พระคุณแม่
ผมสนใจตอนหนึ่งในการอบรมการจัดการความรู้ ในวันที่สอง นะครับ ที่อ.จตุพร ได้พูดไว้ว่า “ การที่เราจะจัดการความรู้คนอื่น เราต้องจัดการความรู้ของตัวเราเองเสียก่อน” ผมว่าเป็นคำพูดที่กระแทกใจผมมากครับ และผมก็มานึกต่อไปว่า การจัดการความรู้ของเรานั้น จะจัดการความรู้อย่างไร และจัดการความรูปเพื่ออะไร และจะเริ่มจัดการความรู้เวลาไหนดี
ผมกลับมาทบทวนคำถามที่ตนเองสงสัย และจิตนาการไปต่างๆนานา ในขณะเดียวกันก็เริ่มอ่านการเขียนของกัลยาณมิตทั้งคนในพอช.และเครือข่ายกัลยาณมิตรใน gotoknow ก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า เราก็เริ่มจากประสบการณ์เดิมเราที่ผ่านมา ตั้งแต่จำความได้ บางตอนมีแง่คิดดีๆเยอะเลย และทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อ่าน ไม่มากก็น้อยนะผมว่า จึงเริ่มคิดและทบทวนเรื่องราวต่างๆในชีวิตที่ผ่านมา
วันนี้ผมอยากจะเขียนถึง พระคุณแม่ ซึ่งท่านได้ล่วงลับไปแล้วหลายปี เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจจาก คุณศิลา ครับ ผมอยากเขียนเพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจสำหรับตัวเอง และคนอื่นที่รักแม่ครับ
"แม่สำหรับผมแล้ว เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ"
"แม่สำหรับผมแล้ว เป็นดั่งพระพรมของผม"
"แม่สำหรับผมแล้ว เป็นทุกๆอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตผม"
เหตุการณ์ที่ผมจะหยิบยกมาเล่า เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ เกิดขึ้น ในช่วงที่ท่านจะเสียชีวิต ไม่นาน แม่ผมอายุ 73 ปี ครับ ท่านเสียด้วยโรคชรา และสมองเสื่อม นี่แหละครับที่เป็นจุดสำคัญที่จะหยิบยกมาเล่า ช่วงที่ท่านป่วย ท่านไม่สามารถจำชื่อลูก คนไหนได้เลย ยกเว้นผมซึ่งเป็นลูกคนสุดท้อง ที่ท่านรักมาก และเป็นลูกคนสุดท้องที่ไม่ได้เลี้ยงดูท่าน เพราะตั้งแต่จบชั้นประถมปีที่ 6 ก็ใช้ชีวิตพเนจรไปหาความก้าวหน้าในชีวิต
ผมจำได้ว่าช่วงเป็นเด็ก แม่จะค่อยดุด่า พี่ๆที่ไม่สนใจดูแลผม ผมจำได้ว่าเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ตลอดทั้งวัน ผมกับเพื่อนๆ ออกไปเที่ยวเล่นน้ำที่ฝายกั้นน้ำนอกหมู่บ้าน ฝายทั้งลึก และสูงชัน เคยมีประวัติคนจมน้ำตาย มาแล้วด้วย ช่วงเย็นย่ำค่ำแล้ว ผมกับเพื่อนยังไม่กลับบ้าน แม่เที่ยวตามหาผม จนมืดค่ำ ไม่เจอ หารู้ไม่ว่าผมกลับเพื่อนกลับมาถึงบ้านแล้ว พอแม่กลับมาถึงบ้าน ท่านโมโหมากที่ผมไปเล่นน้ำที่นั้น ท่านตรงเข้ามาหาผม พร้อมกับใช้มือจับหูข้างซ้ายปิดอย่างแรง พร้อมกับร้องไห้ไปด้วย ผมเห็นน้ำตาแม่แล้ว ผมอดสงสารท่านไม่ได้ คิดว่าใจหนึ่งท่านร้องไห้เพราะดีใจที่ลูกปลอดภัยกลับมา ใจหนึ่งท่านคงโมโหที่ลูกเที่ยวซุกซนไปในสถานที่อันตรายอย่างนั้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมไม่ไปเล่นน้ำที่นั่นอีกเลย
