“จุดวัดใจ” คือ วัดใจว่าจะเดินต่อหรือจะหันหลังกลับเพราะระยะทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและยังมองไม่เห็นจุดหมาย...จะว่าไปก็เหมือนๆ กับชีวิตคนเราที่บางครั้งเราก็ต้องมาสะดุดกับจุดวัดใจแห่งนี้ เอ...จะเดินต่อหรือจะหันหลังกลับดีนะ?
เดินชมความงามของวัดเชียงทองได้ไม่นานก็ได้ต้องรีบไปต่อ เพราะเดี๋ยวขึ้นไปพระธาตุจอมพูสี ไม่ทันดูพระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งเขาถือว่าเป็นไฮไลท์ของการขึ้นพูสีเลยก็ว่าได้ (เขาในที่นี้ไม่มีแหล่งอ้างอิง ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบว่าใครบ้าง)
พูสีหรือพระธาตุจอมพูสี ตั้งอยู่บนภู (ก็ตามชื่อแหล่ะนะ) เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมในสมัยโบราณ สร้างขึ้นในสมัยของเจ้าอนุรุธ ซึ่งเป็นลูกชายของเจ้าสุริยะวงศา เจ้าชีวิตของอาณาจักรล้านช้าง สร้างในปี ค.ศ. 1804 พูสีนี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองหลวงพระบาง จนกล่าวกันว่าถ้ามาเมืองหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นพูสีก็เหมือนกับมาไม่ถึงเมืองหลวงพระบางแห่งนี้
ตอนแรกคณะทัวร์เราตั้งใจว่าจะขึ้นพูสีในตอนเช้า ในขณะที่อากาศยังไม่ร้อน เพราะไกด์กลัวว่า คณะทัวร์ สว. (ผู้สูงวัย) นี้ พอไปเที่ยวมาทั้งวันแล้วจะเกิดอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจนขึ้นพูสีไม่ไหว...แต่ทว่าโชคไม่ดีที่อากาศไม่เป็นใจ ฝนปรอยๆ ในช่วงเช้าทำให้ทางขึ้นพูสีลื่น...เสี่ยงต่อการที่คนเฒ่าคนแก่จะลื่นล้มเอาได้ง่าย จึงได้ตัดสินใจว่า ค่อยขึ้นตอนเย็นก็ได้ แต่คิดไปคิดมาก็อาจจะนับเป็นความโชคดี เพราะข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสชื่นชมเมืองหลวงพระบางยามพระอาทิตย์ค่อยๆ ลาลับขอบฟ้า ตอนที่ท้องฟ้าค่อยๆ เปลี่ยนสี จากสีฟ้าใส เป็นสีส้มระเรื่อ แล้วก็กลายเป็นสีกุหลาบฉาบไปทั่วอาณาจักรเมืองมรดกโลกแห่งนี้ คงจะงดงามมิใช่น้อย
แล้วก็เป็นจริงดั่งไกด์คาด...คณะทัวร์เกินครึ่ง (ก็พวก สว.นั่นแหล่ะ) ท่านสมัครใจจะนั่งรอไม่ก็เดินชมสินค้าที่ตลาดมืดด้านล่าง...อ้อ ข้าพเจ้าลืมบอกไปว่าพูสีแห่งนี้ ตั้งอยู่ใจกลางตัวเมือง ตรงทางขึ้นพูสีก็เป็นที่ตั้งของตลาดมืดที่พวกเราไปเดินละลายทรัพย์มาแล้วนั่นเอง
บรรยากาศของตลาดมืด
ในช่วงที่แม่ค้าเริ่มจัดสินค้า
ทางเดินขึ้นพูสีมีหลายทาง แต่ที่นิยมกันก็มีสองทาง พวกเราเลือกที่จะขึ้นทางด้านตะวันตก ซึ่งอยู่ทางด้านพระราชวังเก่า มีบันได้ 328 ขั้น ส่วนอีกทางนั้น เส้นทางที่ใช้เป็นประจำคือทางตะวันออก ขึ้นมาจากเส้นทางริมน้ำคาน ผ่านวัดถ้ำพูสี......
