนายจำเลยซ้อม จนน่วมแล้ว..ฮา..

ก็นำพยานเข้าเบิกความไปจนจบทุกประเด็น

ที่นี้ก็ผมหละ

ผมมองว่าพยานปากนี้เป็นพยานปลูก (พยานปลูกเป็นคำที่ทนายใช้เรียกพยานที่เบิกความเท็จ เทียบกับพยานเท็จต่างกันหน่อยเดียว พยานเท็จนั้นรู้เห็นมาบ้างแต่ไม่ทั้งหมด ส่วนพยานปลูกไม่เคยรู้เห็นเลย เท็จทั้งแท่ง)

ผมก็คิดว่าจะถามอย่างไรศาลถึงจะเชื่อว่าพยานนี้เป็นพยานปลูกมา

ผมถาม.....พยานรับจ้างตัดจากทุกปีแสดงว่าก็ได้ค่าจ้างทุกปี

พยาน....ใช่

ผมถาม.....ค่าจ้างทุกปีได้เท่ากัน

พยาน.....ใช่

ผมถาม......พยานรับจ้างมาจนถึงเวลานี้ทั้งหมด 25 ปี

พยาน....ใช่

(คราวนี้เสร็จผม เพราะจำเลยอ้างว่าซื้อที่ดินมาแล้วปลูกจากมาจนถึงเวลาออกโฉนดเป็นเวลา 17 ปี และผมถามอะไรบอกใช่คำเดียวไม่อธิบายอะไรเลยก็มองว่าเป็นพยานปลูกอยู่แล้วเลยถามต่อให้แตกไปเลยด้วยคำถามนี้ครับ )

ผมถาม.....ค่าจ้างที่ได้รับหลังสุดปีใด

พยาน....เมื่อต้นปี

ผมถาม.........เป็นเงินเท่าไหร่

พยาน....5,000.-บาท

ผมพูดขึ้น.........ทำไม่น้อย.....(พูดลอยๆไม่ได้ถามแต่ถามว่า)....แสดงว่าได้เท่ากันทุกปีตลอด 25 ปี

พยาน....ใช่

ผมถาม........พยานจำได้นะว่ารับจ้างจำเลยทั้งสามมาทั้งหมด 25 ปี

พยาน....จำได้

ผม.........เอาเอกสารที่จำเลยทั้งสามใช้เป็นหลักฐานขอออกโฉนดให้พยานดูวันที่ทำสัญญาซื้อที่ดินมา คือ พ.ศ. 2521                         แล้วถามพยานว่าวันที่พยานเบิกความ พ.ศ. 2538 เมื่อพยานอ้างว่ารับจ้างมา 25 ปี หากนับถอยกลับไปคือเริ่มรับจ้างมาตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ตกลงพยานรับจ้างจริงหรือไม่จริง (ผมบ่นเบาๆว่าหาเรื่องติดคุก....พอให้พยานได้ยิน)

พยาน......(หันไปมองท่านทนายจำเลย) ผมรับจ้างมาเบิกความ 5,000.-บาท อย่างอื่นทนายสอน.....ฮา.....

เหตุต่างๆที่เล่ามาเป็นเหตุที่ไม่มีใครคาดถึงแม้แต่ผมเองต้องอาศัยเหตุเฉพาะหน้าแก้ไขไปตามรูปแบบ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่อาจคาดเดาได้ว่าทนายอีกฝ่ายจะถามอะไร ดังนั้นหากเป็นพยานเท็จหรือพยานปลูกจึงแตกได้ไม่ยากและตัวอย่างเช่นที่เอารูปแผนที่มาถามท่านทนายจำเลยก็คาดไม่ได้ว่าผมจะเอามาถามเพราะเป็นเอกสารที่ซุกอยู่ในเอกสารคำขอของสำนักงานที่ดินและอีกเหตุที่ท่านทนายจำเลยคาดไม่ถึงว่าผมจะถามประเด็นนี้เพราะรูปแผนที่ซึ่งแสดงต่อศาลไม่ได้แสดงชัดอย่างที่ผมแปะให้ดูและไม่ได้มีสีระบายไว้ต้องดูหมายเลขที่ดินเอามาเทียบกับคำขอออกโฉนดที่ดินถึงจะทราบ

ตั้งแต่ผมขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารจากที่ดินทั้งหมดมาที่ศาลท่านทนายจำเลยก็ไม่ได้ตรวจอ่านเอกสารอย่างจริงจัง เพราะมองว่าได้ประโยชน์จากการที่เจ้าพนักงานที่ดินกำลังจะแจกโฉนดน่าจะไม่มีปัญหา กอปรกับอาศัยว่าเป็นทนายในพื้นใกล้ชิดท่านผู้พิพากษามากกว่า มีอะไรไว้อาศัยข้อกฎหมายยื่นขอแก้ไขภายหลังเพราะมีข้อกฎหมายบางข้อที่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจได้ แต่ปรากฏว่าความใกล้ชิดกลับทำให้เป็นผลต่อคดี ผิดพลาดในข้อเท็จจริงที่ควรจะมองเห็นทางแก้ไขได้ก่อนจะเสียหายต่อคดี ผมถึงได้ขึ้นหัวเรื่องไว้ว่า "ใกล้ชิดผู้พิพากษาเป็นผลกับคดี"  ทนายบางท่านที่ใกล้ชิดกับท่านผู้พิพากษามากๆ จึงขาดการเตรียมคดีที่ดี เพราะถือว่าเมื่อถึงเวลาค่อยว่ากัน แต่คงลืมไปว่าคู่ต่อสู้ของท่านก็เป็นทนายที่เรียนกฎหมายมาเช่นท่าน หากไม่สามารถจะนำเสนอพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงให้ประจัก ความใกล้ชิดกับท่านผู้พิพากษาก็ไม่ช่วยอะไร เพราะท่านผู้พิพากษาต้องพิพากษาไปตามที่ประจักในพยานหลักฐาน เพื่อทรงไว้ซึ่งความยุติธรรม

เห็นยังครับ ยุติธรรมคือศาสตร์ จริงจริง

คราวหน้าจะเล่าเรื่อง

มรดกนี้พ่อให้ฉันคนเดียว มีแค่นี้แหละ