ย้อนกับมาตอนที่ท่านป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม ผมพยามพูดคุยกับแม่ ว่าแม่จำเหตุการณ์อะไรได้บ้างในอดีต มองแววตาท่านดูอิดโรย และพูดแต่ประโยคเดิมๆซ้ำๆ ว่าสมัยเลี้ยงลูก 8 คน ชีวิตลำบากมาก เหนื่อยมาก ถอนหายใจ ผมเข้าใจทันทีว่า แม้ว่าปัจจุบันท่านจะไม่สามารถจำเหตุการณ์อะไรได้เลย แต่ความทรงจำในอดีต ตอนที่ท่านต้องทำงานทุกอย่างสายตัวแทบขาดเพื่อเลี้ยงลูกทั้ง 8 คน ว่ามันหนักและเหนื่อยมากเพียงใด เรื่องนี้เคยถามแม่ตอนที่ยังสามารถเล่าเหตุการณ์ต่างๆได้
แม่ชอบค้าขาย ทุกวันแม่จะทำอาหารแปรรูป เช่น ถั่วเน่า หนังควายแห้ง เกลือ ปลาแห้ง หาบไปขาย นำไปซื้อขายแลกเปลี่ยนกับ หมู่บ้านป่าเมี่ยง ที่ผลิตเมี่ยงหรือชา หมัก อยู่ห่างจากหมู่บ้าน
"แม่ต้องหาบสินค้าเดินขึ้นเขาไป กลับ 20 กิโมเมตรทุกวัน เพื่อนำเงินมาซื้อเสื้อผ้า ของใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกๆทั้ง 8 คน ลูกๆรู้ดี ว่าแม่ลำบากแค่ไหน แม่ไม่เคยบ่นให้ฟัง"
ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่าความลำบากในอดีตของแม่มันจะฝังไปในจิตใต้สำนึกของแม่ ย้อนกับมามองตัวเราเอง "เหตุการณ์ที่ทำให้เราได้ระลึกอยู่เสมอแม้ว่าเวลาจะผ่านพ้นไปนานแค่ไหนก็คือเหตุการณ์ที่จิตถูกกระทำอย่างรุนแรง ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย" ในใจของแม่ทุกคนก็ปรารถนาที่ต้องการให้ลูกมีชีวิตที่สุขสบาย และดูแลแม่ในยามแก่เฒ่า และผมเป็นลูกคนสุดท้อง ที่ภาระนี้ต้องเป็นหน้าที่ของเรา แต่ด้วยเหตุผลที่การทำงานไม่เอื้อต่อการทำหน้าที่นั้น จึงทำให้ตนเองรู้สึกผิดต่อบุพการี ถึงแม้นที่จะชดเชยด้วยความสุขสบายภายนอก เงินทอง บ้านเรือน แต่ทางจิตใจ ที่แม่มีความหวังที่จะให้ลูกชายคนสุดท้องกลับไปดูแลยามแก่เฒ่า ไม่สามารถทำได้
อ่านเรื่องราวของ คุณศิลา ทำให้สะกิตใจตนเอง ก็อย่างน้อยๆ ก็ได้ ระบายความรู้สึกที่ติดค้างในใจ และถ้ามีผู้อ่านท่านใดที่กำลัง ตัดสินใจ หรือ มีทุกข์ใจต่อเรื่องคล้ายผม ลองคิดทบทวนด้วยวิจารณญาณของท่านเองว่า สิ่งที่พอดีสำหรับท่านคืออะไร และมีสิ่งใดบ้านที่จะต้องตัดสินใจ
ได้อ่านเรื่องของผมแล้ว อาจทำให้ท่านตัดสินใจอะไรได้ง่ายขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์นะครับ
ขอบคุณเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "แม่" นะครับ ... ขอชื่นชมว่า บันทึกยังมาจากใจเช่นเดิม
ผมก็รักแม่ของผมมากเช่นกันครับ ;)
สวัสดีครับคุณฝนครับ
เช้านี้ผมเข้ามาเพื่อเช็คเมลก่อนไปมหาวิทยาลัยตามปกติ แต่ ต้องมานั่งอึ้งหน้าจอเมื่ออ่านบันทึกนี้จบลง...
