สักวันหนึ่ง สายลมแห่งความรักจะพัดพาเรากลับบ้าน ทั้งการกลับมาอย่างถาวร หรือแม้แต่การกลับมาเพียงเพื่อเยี่ยมเยียนชั่วครั้งชั่วคราว

อันที่จริงก็ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้นานแล้ว แต่จนแล้วจนรอด  ก็ยังเริ่มต้นไม่ได้สักที  ปล่อยเลยตามเลยมาระยะหนึ่ง  จนบัดนี้- ก็จำไม่ได้เลยว่า  เหตุการณ์ที่ว่านั้น เกิดขึ้นเมื่อวันที่เท่าไหร่กันแน่

 

กล่าวคือ-ในช่วงที่ผมไปอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับกลางฯ (นบช.รุ่น 1)  นั้น  มีอยู่วันหนึ่งพี่น้องผองเพื่อนทั้งปวงได้โหวตว่าจะไปท่องชมที่ไหนดี  ทำนองว่า, มาอีสานทั้งทีก็ควรได้รู้ได้เห็นให้หลากหลายที่สุดว่างั้นเถอะ  ซึ่งมติที่ประชุมลงเอยที่จังหวัดอุดรธานี  โดยมุ่งที่จะไปดูผ้าพื้นเมืองต่างๆ ...

 

แต่เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง  เกือบทุกคนก็เปลี่ยนใจกันแบบพลิกผันและเร่งด่วน  ชนิดเหมือนหักมุมเลยทีเดียวแหละ  โดยการยกเลิกมติแบบเอกฉันท์  เปลี่ยนมาท่องชมจังหวัดกาฬสินธุ์แทน  พร้อมๆ กับการชูประเด็นการเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ และการจับจ่ายซื้อสอยเกี่ยวกับผ้าแพรวาอันขึ้นชื่อของเมืองน้ำดำนั่นเอง

 

ก็แน่ล่ะ-พอมติพลิกจากอุดรธานีมาเป็นกาฬสินธุ์  ก็เรียกได้ว่าผมเจอภาวะ “งานเข้า” อย่างเลี่ยงไม่ได้  เพราะด้วยความที่ว่าเป็นคนกาฬสินธุ์โดยกำเนิด  จึงจำต้องรับหน้าที่ “พลเมืองนำเที่ยว” ไปโดยปริยาย

 

ครับ-ครั้งนั้นเราออกเดินทางอย่างเร่งรีบในช่วงบ่ายโมงครึ่ง  ซึ่งผมชี้แจงชัดเจนว่าเป็นความยากยิ่งโดยแท้สำหรับการที่จะพาทุกคนไปท่องชมให้ครบทุกแหล่งดังที่ใจปรารถนา  อันหมายถึงพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์  วัดภูค่าว (อำเภอสหัสขันธ์)  และบ้านโพน อำเภอคำม่วง  เพราะด้วยระยะทางและเวลาที่มีอยู่  ก็ดูจะบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออกเลยทีเดียว

 

สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงมากที่สุดในบันทึกนี้ก็คือการทำหน้าที่ของการเป็น “พลเมืองนำเที่ยว” ของผมเอง  เพราะครั้งนี้  มันสะท้อนชัดเจนว่า  ผมรู้จักบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองดีสักแค่ไหน ? 

 

นานมาแล้ว  ผมเคยเขียนบันทึกในทำนองว่า  ยิ่งโต-ชีวิตก็ดูเหมือนจะโบยบินไปจากบ้านเกิดขึ้นทุกขณะ  เป็นการเดินทางไปสู่อนาคตด้วยความหวังและความฝันของตัวเอง  โดยมีบ้านเป็นความหลัง (ที่เป็นปัจจุบัน) ให้ชีวิตให้หวนถึงอย่างไม่รู้อิ่ม...


