เดินตามช่อง มองแค่เห็น เน้นตัวชี้วด วิสัยทัศน์เอาไว้ท่องจำ งานที่ทำไม่มีความหมาย

  "จุดบบรจบของความดี ความงาม และความจริงใจในงานคุณภาพ"เห็นชื่อเรื่องที่อาจารย์คุณหมอโกมาตร  จึงเสถียรทรัพย์(ผอ.สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ)จะบรรยาย แฟนพันธแท้ของคุณหมอ นักวิจัยชั้นเทพหรือผู้ที่สนใจมีหรือจะนิ่งเฉยอยู่ได้  ห้องประชุมตะกั่วป่า โรงแรม เจ บี จึงเต็มไปด้วยพี่น้องชาวสาธารณสุข  ต้องใช้เก้าอี้เสริม  ผู้เขียนเป็นครั้งแรกที่ได้มาฟังท่านบรรยาย ก่อนหน้านั้น  อ่านหนังสือท่านมาหลายเล่ม จึงมีความคุ้นชินกันเป็นญาติธรรมทางน้ำหมึก 

คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

      ท่านเป็นนักพูดที่มีเอกลักษณ์ ใช้ภาษากาย ภาษาใจ และภาษาจิตรกระเทาะกระแทก กระทั้นให้ใจของผู้ฟังเป็นกะทิ เป็นครีม คุณหมอ ผู้บริหาร และพยาบาลที่มีสนิมในใจหลุดร่วงไปหลายคน......เริ่มจาก

> สุนทรียภาพ

>งานคุณภาพ

>และคุณค่าของชิวิต 

    จาก สามประโยคนี้   ท่านได้ยิบยกนิทาน ที่ได้มาจาก ครูช่าง อาจารย์ ชลประคัลภ์  จันทร์เรืองได้ เล่าให้ฟัง   ถึงหมู่บ้านนักล่า สัตว์แห่งหนึ่ง, ที่มีประเพณีสืบทอดกันมาว่าผู้ชายอายุครบ 15 ปีต้องออกป่าล่าสัตว์ ใครล่าได้สัตว์ที่โตกว่า ดุร้ายกว่าจะได้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่า  

ทัว์โปสเตอร์

    พรานน้อยผู้มีร่างกายอ่อนแอ ไม่เคยเข้าป่าอายุครบ 15 ปี ต้องทำหน้าที่พราน.....เครียดมากที่ต้องออกล่าสัตว์กับเพื่อนๆจัดเตรียมสัมภาระจนดึก จึงตื่นสาย  ปรากฎว่าเพื่อนเข้าป่ากันหมดแล้ว ออกตามเพื่อนๆไป แต่.....ตามเพื่อนไม่เจอพลัดหลงทางจนมึดค่ำ พรานน้อยนั่งพิงโขดหินด้วยความอ่อนแรง บนก้อนหินเหลือบเห็น เงาตะคุ่มๆของสิงห์โต  สิงห์โตเห็นพรานน้อยก็กระโจนลงตะปบ  พรานน้อยตกใจล้มหงายหลังลง  หอกตั้งฉากเสียบอกสิงห์ตัดขั่วหัวใจตายกลางอากาศ ทิ้งร่างคล่อมพรานน้อยเอาไว้ พรานน้อยดีใจบอกชาวบ้านให้มาดูว่าเขาฆ่าสิงห์โตตาย  ชาวบ้านหลายคนไม่ยอมเชื่อ แต่จำนนด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์  พรานน้อยได้เป็นหัวหน้าเผ่าพรานสืบมา

   ได้แต่งงานกับคนรัก จนกระทั่งเมียท้อง ทุกคนในหมู่บ้านอยากให้ลูกของพรานน้อยเป็นผู้ชาย จะได้สืบสานความกล้าหาญแทนพ่อ  ....มีแต่พรานน้อยคนเดียวเครียดหนักที่อยากได้ลูกเป็นผู้หญิง ด้วยเหตุว่าไม่อยากให้ลูกต้องเข้าป่าล่าสัตว์ 

  ถึงเวลาลูกคลอดออกมาเป็นผู้ชาย  พรานน้อยตั้งชื่อลูกว่า "นิดหน่อย" ถึงเวลานิดหน่อยอายุ 15 ปีต้องออกล่าสัตว์ ......มีคำถามว่าพรานน้อยจะบอกความจริงกับลูกอย่างในวีรกรรมของพ่อ .......

   คุณหมอสรุปว่าการที่เราจะบอกเล่าถึงความสวยหรู ยิ่งใหญ่มันง่าย  แต่ไม่ง่ายที่จะบอกเล่าถึงความอ่อนแอไม่เอาไหน  ความยากของมันเป็นศิลป์

   ที่น่าคิดชวนคิดคือว่างานของแพทย์คืองานศิลปะจึงต้องใบประกอบโรคศิลป์ การทำงานต้องไม่แปลกแยก หาความสุขจากการทำงานให้ได้ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เป็นแบบฉบับและเอกลักษณ์ของตัวเอง  องค์กรที่ทำงานต้องมีพื้นที่ให้คิดงาน และต้องเสริมเติมเต็มความเป็นมนุษย์ อย่าคิดแยกส่วน มองดอกไม้ให้เป็นดอกไม้ทั้งดอก องค์กรไม่ใช่เครื่องจักร

   พระไพศาล วิสาโร บอกว่า เหมือนการทำงานของ ช่างก่ออิฐ สามคนทำงานเหมือนแต่คิดต่างกัน 

คนที่  1 เขาคิดว่าเขาก่ออิฐคิดได้แค่นี้ก็เครียด

คนที่ 2 เขาคิดว่าเขาก่ออิฐกำแพงวัด ทำไปยิ้มไป

ส่วนคนที่ 3 เขาคิดว่าเขาสร้างวัด  อิ่มบุญ.....มีคุณค่า มีความหมาย  มีศรัทธา 

  อย่าอยู่แบบองค์กรปรนัย   ยิ่งทำยิ่งคิด ทำเองไม่ได้ คิดเองทำเองไม่ได้องค์ปรนัยต้อง

 เดินตามช่อง

มองแค่เห็น

เน้นตัวชี้วัด

 วิสัยทัศน์เอาไว้ท่องจำ

งานที่ทำไม่มีความหมาย 

     เราต้องเน้นอุดมคติ  เน้นความเป็นองค์รวมของสุขภาวะ  ทุกคนเป็นมนุษย์ ต้องละเอียดอ่อนต่อความเป็นมนุษย์  อ่อนไหวต่อชีวิต  อ่อนน้อมต่อธรรมชาติ อ่อนไหวต่อความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ คือการให้บริการด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

  คุณหมอนักวิจัยได้กระเทาะจิตรในวันนี้ ส่วนวันพรุ่งนี้ ใครที่กระเทาะสนิมใจหลุดออกแล้ว อาจารย์หมอ สกล สิงหะ  จะมาใส่วิญญาณของความเป็นมนุษย์ในการให้บริการสาธารณสุขแบบเนียนๆประณีต ไร้รอยต่อ ทอเต็มผืนหลับเต็มตื่นไร้รอยตะเข็บของการบริการ.....สาธารณสุขเพื่อประโยชน์สุขของสาธารณชน

 

ผู้ใหญ่  ชง  ชิม ชา

 ภาพนี้เอื้อเฟื้ออาภรณ์ จากท่านศน.อ้วน