ทางขึ้นพูสีมีต้นไม้สองข้างทางร่มรื่น แสงแดดสิ่งลอดกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ ...อาจจะด้วยเป็นเวลาบ่ายคล้อย ทำให้ไม่ร้อนมากนัก พอเดินขึ้นไปได้สักพักก็ถึงที่จำหน่ายตัว เก็บค่าบำรุง ซึ่งน้องหมีบอกว่าเป็น “จุดวัดใจ” คือ วัดใจว่าจะเดินต่อหรือจะหันหลังกลับเพราะระยะทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและยังมองไม่เห็นจุดหมาย...จะว่าไปก็เหมือนๆ กับชีวิตคนเราที่บางครั้งเราก็ต้องมาสะดุดกับจุดวัดใจแห่งนี้ เอ...จะเดินต่อหรือจะหันหลังกลับดีนะ? สำหรับข้าพเจ้า แน่นอนว่าเลือกที่จะเดินต่อน่ะสิ มาหลวงพระบางทั้งที...และข้าพเจ้าก็เชื่อมั่นว่าจุดหมายนั้นเราต้องไปถึงแน่ๆ แล้วจะหันหลังกลับทำไมกัน?
บริเวณใกล้ๆ ที่จำหน่ายตั๋ว มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ บริเวณรอบๆ มีผู้ศรัทธานำดอกไม้มาไหว้สักการะบูชา รอบฐานต้นโพธิ์เป็นปูนล้อมรอบ ลดหลั่นเป็นชั้นคล้ายดอกบัว (ถ้ามองจากที่สูงจะเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น)
ระหว่างทางขึ้นพูสี มีต้นจำปาลาว หรือลีลาวดีมากมาย ลีลาวดีนี้เป็นดอกไม้ที่ข้าพเจ้าชอบมากๆ เพราะฉะนั้นเส้นทางการเดินขึ้นพูสีจึงทำให้ข้าพเจ้าเพลิดเพลินกับการดูต้นลีลาวดีและดอกที่ทิ้งตัวเกลื่อนบนพื้นบันได (ช่วยลดความเหนื่อยไปได้เล็กน้อย) ข้าพเจ้าเก็บขึ้นมาสองดอกเสียบมวยผมเอาไว้...กลิ่นของจำปาลาวที่ปักผมไว้โชยเข้าจมูก หอมดีจริงๆ
ในที่สุดก็ถึงจุดหมายปลายทาง...สิ่งแรกที่ข้าพเจ้าทำก็คือ เดินไปซื้อน้ำหวานสักขวดดื่มแก้กระหาย...ถึงจะเพลิดเพลินกับการเดินขึ้นพูสี ก็ใช่ว่าจะไม่เหนื่อยนี่นา กว่าจะขึ้นถึงยอดพูสีเล่นเอาหอบแฮ่กเหมือนกัน น้ำหวานขวดนี้ข้าพเจ้าดื่มรวดเดียวหมด ทนแทนเหงื่อและพลังงานที่สูญเสียไปจากการเดินภู เบื้องหน้าของข้าพเจ้าขณะนี้มีพระธาตุจอมพูสีเปล่งประกายทองเด่นตระหง่านอยู่ตรงหน้า...ข้าพเจ้าเข้าไปนมัสการพระธาตุ แล้วก็เดินดูรอบๆบริเวณเพื่อเก็บบรรยากาศของเมืองหลวงพระบาง
จากพระธาตุจอมพูสี สามารถมองเห็นทิวทัศน์เมืองหลวงพระบางได้ครอบคลุม สภาพบ้านเมือง สายน้ำ ทิวเขาที่สลับลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ...ทุกสิ่งล้วนทอดตัวอยู่ตรงหน้าราวกับรอให้ข้าพเจ้ากดชัตเตอร์เก็บความงามไว้เพื่อเตือนความทรงจำว่าครั้งหนึ่งได้มาเยือนยังเมืองเล็กๆ อันสงบแห่งนี้....

ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส เหนือเมืองมรดกโลก หลวงพระบาง
ที่พระธาตุจอมพูสีนี้มีชาวต่างชาติ นักท่องเที่ยวขึ้นมามากมาย เป้าหมายของแทบจะทุกคนก็คือการมารอดูพระอาทิตย์ตกดิน ตอนที่ข้าพเจ้าขึ้นถึงพูสีเป็นเวลาห้าโมงเย็น ถ้าจะดูพระอาทิตย์ตก ต้องรออีกชั่วโมงกว่า....คณะที่ขึ้นมาด้วยกันถามว่าจะรอดูเหรอ? ก็แหม ขึ้นมาถึงแล้ว รออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป แม้ว่าพระอาทิตย์ตกที่เมืองไทยจะงดงามไม่แพ้ที่หลวงพระบางก็เถอะ... ใจข้าพเจ้าก็เรียกร้องว่าต้องรอดูพระอาทิตย์ตกก่อน ฉากเด็ดจะพลาดไม่ได้เป็นอันขาด
ระหว่างรอก็นั่งสนทนาพูดคุยกับกับน้องหมี เล่นกับเจ้าเหมียวสีดำสนิท ที่นอนสบายใจอยู่ที่พระธาตุจอมพูสี....ชักสงสัยว่าเจ้าเหมียวมันจะมานั่งดูนอนดูพระอาทิตย์ตกอย่างนี้ทุกวันหรือเปล่านะ?

ข้าพเจ้าและน้องหมีไกด์สาวลาวหน้าตาจิ้มลิ้ม
และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย เวลาที่ตะวันลาลับขอบฟ้า....ฝรั่งเยอะมากๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่หัวคนช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เริ่มตก มีเสียงกดชัตเตอร์ระรัวไม่ขาดสาย โอ...บรรยากาศอันสงบเงียบที่ข้าพเจ้าจินตนาการไว้สูญสิ้นไปในพริบตา...ฮือฮือ
พอพระอาทิตย์ตกแล้ว ทุกอย่างกลับเงียบ สงบ แตกต่างจากเมื่อสักครู่ยังกับหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกคนต่างมุ่งหน้าลงจากพูสี เสมือนว่า การถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินคือภารกิจสุดท้ายของการขึ้นมาเยือนพูสีแห่งนี้
แม้ว่าพระอาทิตย์จะโบกมืออำลาขอบฟ้าไปแล้ว แต่ทว่าท้องฟ้ายังคงฉาบสีชมพูปนม่วงงดงาม...ทิวเขาต่างๆ มองเป็นเป็นเงาซ้อนกันดูแปลกตา ที่สำคัญบรรยากาศสงบเงียบ ทำให้เราได้ชื่นชมดื่มด่ำกับภาพตรงหน้าอย่างเต็มที่....ข้าพเจ้าชักรู้สึกสงสารคนที่รีบลงจากพูสีที่พวกเขาอดได้เห็นบรรยากาศอันงดงามเช่นนี้
ตอนแรกข้าพเจ้าอยากลงจากพูสีโดยใช้อีกเส้นทาง แต่ทว่าเราได้นัดคณะทัวร์อีกพวกที่ตรงทางขึ้น จึงต้องจำใจเดินลงทางเก่า....หลังจากลงจากพูสีแล้ว บางส่วนก็ขอเดินตลาดมืดต่ออีกหน่อย เก็บตกของที่ต่อราคาไว้แต่ยังไม่ได้ซื้อ ส่วนข้าพเจ้าเลือกที่จะเดินชมวัดอีกแห่งหนึ่ง เป็นวัดที่อยากจะไปดูตั้งแต่ตอนที่เดินชมตลาดมืดซื้อของ (วัดตั้งอยู่ใกล้บริเวณตลาดมืด) ไม่ได้เป็นวัดที่อยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวแต่ประการใด แต่ทำไงได้ล่ะ...ก็อยากเข้าไปดูนี่นา คุณไกด์ก็แสนจะใจดีรออยู่หน้าวัด ปล่อยให้ข้าพเจ้าไปชมวัดสมใจอยาก
วัดนี้ชื่อวัดใหม่สุวรรณภูมาราม ชาวหลวงพระบาง เรียกสั้นๆว่า วัดใหม่ เคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระสังฆราชลาว มาก่อน ช่วงแรกๆ พระบางก็มาประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้ ตอนที่ไปพระสงฆ์ท่านกำลังสวดมนต์ทำวัตรเย็นพอดี นับเป็นโชคดีของข้าพเจ้าจริงๆ ข้าพเจ้าเข้าไปกราบพระประธานแล้วออกมาภายนอกพระอุโบสถ ยืนฟังพระท่านสวดมนต์ เสียงสวดมนต์ไพเราะ น่าฟัง...บทสวดคล้ายๆ กับของไทยแต่ก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว...ต่อมสงสัยชักเริ่มทำงาน อยากรู้ว่าท่านสวดอะไรกันบ้าง (แล้วจะไปถามใครล่ะเนี่ย?)
