GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

จับชีพจร KM ใน จ.ชุมพร (1)

ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่า KM ไม่มีวิธีการที่เป็นสูตรสำเร็จตายตัว ดังนั้น เราจะช่วยกันพัฒนารูปแบบ (Model Development) ของเราเองขึ้นมาใช้งาน โดยศึกษาประยุกต์จากวิธีการที่มีคนเคยทำสำเร็จมาแล้ว และคิดค้นสร้างรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาทดลองใช้ให้เป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจ มีความสุข สนุกกับการทำงาน ด้วยความรู้สึกเต็มเปี่ยมของการเป็น “ผู้ให้” อย่างแท้จริง

2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ผมมีภารกิจจำเป็นที่จะต้องติดตามข่าวสาร ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการความรู้ หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า KM ซึ่งมาจากคำเต็มว่า Knowledge Management เพราะว่าได้รับเชิญให้เป็นที่ปรึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาชุมพร เขต 1 (สพท.ชุมพร 1) และเป็นวิทยากรในการฝึกอบรมหลักสูตร เทคนิคการถ่ายทอดความรู้แบบ KM ของสำนักงานจังหวัดชุมพร ในระหว่างวันที่ 15 16 มิถุนายน 2549 ณ วิทยาลัยสารพัดช่างชุมพร

การที่จะสืบสาวราวเรื่องที่หน่วยงานไปทำ KM ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาให้เข้าใจก่อนที่จะ Cheer-Up กันต่อไป ผมใช้เทคนิค AAR หรือ After Action Review ร่วมกันสรุปบทเรียนกับเจ้าของเรื่องว่า เท่าที่ผ่านมามีอะไรบ้างที่ถือว่าทำได้ดี และมีอะไรบ้างที่ยังบกพร่อง ต้องปรับปรุงแก้ไข ได้ประเด็นสำคัญที่ขอนำสู่เวทีสาธารณะ gotoknow.org ดังนี้ครับ  


ประเด็นที่ 1
: KM ไม่มีวิธีการที่เป็นสูตรสำเร็จตายตัว

ประเด็นนี้ผมหยิบยกมาจากหนังสือ การจัดการความรู้ ฉบับนักปฏิบัติ ของอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิช ครูใหญ่ในวงการ KM ของพวกเรา ผมนำประเด็นนี้ขึ้นมาสะท้อนเพราะเห็นว่าในปี 2548 ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานจัด Workshop เพื่อพัฒนา KM กันเป็นการใหญ่ โดยเดินไปตามแนวทางเดียวกัน คือ ความพยายามกำหนดวิสัยทัศน์ของการจัดการความรู้ (KV : Knowledge Vision) ของหน่วยงาน หลังจากนั้นจึงตั้งคำถามต่อมาว่าจะต้องมีสมรรถนะหลัก (Core Competency) อะไรบ้าง ? ที่จะนำไปสู่การบรรลุผลตาม KV มีองค์ประกอบของสมรรถนะย่อยที่สอดคล้องต้องกันอย่างไร ? และตามมาด้วยการกำหนดระดับความสามารถ 5 ระดับ เพื่อนำมาสู่การตรวจวัด (Measurement) หาสถานภาพของบุคคล, แผนก, ฝ่าย และองค์กร เพื่อนำไปใช้ในขั้นตอนต่อไป

จะว่าไปแล้วแนวทางนี้ก็น่าที่จะใช้ได้ดีแต่ผลที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้น จากความตื่นตัวคึกคักในช่วงแรก มีการเปิด Blog ที่ชุมชน Chumphon-KM-Station มากกว่า 70 หน่วยงาน ณ บัดนี้ดูเหมือว่าความเคลื่อนไหวจะอยู่ในวงแคบ ๆ ล่าสุดในช่วงเดือนพฤษภาคม 2549 ที่ผ่านมา มี Blog ที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนเท่ากับ 16 บทความ จาก 6 Blogหรือ 6 หน่วยงานเท่านั้น (ผมไม่นับ Blog ที่มาจาก Area อื่นซึ่งไม่ใช่ จ.ชุมพร เพราะจะได้ตัวเลขที่ไม่แท้จริง) มีอะไรที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง หรือมีข้อบกพร่องของแนวทางที่ใช้อยู่อย่างไรบ้าง ? เราคงจะต้องช่วยกันหาคำตอบในเรื่องนี้

