เสนองานวิจัยเรื่องที่ 8

ชื่องานวิจัย :        การศึกษาพฤติกรรมการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา  สระแก้ว  เขต 2

ผู้วิจัย:                  นายศรีศักดิ์  ศูนย์โศรก

ปีที่วิจัย  :              2550

ความมุ่งหมายของการวิจัย

  1. เพื่อศึกษาการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2
  2. เพื่อเปรียบเทียบการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

  1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้  ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2 จำนวน 2,029 คน โดยแบ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 353 คน  โรงเรียนขนาดกลาง  จำนวน 642 คน โรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวน 1,034 คน ในปีการศึกษา 2550
  2. กลุ่มตัวอย่าง  คือ   ผู้ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียน  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2 โดยวิธี สุ่มแบบแบ่งชั้น  โดยใช้ขนาดโรงเรียนเป็นเกณฑ์แบ่งชั้น กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง จากตารางคำนวณ กลุ่มตัวอย่างของ เครจซี่ และมอร์แกน (Krejcie    & Morgan, 1970, p. 607-610)  ได้กลุ่มตัวอย่างครูผู้สอนโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 56 คน  โรงเรียนขนาดกลาง  จำนวน 102 คน  โรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวน 164 คน รวม  322 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล :

1.  แบบสอบถามเกี่ยวกับขนาดของโรงเรียนของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบผู้ตรวจสอบรายการ (Check List)

2.  แบบสอบถามเกี่ยวกับการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2  เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ ตามแนวคิดของ ลิเคอร์ท (Likert’ s Rating Scale )  มีทั้งหมด 60 ข้อ ประกอบด้วย 11 ด้าน

                1.  ด้านบทบาทที่สมดุล                                    ใช้คำถามข้อที่       1  –   5

                2. ด้านความชัดเจนของเป้าหมาย                         ใช้คำถามข้อที่       6  – 12

                3.  ด้านการเปิดเผยข้อมูลและเผชิญหน้า               ใช้คำถามข้อที่      11 – 16

                4.  ด้านการสนับสนุนและไว้วางใจต่อกัน                ใช้คำถามข้อที่      17 – 22            

                5.  ด้านความร่วมมือและความขัดแย้ง                    ใช้คำถามข้อที่      23 – 27

                6.  ด้านการปฏิบัติงานที่ชัดเจน                            ใช้คำถามข้อที่      28 – 32

                7.  ด้านภาวะผู้นำที่เหมาะสม                               ใช้คำถามข้อที่      33 – 37

                8.  ด้านการทบทวนการทำงานอย่างสม่ำเสมอ          ใช้คำถามข้อที่      38 – 42

                9.  ด้านการพัฒนาตนเอง                                    ใช้คำถามข้อที่      43 – 48

                10. ด้านสัมพันธภาพระหว่างกลุ่ม                          ใช้คำถามข้อที่      49 – 54

                11. ด้านการสื่อสารที่ดี                                       ใช้คำถามข้อที่      55 – 60

โดยมีเกณฑ์ให้ระดับคะแนน ดังนี้

                5     หมายถึง       มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานมากที่สุด

                4     หมายถึง       มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานมาก

                3     หมายถึง       มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานปานกลาง

                2     หมายถึง       มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานน้อย

                1     หมายถึง       มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานน้อยที่สุด

 

การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  

  1. ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียนดับ
  2. กำหนดนิยามศัพท์เฉพาะเชิงปฏิบัติการตามตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย
  3. จัดทำร่างแบบสอบถามที่สร้างเสร็จแล้วเสนอต่อประธาน และกรรมการควบคุมงานนิพนธ์ เพื่อตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องแล้วนำไปปรับปรุงแก้ไข
  4. นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาและนำแบบสอบถามมาพิจารณาปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อประธาน และกรรมการควบคุมงานนิพนธ์พิจารณา
  5. นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงไปทดลองใช้ (Try-Out) กับกลุ่มประชากรในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2  ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง  จำนวน 30 คน แล้วนำมาวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกรายข้อ (Discrimination)โดยวิธีหาค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson ) ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมทั้งฉบับ (Item – Total Correlation) ได้ค่าสหสัมพันธ์ (r) รายข้อของแบบสอบถามระหว่าง  .28 - .89 
  6. หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .99  โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Correlation Alpha)  ของครอนบาค (Cronbach, 1990, pp. 202-204)
  7. นำแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นและมีความสมบูรณ์ไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป

การเก็บรวบรวมข้อมูล                                                    

1.  ผู้วิจัยขอหนังสือจากภาควิชาการบริหารการศึกษา เพื่อขอความอนุเคราะห์จากผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว เขต 2 ดำเนินการเก็บข้อมูล

2.  ผู้วิจัยนำแบบสอบถามพร้อมสำเนาหนังสืออนุญาต ส่งโรงเรียนเพื่อให้ครูตอบแบบสอบถามและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง จำนวน 322 ฉบับ ได้คืนครบ  คิดเป็นร้อยละ 100

ผู้วิจัยอาศัยแนวคิดของบุญชม  ศรีสะอาด และบุญส่ง  นิลแก้ว (2535, หน้า 23-24)  ในการแปรความหมายของคะแนนเฉลี่ยตมเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ดังนี้

   ค่าเฉลี่ย  4.51 – 5.00  หมายถึง  มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานอยู่ในระดับมากที่สุด

   ค่าเฉลี่ย  3.51 – 4.50  หมายถึง  มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานอยู่ในระดับมาก

   ค่าเฉลี่ย  2.51 – 3.50  หมายถึง  มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานอยู่ในระดับปานกลาง

   ค่าเฉลี่ย  1.51 – 2.50  หมายถึง  มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานอยู่ในระดับน้อย

   ค่าเฉลี่ย  1.00 – 1.50  หมายถึง  มีการปฏิบัติในการสร้างทีมงานอยู่ในระดับน้อยที่สุด

การจัดกระทำและวิเคราะห์ข้อมูล

1.  การศึกษาข้อมูลการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2

     โดยหาค่าเฉลี่ย (X)  และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)

2.  การเปรียบเทียบการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2

     จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว  (One-way ANOVA)

 

สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล :

  1. พฤติกรรมการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2  โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก
  2. พฤติกรรมการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน คือ โรงเรียนขนาดเล็ก   โรงเรียนขนาดกลาง  โรงเรียนขนาดใหญ่  โดยรวมอยู่ ในระดับมาก
  3. การเปรียบเทียบพฤติกรรมการสร้างทีมงานของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระแก้ว  เขต 2 จำแนกตามขนาดโรงเรียน โดยรวมและด้านบทบาทที่สมดุล ด้านความชัดเจนของเป้าหมาย ด้านการสนับสนุนและไว้วางใจต่อกัน  ด้านความร่วมมือและความขัดแย้ง  ด้านภาวะผู้นำที่เหมาะสม    ด้านการพัฒนาตนเอง ด้านความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม และด้านการสื่อสารที่ดี แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ   ส่วนด้านการเปิดเผยข้อมูลและเผชิญหน้า  ด้านการปฏิบัติงานที่ชัดเจน  ด้านการทบทวนการทำงานอย่างสม่ำเสมอ  แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <.05)

 

ผู้สรุปรายงานการวิจัย

นายธนรัชน์  สุขโข   รหัส 52920498   นิสิตปริญญาโท   สาขา การบริหารการศึกษา  ภาคพิเศษ

E-Mail  : [email protected]/th

 

 

ส่วนบนของฟอร์ม

ส่วนล่างของฟอร์ม