คณะสงฆ์นั่งทำวัตรเย็นที่พระอุโบสถ










สรุปว่าน้องสาวชั้นจะเปลี่ยนอาชีพจากหมอไปเป็นไกด์นำเที่ยวซะแล้ว เอ้า หนับหนุนๆ
"...วันรุ่งขึ้นต้องออกเดินทางแต่เช้าเพื่อกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน" ซีรี่ย์เรื่องยาววววว....เมืองลาวววววว ใกล้จะจบแล้ว เอาใจช่วย อิอิ
สวัสดีครับ blue_star
เดินเหนื่อย แต่ก็คุ้มค่า ครับ
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลาจริงๆ..
แต่ยังไงก็ต้องหาสาระในงานเลี้ยงให้ได้
เพราะชีวิตยังจัดปาร์ตี้ต่อไป..
ภาพบรรยาการศตอนพระอาทิตย์ตกสวยจริง ๆ ด้วยค่ะ
เห็นภาพและคำบรรยาย
แล้วรู้สึกเหมือนได้ซึมซับบรรยากาศ
ขอบคุณนะคะ ที่แบ่งปัน
AONTEEn
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา การเดินทางย่อมมีวันสิ้นสุด...
การเดินทางครั้งนี้จบลง...เพื่อที่จะได้เริ่มต้นการเดินทางครั้งใหม่ ^-^
ขอบพระคุณสำหรับคำชมนะคะ...ดีใจที่คนที่ได้อ่านบันทึกมีความสุขค่ะ
แหม...ดาวยังไม่อาจหาญไปเทียบรัศมีน้องหมีไกด์สาวลาวหรอกค่ะ
กลัวพาลูกทัวร์หลงทางน่ะ
ปล.ที่ตักบาตรแล้วต้องรีบเปลี่ยนผ้าซิ่นออก เพราะกลัวเค้าไม่ให้กลับประเทศค่ะ 555
จะงานเลี้ยงไหนๆ ก็มีสาระ เพียงแต่สาระที่ได้อาจที่แตกต่างกันออกไป...
งานเลี้ยงนี้เลิกลา งานเลี้ยงหน้าก็ยังมีมาอยู่ตลอด...
ดาวเองก็รอชมท่านธรรมฐิตจัดปาร์ตี้อยู่นะเจ้าคะ
ถ้าเป็นไปได้อยากมีโอกาสชวนคุณใบไม้ร้องเพลงไปนั่งซึมซับบรรยากาศด้วยกันจังเลย...
ดาวชอบดูเวลาที่ท้องฟ้าเปลี่ยนสีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นยามเช้า หรือว่ายามเย็น...ความแปรเปลี่ยนของฟ้าให้อะไรเราหลายอย่างดีค่ะ
ถ่ายภาพได้มืออาชีพมากค่ะ ใช้กล้องอะไรคะเนี่ย
เห้นบรรยายกาศในภาพ และอ่านบันทึกประกอบ เหมือนได้ร่วมเดินทางเลยคะ
อยากไปแบบนี้จัง แต่ได้แค่ไป กลับ กลับถึงบ้านใครถามข่าว ก็ตอบว่า ยังไม่อิ่ม
อิจฉาค่ะ
ดาวใช้กล้อง Sony Cyber Shot ธรรมดานี่ล่ะค่ะ (บางคนเรียกกล้องปัญญาอ่อนเพราะไม่ได้ต้องปรับแต่งอะไร) ถ่ายแบบอัตโนมัติค่ะ...ไม่ได้เล่นกล้องหรือเป็นช่างภาพอาชีพอะไร แค่ถ่ายเก็บไว้เตือนความทรงจำค่ะ
เป็นคุณนายสายเสมอสำหรับคณะทัวร์ช่ายม๊า เก็บทุกรายละเอียด
เสียดายถ้าเจ้ไปด้วย จะได้เป็นคุณนายฯอีกคน อิ..อิ
นั่นดิ...เจ้น่าจะไปเที่ยวด้วยกัน เพราะคณะทัวร์นี้พวก สว.เพียบ!
อุ๋ย...หนูไม่ได้รวมเจ้เข้ากับพวกยายๆ ป้าๆ สว นะคะ...ฮุฮุ