สวัสดีครับคุณฝนครับ

เช้านี้ผมเข้ามาเพื่อเช็คเมลก่อนไปมหาวิทยาลัยตามปกติ แต่ ต้องมานั่งอึ้งหน้าจอเมื่ออ่านบันทึกนี้จบลง...

สิ่งแรกก็คือ ผมคิดถึงคุณแม่ผมมาก ผมเลยให้สัญญากับตัวเองว่า ภารกิจที่ กทม.เบาบางลง ผมจะกลับบ้านทันที แม้ไปได้สักวันหรือสองวันผมก็อยากกลับ

พระคุณของแม่ ยิ่งใหญ่มากเลยครับ

ผมจำได้ว่าช่วงเป็นเด็ก แม่จะค่อยดุด่า พี่ๆที่ไม่สนใจดูแลผม ผมจำได้ว่าเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ตลอดทั้งวัน ผมกับเพื่อนๆ ออกไปเที่ยวเล่นน้ำที่ฝายกั้นน้ำนอกหมู่บ้าน ฝายทั้งลึก และสูงชัน เคยมีประวัติคนจมน้ำตาย มาแล้วด้วย  ช่วงเย็นย่ำค่ำแล้ว ผมกับเพื่อนยังไม่กลับบ้าน แม่เที่ยวตามหาผม จนมืดค่ำ ไม่เจอ หารู้ไม่ว่าผมกลับเพื่อนกลับมาถึงบ้านแล้ว  พอแม่กลับมาถึงบ้าน ท่านโมโหมากที่ผมไปเล่นน้ำที่นั้น ท่านตรงเข้ามาหาผม พร้อมกับใช้มือจับหูข้างซ้ายปิดอย่างแรง พร้อมกับร้องไห้ไปด้วย ผมเห็นน้ำตาแม่แล้ว ผมอดสงสารท่านไม่ได้ คิดว่าใจหนึ่งท่านร้องไห้เพราะดีใจที่ลูกปลอดภัยกลับมา ใจหนึ่งท่านคงโมโหที่ลูกเที่ยวซุกซนไปในสถานที่อันตรายอย่างนั้น  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมไม่ไปเล่นน้ำที่นั่นอีกเลย

เรื่องเล่าตอนนี้ ทำให้เราเห็นว่า เเม่รักลูกของเเม่ขนาดไหน

"แม่ต้องหาบสินค้าเดินขึ้นเขาไป กลับ 20 กิโมเมตรทุกวัน เพื่อนำเงินมาซื้อเสื้อผ้า ของใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกๆทั้ง 8 คน  ลูกๆรู้ดี ว่าแม่ลำบากแค่ไหน แม่ไม่เคยบ่นให้ฟัง"...

ย้อนกับมาตอนที่ท่านป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม  ผมพยามพูดคุยกับแม่ ว่าแม่จำเหตุการณ์อะไรได้บ้างในอดีต  มองแววตาท่านดูอิดโรย และพูดแต่ประโยคเดิมๆซ้ำๆ ว่าสมัยเลี้ยงลูก 8 คน ชีวิตลำบากมาก เหนื่อยมาก ถอนหายใจ  ผมเข้าใจทันทีว่า แม้ว่าปัจจุบันท่านจะไม่สามารถจำเหตุการณ์อะไรได้เลย แต่ความทรงจำในอดีต ตอนที่ท่านต้องทำงานทุกอย่างสายตัวแทบขาดเพื่อเลี้ยงลูกทั้ง 8 คน ว่ามันหนักและเหนื่อยมากเพียงใด

แม่ลำบากขนาดไหน กับการที่จะต้องเลี้ยงลูกทั้ง ๘ คน (ลำพักเราเลี้ยงลูกแค่หนึ่งคนก็สายใจแทบขาดเเล้ว)

ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเเรงบันดาลใจให้ผู้อ่านอีกเรื่องหนึ่งที่งดงามมากครับ

 

ให้กำลังใจครับคุณฝนครับ :)