วันเด็กแห่งชาติในทุกปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าโดยปกติแล้ว ผมมักไม่ค่อยได้พาลูกๆ ได้เที่ยวเล่นในงานวันเด็กสักเท่าไหร่ นั่นเพราะผมมีภารกิจที่ต้องกำกับดูแลเรื่องการจัดกิจกรรมของนิสิต อีกทั้ง-บางทีเจ้าตัวเล็กทั้งสอง ก็มักไม่ยอมออกจากห้องหับเพราะติดละครจักรๆ วงศ์ๆ นั่นเอง

ปีนี้, สองหนุ่มน้อย เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ ตื่นเช้าไม่สนใจละครปลาบู่ทองเลยสักนิด แต่มุ่งหน้าไปร่วมกิจกรรมวันเด็กอย่างไม่งอแง แต่พอไปถึงแล้ว แทนที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กๆ ที่มาจากหมู่บ้านต่างๆ ตรงกันข้ามกลับกระโดดไปสวมบทบาทการจัดกิจกรรมกับพี่นิสิตแทนอย่างหน้าตาเฉย-ทำราวกับว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องให้บริการต่อเด็กๆ ก็ไม่ปาน

เสร็จจากนั้น บ่ายต้นๆ ผมก็พาสองหนุ่มบึ่งรถคู่ชีพกลับไปยังบ้านเกิด โดยมีจุดมุ่งหมายอันสำคัญคือการไปร่วมสร้าง “ศาลเจ้าปู่” ที่ตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน


สังเกตการณ์ โดยมีปู่ดูแลและอธิบายการงาน


งานแรก คือการเก็บเศษกิ่งไม้ไปเผา


งานชิ้นที่สองใช้จอบอัดดิน



วันเด็กปีนี้ สองหนุ่มน้อย จึงอาจดูใช้ชีวิตแตกต่างไปจากคนอื่นๆ บ้าง ไม่มีโอกาสไปเดินท่องเล่นในห้างใหญ่ ไม่มีโอกาสไปปีนป่ายรถถัง ไม่มีโอกาสตะลอนทัวร์รับของขวัญและของรางวัลจากเวทีต่างๆ ...

ครับ, ทั้งผมและลูกๆ ไปฉลองวันเด็กที่บ้านเกิดของเรา เรามีความสุขท่ามกลางแดดจ้าและลมร้อน เรามีความสุขที่ได้ร่วมกิจกรรมวันเด็กในอีกมิติหนึ่ง แต่ถึงกระนั้น เจ้าจุก-นักเลงลูกทุ่ง ก็ไม่วายหยิกผมจนได้ว่า “เมือยๆ บ่เหลือโตนเด็กน้อยเลย”


พักยกอยู่กับปู่และย่า


สังเกตการณ์และลงมือพอหอมปากหอมคอ ก่อนออกอาการ "เมือยหลาย"

แต่จนแล้วจนรอด วันรุ่งขึ้น กลับกลายเป็นว่า ทั้งน้องดินและน้องแดน ต่างพากันไปกะเกณฑ์เด็กๆ ในหมู่บ้านมาร่วมลงแรงกันอย่างยกใหญ่ เรียกได้ว่า สนุกกันทั้งวัน ไม่กลัวแดดร้อนเลยสักนิด ทำเอาผู้ใหญ่หลายต่อหลายคนเขินไปตามๆ กัน..(โดยเฉพาะผมเอง)


ลงมือลุยในวันถัดมา

หลบมุมพักร้อนไปดูพี่นิสิตเขียนรูปให้กับชาวบ้าน



เมือยหลาย..ฮู้ บ่

อย่างนี้ ถือว่าผมใช้แรงงานเด็กเกินไปหรือเปล่าครับ !
แต่ถึงอย่างไรก็เถอะ ผมก็ยังอยากที่จะเรียกเองว่า "วันเด็กปีนี้ ผมส่งลูกไปเรียนพิเศษที่บ้านนอกอยู่ดีนั่นแหละ"