ที่ สพท.ชุมพร 1 ผมวิเคราะห์จากการอ่านเอกสารทั้งหมดย้อนหลัง (Retro-Study) อย่างละเอียด ซึ่งต้องขอชื่นชมมา ณ ที่นี้ว่า มีระเบียบวิธีการ (Methodology) ในการเขียนเอกสารทางวิชาการที่ดีมาก พบว่า ขั้นตอนไปหยุดอยู่ที่การประเมินสมรรถนะย่อย 5 ระดับของกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 92 คน มีทั้งการประเมินตนเอง, หัวหน้ากลุ่มงานประเมินลูกน้อง และการประเมินเพื่อนร่วมงาน (ใครประเมินใครใช้วิธีจับฉลาก) นึกออกไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น ลำพังการถูกประเมินผลงานในช่วงปลายปีที่จะมีผลต่อการขึ้นเงินเดือน เลื่อนชั้น/เลื่อนตำแหน่ง ก็ Serious มากพออยู่แล้ว ต้องมาประเมินสมรรถนะย่อยเพิ่มเข้ามาอีก ไม่ใช่ทั้ง Want ทั้ง Need แต่เพื่อความร่วมมือก็ว่ากันไป ผลการประเมินออกมาน่ารักทีเดียวครับ คือ จากสมรรถนะหลัก 6 ด้าน ผลการประเมินสูงกว่ามาตรฐาน 4-6 ด้าน และ 2-0 ด้านได้ตามมาตรฐาน (ในแต่ละกลุ่ม) แผนภูมิ River Diagram ที่จะนำมาใช้ในขั้นต่อไปจึงดูเหมือนว่าผู้ที่ถูกประเมินทุกคนจะไปยืนอยู่บนฝั่งแม่น้ำฝั่งเดียวกันหมด

ที่เล่ามานี้เป็นความงดงามของการทำงานอย่างจริงจังแล้วบังเกิดผลให้เราได้นำมาถอดบทเรียนเพื่อที่จะก้าวต่อไป บรรยากาศของการพูดคุยสะท้อนข้อเท็จจริงในการประชุมเมื่อวันจันทร์ที่ 5 มิ.ย. 49 ณ สพท.ชุมพร 1 จึงเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ได้ช่วยกันปรับทิศทาง KM ซึ่งในปี 2549 นี้ สพท.ชุมพร 1 จะต้องเดินหน้าในเรื่อง KM อีก อย่างน้อย 2 แผนงานตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คือ แผนที่ 1 การจัดการความรู้ในเรื่องที่สนใจของ สพท. แต่ละเขต และแผนที่ 2 การจัดการความรู้ตามจุดเน้นของ สพฐ. ซึ่งในปีนี้กำหนดให้เป็นเรื่อง ยุทธศาสตร์การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ

ในที่ประชุมผมได้เล่าที่มาของเครื่องมือ KM ที่หน่วยงานใน จ.ชุมพร ได้รับการฝึกอบรมและพยายามนำมาใช้กันอยู่ โดยอ้างอิงจากหนังสือ การจัดการความรู้ ฉบับมือใหม่หัดขับ ของ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ที่กล่าวถึงการเรียนรู้จาก Mr.Geoff Parcell หนึ่งในผู้เขียนหนังสือ Learning to Fly ซึ่งเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดการทำ KM ของบริษัท บริติช ปิโตรเลียม จำกัด เมื่อครั้งที่ Mr. Parcell เดินทางมาร่วมสัมมนาในงาน Aids Competence Knowledge Fair หรือ ตลาดนัดความรู้เพื่อพัฒนาขีดความสามารถการจัดการด้านเอดส์ ซึ่งจัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2547 เครื่องมือที่ Mr. Parcell นำมาใช้ใน Workshop ครั้งนี้ได้รับความสนใจมากช่วยทำให้บรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีสีสัน มีพลัง มีชีวิตชีวาน่าจะนำมาใช้ในบริบทอื่น ๆ ได้

เครื่องมือดังกล่าวได้รับการนำมาถ่ายทอด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และตอบข้อซักถามจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องภายในสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) จนทุกคนเข้าใจในเทคนิคอันนี้ จึงได้ทดลองนำไปปรับใช้กับโครงการที่ดำเนินการอยู่ได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ได้กรุณาตั้งชื่อเครื่องมือชุดนี้ว่า ธารปัญญา ซึ่งประกอบไปด้วยเครื่องมือหลัก ๆ 5 ชิ้นด้วยกันคือ