สิ่งแรกก็คือ ผมคิดถึงคุณแม่ผมมาก ผมเลยให้สัญญากับตัวเองว่า ภารกิจที่ กทม.เบาบางลง ผมจะกลับบ้านทันที แม้ไปได้สักวันหรือสองวันผมก็อยากกลับ
พระคุณของแม่ ยิ่งใหญ่มากเลยครับ
เรื่องเล่าตอนนี้ ทำให้เราเห็นว่า เเม่รักลูกของเเม่ขนาดไหน
แม่ลำบากขนาดไหน กับการที่จะต้องเลี้ยงลูกทั้ง ๘ คน (ลำพักเราเลี้ยงลูกแค่หนึ่งคนก็สายใจแทบขาดเเล้ว)
ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเเรงบันดาลใจให้ผู้อ่านอีกเรื่องหนึ่งที่งดงามมากครับ
ให้กำลังใจครับคุณฝนครับ :)
เป็นแม่ค่ะ จึงซาบซึ้งดีถึงความรักของแม่ดีกว่าน้องหนุ่มๆทั้งหลาย
ท่านรักเราจึงทำได้ทุกอย่างเพื่อเรา
แต่เชื่อนะคะว่า"ท่านเห็นเรามีความสุขท่านก็สุขใจ"
ไม่ต้องกังวลเรี่องที่ผ่านมา ตั้งใจทำสิ่งที่กำลังจะทำเถอะ
ตั้งแต่จำความได้ แม่ไม่เคยตี แม่ไม่เคยด่าว่า คำพูดแม่ไม่เคยทำให้เสียกำลังใจ
แม่มีแต่ความรักและคำสั่งสอนให้ทำดีเป็นคนดีตลอดเวลา
ขอบคุณข้อบันทึกนี้ครับ
ตอนพอช.จะย้ายมายังสำนักงานแห่งใหม่ (ตึกใหม่) ถ.นวมินทร์ เคยมีความคิดจะย้ายมาอยู่หอพัก เพราะรู้สึกว่าไกลบ้าน ต้องเดินทางขึ้นรถหลายต่อ ทั้งยังเรียนโท(ทำภาคนิพนธ์) อยู่ที่นิด้า รู้สึกต้องการความสงบ และความเป็นส่วนตัวสุดๆ
แต่เมื่อคิดทบทวน คำนวณค่าหอพักกับค่ารถ พอๆกัน ซ้ำยังต้องจ่ายค่าอาหารเองทุกมื้อ ที่สำคัญ เราจะไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่ทุกวัน เป็นคนกรุงเทพฯ จะมาเช่าห้องอยู่ในกรุงเทพฯ ทำไม
ทุกวันนี้เดินทางจากบ้านฝั่งธนฯ มาทำงานที่นวมินทร์ เหนื่อยแต่มีความสุข ความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัว ได้ดูแลพ่อกับแม่ทุกๆวันค่ะ
ขอบคุณบันทึกของพี่ฝน ที่ทำให้นึกถึงเรื่องนี้ อ่านแล้วคิดถึงพ่อกับแม่เลยค่ะ (แม่ว่าจะได้เจอหน้ากันทุกวัน)
ปล. เม้นท์ยาวไปหน่อย ทำไมเวลาเม้นท์ถึงพรั่งพรูออกมาได้มากกว่าเวลาเขียนบันทึกของตัวเองเสียอีก
"ถึงแม้ที่จะชดเชยด้วยความสุขสบายภายนอก เงินทอง บ้านเรือน แต่ทางจิตใจ ที่แม่มีความหวังที่จะให้ลูกชายคนสุดท้องกลับไปดูแลยามแก่เฒ่า ไม่สามารถทำได้"
เห็นด้วยกับข้อความช่วงนี้ครับ อาจจะด้วยภาระหน้าที่ หรืออะไรก็แล้วแต่ จึงทำให้ทุกวันนี้ ลูกๆ จึงหาเวลาที่ทำกลับไปดูแล "พ่อและแม่" น้อยลง
แม้ว่าเราจะไปสามารถไปอยู่ข้าง ๆ กายได้ แต่อย่างน้อยการให้ความอบอุ่นทางใจ อาทิ โทรไปหาท่านบ่อย ๆ (หรือ ทุกวัน ถ้าเป็นไปได้)ก็อาจจจะพอช่วยให้ท่านมีความสุขมากขึ้นค่ะ
ตอนนี้ก็ทำเช่นนั้นอยู่ ขณะรอจนกว่าจะถึงเวลากลับ(ไปอยู่)บ้าน ค่ะ
..ไม่ผิดหวังอีกแล้วที่ได้อ่าน
..ขอบคุณครับที่บอกเรื่องราวข้อคิดดีๆ
..ทุกวันนี้ยังปล่อยแม่อยู่ลำพังแค่คิดว่าให้ของก็คงพอ
..หลงลืมคำว่าใจไป..
ขอบคุณครับคุณwasawat
ทำให้ท่านมีความสุข นั้นแหละคือสิ่งที่ประเสริฐสุดครับ
ขอบคุณครับ อ.เอก
"สิ่งแรกก็คือ ผมคิดถึงคุณแม่ผมมาก......