และในวิถีเช่นนั้น  ผมก็พูดซ้ำแล้วซ้ำอีกเสมอมาว่า ...”สักวันหนึ่ง  สายลมแห่งความรัก จะพัดพาเรากลับบ้าน  ทั้งการกลับมาอย่างถาวร หรือแม้แต่การกลับมาเพียงเพื่อเยี่ยมเยียนชั่วครั้งชั่วคราว”

หรือที่ผมเคยเขียนถึงแล้วในทำนองว่า "ความสุขที่แท้จริงของชีวิต  คือการไม่หลงลืมรากเหง้าของตัวเอง" นั่นแหละ

ด้วยความที่ว่างานนี้เป็นงานเร่งด่วน  กอปรกับการต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ขอนแก่น  พลอยให้ผมไม่มีโอกาสกลับมายังมหาสารคาม เพื่อรื้อค้นตู้หนังสือของตัวเอง  เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของความเป็นจังหวัดกาฬสินธุ์


ดังนั้น  สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุดในห้วงอันจำกัดนั้นก็คือ การตั้งสติและหวนคิดถึงฉากชีวิต หรือประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ที่ตนสัมผัสมาด้วยตนเองทั้งจากระบบการเรียนการสอน และระบบแห่งการใช้ชีวิตด้วยตนเอง  เพื่อประมวลเป็นข้อมูลในการบอกเล่าต่อพี่น้องผองเพื่อน “นบช.1” ...

 

และครั้งนั้น

ผมบอกเล่าให้ทุกคนรับรู้ร่วมกันอีกครั้งว่า จังหวัด“กาฬสินธุ์” มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เมืองน้ำดำ”  พร้อมๆ กับการอธิบายที่มาที่ไปของคำว่า “เมืองน้ำดำ”  ที่ผูกโยงกับความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ  รวมถึง “ลำน้ำปาวและเขื่อนลำปาว” ไปในตัว

ผมเล่าถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ในมุมมองของการเป็น “เมืองฟ้าแดด”  และประวัติการสร้างเมืองในยุครัตนโกสินธุ์ตอนต้นที่นำโดย “เจ้าโสมพมิตร” (พระยาชัยสุนทร)  ซึ่งตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1  โดยการอพยพเคลื่อนถิ่นมาจากอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโขง

ผมเล่าถึง “อำเภอยางตลาด”  อันเป็นความหวังแห่งการเติบโตอีกแห่งหนึ่ง  เพราะถือว่าเป็นเส้นทางการผ่านของรถโดยสารหลายสาย ทั้งไปขอนแก่น-ร้อยเอ็ด-มหาสารคาม และสกลนคร-นครพนม  ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องผ่านอำเภอนี้ด้วยกันทั้งสิ้น  แต่ก็น่าเสียดายว่าเอาเข้าจริง  อำเภอนี้ก็เติบโตช้ามาก  เพราะไม่มี “บขส”  โดยตรง  รถโดยสารจะจอดแต่เฉพาะตรงที่เรียกกันว่า “แยกยางตลาด” เท่านั้น  อันเป็นการจอดชั่วครั้งชั่วคราวแค่อึดใจเดียว  เพื่อรับและส่งผู้โดยสารเป็นหลัก   ซึ่งผมไม่ลืมที่จะหยิบยกเอาเรื่อง “ไก่ย่าง”  ที่นิยมนำมาเดินขายตรงบริเวณแยกยางตลาดให้กับผู้โดยสาร จนกลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการเดินทางในเส้นทางสายนั้นที่ทุกคนต้องพบเจอด้วยกันทั้งสิ้น  แต่บัดนี้ไม่หลงเหลือแล้ว  เพราะอาชีพขาย “พวงมาลัย”  ได้ก้าวขึ้นมายึดครองพื้นที่ตรงนั้นแทนแล้วอย่างสิ้นเชิง

ผมเล่าถึงจังหวัดกาฬสินธุ์ในฐานะที่เป็น “เมืองผู้ไท”  ที่มักปรากฏเด่นอยู่ในอำเภอคำม่วงและอำเภอกุฉินารายณ์ (เรียกภาษาปากว่าอำเภอบัวขาว)  พร้อมกับการหยิบยกให้เห็นภูมิประเทศของจังหวัดว่ามีภูเขาเยอะแยะไปหมด  จนใครๆ ก็กล่าวถึงในทำนองว่า “คนกาฬสินธุ์โดยแท้ นามสกุลต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า –ภู-“  ซึ่งผมก็ยกตัวอย่างให้ฟังว่ามีนามสกุลอะไรบ้าง