1) ตารางแห่งอิสรภาพ
2) แผนภูมิแม่น้ำ หรือ River Diagram
3) แผนภูมิขั้นบันได หรือ Stair Diagram
4) ขุมความรู้ หรือ Knowledge Assets
5) พื้นที่ประเทืองปัญญา
ในที่ประชุม KM ของ สพท.ชุมพร 1 ผมประเมินสถานการณ์ว่า KM ของเราตอนนี้ยังหยุดอยู่ที่ขั้นตอนที่ 1 ตารางแห่งอิสรภาพ ซึ่งก็ได้รับการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจากคุณเบญจา รัตนมณี ที่ปรึกษาอีกท่านหนึ่งจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชุมพรว่า ในหน่วยงานอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะการเคลื่อนไหวผ่าน Blog ในช่วงแรก ๆ เป็นการทำงานในลักษณะไฟท์บังคับ ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาประกาศตัวว่านี่คือ Blog ของหน่วยงานอยู่ในชุมชนนี้ ได้รับการฝึกอบรมไปแล้วเมื่อวัน-เดือน-ปีอะไร  และขณะนี้กำลังคิดกำลังเขียนสมรรถนะหลัก, สมรรถนะย่อย ตลอดจนรายละเอียดการวัดระดับความสามารถ 5 ระดับกันอยู่ หลังจากนั้นส่วนใหญ่ก็จะค่อย ๆ เงียบหายกันไป
Blog ที่ยังเคลื่อนไหวอยู่อย่างสม่ำเสมอจะเป็นลักษณะของความพยายาม เล่าเรื่อง (Story-Telling) เกี่ยวกับภารกิจของหน่วยงาน บางหน่วยงานที่มีเครือข่ายในระดับอำเภอ, ตำบล เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.), การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ฯลฯ พยายามนำเรื่อง KM ไปขยายผลโดยการฝึกอบรมภายในเครือข่ายของตนเอง และกระตุ้นให้มีการเล่าเรื่องเขียน Blog กันเข้ามาเผยแพร่ในชุมชนโดยมีความหวังตั้งใจว่า เมื่อเครือข่ายได้เข้ามามีบทบาทแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องใด ๆ ก็ตาม ผู้ปฏิบัติท่านนั้นก็น่าจะได้เรียนรู้เรื่อง KM และเรื่องอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น เป็นการพัฒนา KM ของหน่วยงานแนวทางหนึ่ง ที่สำคัญก็คือสามารถนับจำนวนครั้งของกิจกรรมนำไปรายงานผลการทำ KM ของหน่วยงานได้
ผมมองปรากฏการณ์เหล่านี้ด้วยความเห็นใจ และประเมินว่าหน่วยงานที่กำลังทำ KM ต้องการแรงสนับสนุนในการกำหนดเป้าหมายของงานที่ชัดเจน เพราะถ้าเป้าหมายไม่ชัดเจนแล้ว จะมีการเข้าใจผิดเริ่มดำเนินการโดยตรงเข้าไปหาข้อมูลข่าวสารที่เข้าใจว่าเป็นตัวความรู้นำขึ้นมาเผยแพร่ผ่านทาง Blog ที่กำหนดกันขึ้นมา เมื่อผ่านไประยะหนึ่งหลายคนที่ไม่สนุกสนานกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารก็จะเริ่มมองว่า กิจกรรมนี้เป็นการเพิ่มภารกิจของตนเองซึ่งมีอยู่มากจนแทบจะไม่มีเวลาทำงานหลักให้เสร็จทันตามความต้องการอยู่แล้ว ปฏิกริยาที่ตามมาก็จะเริ่มหันหลังให้กับการเผยแพร่ข่าวสารผ่านทาง Blog  จนห่างหายกันไป
หลายคนมีความสุขกับการเล่าเรื่องได้เขียนให้คนอ่านก็จะมีผลงานผ่าน Blog อยู่เสมอ ๆ การทำ KM ในแง่มุมนี้เริ่มเปลี่ยนจากเป้าหมายของหน่วยงานที่ไม่ชัดเจน กลายมาเป็นเป้าหมายของบุคคลที่มีความสุขกับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ข้อคิดเห็น เป็นการสร้างเครือข่ายของคน คอเดียวกัน ซึ่งไม่ทำให้บรรลุเป้าหมายของหน่วยงานไปได้
ที่ สพท.ชุมพร 1 เราจึงตัดสินใจร่วมกันว่า เราจะพยายามหาเป้าหมายที่ชัดเจนกันใหม่ สิ่งที่ทำมาแล้วถือได้ว่าเป็นข้อมูลพื้นฐานที่มีประโยชน์ระดับหนึ่ง เราจะไม่ทิ้งมันไปแต่จะนำมาสรุปเป็นบทเรียนสำหรับก้าวเดินต่อไป ดังนั้น ในภารกิจตามแผนที่ 1 การจัดการความรู้ในเรื่องที่สนใจของ สพท. แต่ละเขต เราจะศึกษาประเด็นของ Blue Print for Change ที่กลุ่มนโยบายและแผนกำลังดำเนินการอยู่เพื่อหาเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้ KM เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนให้บรรลุผลสำเร็จอย่างสอดคล้องไปด้วยกัน โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์ตามเป้าหมายของงาน, การพัฒนาบุคลากร, การพัฒนาองค์กรไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้  และสร้างความเป็นหมู่คณะ ความเอื้ออาทรระหว่างกันภายในองค์กร
แนวทางเดียวกันนี้เราจะนำมาประยุกต์ใช้กับ แผนที่ 2 การจัดการความรู้เรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนเราว่า KM ไม่มีวิธีการที่เป็นสูตรสำเร็จตายตัว ดังนั้น เราจะช่วยกันพัฒนารูปแบบ (Model Development) ของเราเองขึ้นมาใช้งาน โดยศึกษาประยุกต์จากวิธีการที่มีคนเคยทำสำเร็จมาแล้ว และคิดค้นสร้างรูปแบบใหม่ ๆ ขึ้นมาทดลองใช้ให้เป็นที่เพลิดเพลินเจริญใจ มีความสุข สนุกกับการทำงาน ด้วยความรู้สึกเต็มเปี่ยมของการเป็น ผู้ให้ อย่างแท้จริง.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 33127
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