ผมเลยให้สัญญากับตัวเองว่า......
ภารกิจที่ กทม.เบาบางลง ผมจะกลับบ้านทันที ........
แม้ไปได้สักวันหรือสองวันผมก็อยากกลับ......
เป็นกำลังใจให้ครับสำหรับความกตัญญู ที่ลูกมีต่อแม่ครับ
และขอบคุณ อ.เอกที่สร้างแรงบันดาลใจครับ
ขอบคุณครับ ครูป1
"ท่านเห็นเรามีความสุขท่านก็สุขใจ"
ผมว่าคนที่เป็นแม่ คงจะเข้าใจในหัวอกแม่ดีที่สุดครับ
การที่เห็นลูกมีความสุข แม่ทุกคนก็มีความสุขครับ
ขอบคุณคุณสหรัฐ
" ตั้งแต่จำความได้ แม่ไม่เคยตี แม่ไม่เคยด่าว่า......
คำพูดแม่ไม่เคยทำให้เสียกำลังใจ....
แม่มีแต่ความรักและคำสั่งสอนให้ทำดีเป็นคนดีตลอดเวลา"
ดีใจด้วยครับ ที่แม่ให้ความดูแล และเข้าใจลูก รักท่านมากๆนะครับ
ขอบคุณน้องเจ
"ที่สำคัญ เราจะไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่ทุกวัน .....
เป็นคนกรุงเทพฯ จะมาเช่าห้องอยู่ในกรุงเทพฯ ทำไม"
"เหนื่อยแต่มีความสุข ความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัว ได้ดูแลพ่อกับแม่ทุกๆวัน"
ดีใจด้วยครับ ดูแลท่านให้ดีที่สุดนะครับน้องเจ
ขอบคุณครับ คุณหมูอวย
"อาจจะด้วยภาระหน้าที่ หรืออะไรก็แล้วแต่ จึงทำให้ทุกวันนี้ ลูกๆ จึงหาเวลาที่ทำกลับไปดูแล "พ่อและแม่" น้อยลง"
ลูกผู้ชายส่วนใหญ่ดูจะคล้ายๆกันครับ
ขอบคุณ คุณหัวใจติดปีก
"แม้ว่าเราจะไปสามารถไปอยู่ข้าง ๆ กายได้ แต่อย่างน้อยการให้ความอบอุ่นทางใจ อาทิ โทรไปหาท่านบ่อย ๆ (หรือ ทุกวัน ถ้าเป็นไปได้)ก็อาจจจะพอช่วยให้ท่านมีความสุขมากขึ้นค่ะ
ครับทำอย่างไรก็ได้ครับที่ทำให้ท่านมีความสุข เป็นกำลังใจให้ครับ
ขอบคุณครับ คุณsoraya
..ทุกวันนี้ยังปล่อยแม่อยู่ลำพังแค่คิดว่าให้ของก็คงพอ
..หลงลืมคำว่าใจไป..
หาเวลาไปอยู่เป็นเพื่อนท่านบ้างก็ดีครับ เป็นกำลังใจให้ครับ
แวะมาเยี่ยม........จากคนทำงานชายแดนใต้
แม่คือทุกสิ่งของเรา
วันไหนที่ไม่เห็นแม่กะพ่อวันนั้น เหงามาก
แม่จะคอยบอกให้ฉันพากลับบ้านเสมอ แม่กลัวไม่มีคนอยู่บ้าน เฝ้าบ้าน รดน้ำต้นไม้
จริงแล้ว ..........แม่ฉันก็อยู่บ้านของแม่นั้นละ ..................ท่านจำอาราย....ไม่ได้ เฝ้าแต่คิดถึงบ้านในอดีตของท่าน...
ขอบคุณครับ รุสดี
ที่มาแวะทักทาย........
รออ่านงานเขียนของรุสดีอยู่นะครับ.......
ขอบคุณครับ คุณwilawan
"แม่คือทุกสิ่งของเรา วันไหนที่ไม่เห็นแม่กะพ่อวันนั้น เหงามาก.....
แม่จะคอยบอกให้ฉันพากลับบ้านเสมอ......
แม่กลัวไม่มีคนอยู่บ้าน เฝ้าบ้าน รดน้ำต้นไม้ จริงแล้ว ..........
แม่ฉันก็อยู่บ้านของแม่นั้นละ ..................
ท่านจำอาราย....
ไม่ได้ เฝ้าแต่คิดถึงบ้านในอดีตของท่าน...
ดูแลท่านให้ความอบอุ่นท่านเยอะนะครับ