ผมเล่าให้ฟังถึงเรื่องราวของ “โปงลางและการขุดพบไดโนเสาร์”  รวมถึงการเจาะลึกถึงตำนานแห่ง “พระไสยาสน์ที่ภูค่าว” อันเป็นพระไสยาสน์ตะแคงซ้ายแห่งเดียวในประเทศไทย 

ผมเล่าเรื่อง “ไร่มันสำปะหลัง”  ที่มีจำนวนมากมายมหาศาล และการมาเยือนของ “ยางพาราพลัดถิ่นจากเมืองใต้”  ที่มาหยั่งรากลึกลงแผ่นดินอีสาน  ซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะแถวบ้านผมปลูกกันแทบทุกครัวเรือน พร้อมๆ กับการชี้ให้ดูว่าต้นยางพาราที่ว่านั้น  บัดนี้-ได้กลายมาเป็นอีกความหวังหนึ่งของการหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวเมืองน้ำดำไปแล้ว

ผมเล่าถึงหมู่บ้านต่างๆ ตามเส้นทางที่รถแล่นผ่าน  โดยหยิบเอาลักษณะเด่นในทางวัฒนธรรมและเหตุการณ์สำคัญ ๆ มาบอกกล่าวพอเป็นพิธี...

ผมเล่าถึงความเป็นอำเภอสหัสขันธ์ (เรียกภาษาปากว่าอำเภอใหม่ หรืออำเภอสาหัสสากรรจ์) 

  • ฯลฯ ....

 

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ผมบอกเล่าไปนั้น  ผมพยายามเล่าให้เกิดบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน  ใครรู้อะไรก็เติมแต่งให้สมบูรณ์  และเกิดประเด็นใหม่ๆ ให้ชวนคิด ชวนฟังไปเรื่อยๆ

และการเล่าของผมก็ไม่นำเสนอแบบวิชาการจ๋า...แต่นำเอาข้อมูลที่สั่งสมจากการเรียนในหลักสูตรและการเรียนรู้จากพื้นที่จริงของชีวิตนอกห้องเรียนของตัวเองมาผสมผสานคลุกเคล้าเข้าหากันให้เนียนที่สุดเท่าที่จะความสามารถอันน้อยนิดของตัวเองจะทำได้

 

เสียดายก็แต่  ผมไม่อาจเล่าเรื่องตำนานจระเข้ในลำนำปาว หรือเขื่อนลำปาวที่ได้ฟังมาจากพ่อให้ใครๆ ได้ฟัง  เพราะเวลาไม่อำนวยนัก  หรือแม้แต่เรื่องอื่นๆ ก็เถอะ  ก็จำต้องเก็บงำไว้กับตัวเองอย่างเงียบๆ...

 

ครับ-บันทึกนี้  ก็คงไม่มีสาระอะไรมากไปกว่าการบันทึกเรื่องราวเฉพาะตนที่เกิดขึ้นมาไม่นาน  หากแต่กำลังจะบอกว่า  งานครั้งนี้  ได้สะกิดย้ำให้ผมได้ทบทวนตัวเองว่า ยังคงจดจำบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองได้กี่มากน้อย...เลือนลาง หรือแจ่มชัด – สักเท่าใดกันแน่

 

และที่สำคัญ  ก็อยากจะฝากถึงกัลยาณมิตรทุกคนว่า  หากพบเจอสถานการณ์ด่วนจี๋เช่นผม  โดยที่ท่าน  ไม่มีโอกาสขุดค้นตำรา หรืออาศัยอินเทอร์เน็ตได้  ท่านจะยังสามารถนำพาผู้คนท่องชม “บ้านเกิดเมืองนอน” ของท่านได้หรือไม่ 

 

ลองถามตัวเองอีกสักครั้งนะครับ- ผมเป็นกำลังใจให้...
และขอให้เชื่อเถอะว่า “ไม่ช้าก็เร็ว- สักวันหนึ่ง  สายลมแห่งความรักจะพัดพาเรากลับบ้าน”