ได้อ่านแล้วได้ความรู้มากขึ้น ต้องการจะพัฒนา KMของหน่วยบ้างแต่ยังไม่มีเวลา ของตำรวจก็มีนโยบายให้ทำเหมือนกันและต้องรายงานผลการปฏิบัติให้หน่วยเหนือด้วย แนะนำของตำรวจครับของ ตร.

http://personnel.police.go.th/km/index.php

  • เข้าไปดูเว็บไซท์ KM ของสนง.ตร.แห่งชาติ ตามคำเชิญชวนแล้ว มีเอกสารวิชาการเนื้อหาน่าสนใจมากมาย ขอบคุณครับ
  • วันที่ 15-16 มิ.ย.49 นี้ ผมทดลองเทคนิคทางด้าน KM หลายอย่าง พยายามออกแบบให้ตรงกับภารกิจและเป้าหมายของ 5 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ
  • อยากได้คนเก่ง ๆ อย่างคุณพรเทพไปช่วยเหมือนกัน ถ้ามีเวลาก็ขอเชิญไปร่วมงานกัน ติดต่อได้ที่น้องออย สนง.จว.ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องนะครับ

 

สวัสดีค่ะ  จะมารายงานความก้าวหน้าค่ะ  ขณะนี้ KMC ของสพท.ชพ.1 เสร็จเรียบร้อยแล้ว  แต่ยังไม่ได้ Link กับเว็บเขตพื้นที่  เพราะกำลังใส่เนื้อหาสาระให้สมบูรณ์ที่สุด  ถ้าไม่ผิดพลาดจะ Link เข้าเว็บเขตอย่างช้าสุด วันที่ 26 มิถุนายน นี้ค่ะ 
แล้วจะมารายงานให้ทราบเป็นระยะนะค่ะ

 

ตอบคุณศุภลักษณ์

  • รับทราบครับ
  • รอคอยที่จะเข้าไปติดตามอ่าน KMC ที่เสร็จพร้อมนำเสนอ แล้วจะเขียน Blog เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