การปกครองลัทธิหนึ่ง

 

กำเนิดพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

              วันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2485 ผู้ที่เลื่อมใสลัทธิคอมมิวนิสต์ได้ประกาศจัดตั้ง พรรคคอมมิวนิสต์ไทย หลังจากที่ได้เผยแพร่ลัทธิมาตั้งแต่ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อ พ.ศ. 2475 โดยในตอนจัดตั้งใหม่ ๆ จะเป็นพรรคเล็ก ๆ ประกอบด้วยคนจีนและเคลื่อนไหวอยู่ในหมู่คนจีนส่วนน้อย บน ติดกับประเทศพม่า... ภายหลังการรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ที่ฝ่ายทหารได้ทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลนายปรีดี พนมยงค์ สมาชิกพรรคจำนวนมากถูกจับ ทำให้พรรคยุติการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย พลพรรคได้มุ่งสู่ชนบทเพื่อหาแนวร่วมจากประชาชนระดับล่าง ต่อมาใน พ.ศ.2495 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

... พคท. เริ่มจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธมาตั้งแต่ พ.ศ. 2506 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นพื้นที่ที่ราษฎรมีความยากจนค่นแค้นมากที่สุดของประเทศ ต่อมา ได้ขยายอาณาเขตไปทางภาคเหนือตอนบน ติดกับประเทศพม่า


วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2508  "วันเสียงปืนแตก" เป็นวันที่เจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการล้อมปราบ และ พคท.ได้ใช้กำลังอาวุธ ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เป็นครั้งแรก ที่หมู่บ้านนาบัว จังหวัดสกลนคร ซึ่ง พคท.ถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชน แต่นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้น ที่จำกัดพื้นที่อยู่แค่บริเวณเขตงานภาคอิสาน ส่วนพื้นที่ในภาคอื่น ๆ ในขณะนั้น เป็นเพียงเป้าหมายต่อไปในการกวาดล้าง..... และนับจากวันนั้น การต่อสู้ระหว่างคนไทยด้วยกันแต่ต่างอุดมการณ์ก็ดำเนินเรื่อยมา รัฐบาลใช้นโยบาย การทหารนำการเมือง มีการสู้รบกันอย่างรุนแรงทั่วทุกภาค .....

รำลึกวันเสียงปืนแตกที่บ้านนาบัว

 

           7 สิงหาคม 2508 เมื่อ 43 ปี ที่แล้ว นับเป็นวันประวัติศาสตร์ที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ประกาศชัยใช้ยุทธวิธีในการโจมตีกองกำลังของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองของรัฐบาลแบบกองโจรเป็นครั้งแรกที่บ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม เหตุการณ์ในครั้งนั้นถูกเรียกกว่า “วันเสียงปืนแตก” อันเป็นตำนานเล่าขานมาจนถึงปัจจุบัน

 ความเป็นมาของวัน "เสียงปืนแตก"

         ก่อนที่จะเขียนถึงเหตุการณ์ “วันเสียงปืนแตก” ที่บ้านนาบัว  ใคร่ขอกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เดิมมีชื่อเรียกว่า “พรรคคอมมิวนิสต์สยาม”  มีการประชุมอย่างลับ ๆ ครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2473 ที่โรงแรมแห่งหน้าสถานีรถไฟหัวลำโพง ก่อนที่จะมีการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485 ที่จังหวัดนครสวรรค์  มีสมาชิกร่วมก่อตั้ง 57 คน  

           ในปี 2492  ได้ส่งผู้ปฏิบัติงานมาทำการเคลื่อนไหวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจัดตั้งชาวนาเพื่อการปฏิวัติ ต่อมาเกิดการรัฐประหารในปี 2501  รัฐบาลได้ใช้กำลังปราบปรามและกวาดล้างประชาชนในเขตจังหวัดสกลนคร และนครพนมอย่างเด็ดขาด  จนในเดือนพฤษภาคม 2504 ได้มีการประหารนายครอง จันดาวงษ์ และนายทองพันธุ๋ สุทธิมาศ ทำให้ประชาชนไม่พอใจเป็นอย่างมาก

           เดือนกันยายน 2504 ได้มีการเปิดประชุมสมัชชาพรรค ครั้งที่ 3 ได้มีมติให้เตรียมการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง  ทำให้มีชาวบ้านวัยหนุ่มสาวส่วนหนึ่งข้ามแม่น้ำโขงไปยังประเทศลาวเพื่อฝึกฝนอาวุธที่โรงเรียนการทหารของพรรคที่ประเทศเวียตนาม และได้ปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้ “ป่าล้อมเมือง” ปลุกระดมมวลชนชาวไร่ ชาวนาเข้าร่วมเป็นแนวร่วมให้มากยิ่งขึ้น

          หลังปี 2506  กลุ่มชาวบ้านที่ไปศึกษาที่ประเทศลาวได้เดินทางกลับประเทศไทย และขยายงานจัดตั้งมวลชนในเขตงานต่าง ๆ  ทำให้รัฐบาลเริ่มเพ่งเล็งเขตงานบริเวณรอบเขาภูพาน จนในวันที่ 1 มกราคม 2508 ได้มีการจัดตั้งแนวร่วมรักชาติไทยขึ้น (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) โดยมี พ.ท. โพยม จุลานนท์ เป็นประธาน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างองค์การแนวร่วมขึ้นเป็นผู้นำการปฏิวัติ

 มูลเหตุของการก่อเกิด

          จากข้อมูลในเว็บไซด์ขององค์การบริหารส่วนตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ได้บันทึกเหตุการณ์ “วันเสียงปืนแตก”  ไว้ว่า ในปี 2500 เริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งแรกที่บ้านหนองกุง  มีนายภูมิ ชัยบัณฑิต  เป็นผู้นำการต่อต้านรัฐบาล  มีการต่อสู้กันที่เถียงนานายสี ราชสินธ์  ต่อมาในปี 2504 มีการจับกุมราษฏรในหมู่บ้านในข้อหาอันธพาล โดยนำไปขังลืมไว้ที่อำเภอธาตุพนม และที่จังหวัดอุดรธานี จากนั้นจึงนำไปขังไว้ที่เรือนจำนครบาล กรุงเทพฯ  และครั้งสุดท้ายได้จับชาวบ้านนาบัว และบ้านหนองกุง จำนวน 9 คน ไปขังไว้ที่เรือนจำลาดบัวขาว จังหวัดนครราชสีมา  

         ในปี 2507 ภายหลังรัฐบาลปล่อยตัวนักโทษทางการเมืองสู่ภูมิลำเนาตนเอง มีชาวบ้านหนองกุงที่มีความขัดแย้งทางการเมืองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกยิงตาย 2 คน คือ นายรบ ไชยราช และนายภูมิมา ราชสินธิ์ ทำให้ราษฏรในเขตพื้นที่บ้านนาบัวและหมู่บ้านใกล้เคียงได้ทยอยกันเข้าป่า เพื่อร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมากยิ่งขึ้น อันเป็นที่มาของเหตุการณ์ “วันเสียงปืนแตก” ที่บ้านนาบัว

        จากเหตูการณ์ดังกล่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันที่ 9 สิงหาคม 2508 ได้พาดหัวข่าวการปะทะกันระหว่างสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลว่า

 “พวกก่อการร้ายนครพนมยิง พ.ต.อ.สาหัส ขณะคุมกำลังตำรวจออกกวาดล้าง ปะทะดุเดือดตายฝ่ายละศพ”

      เนื้อหาข่าวยังรายงานต่อว่า ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครพนมได้รับรายงานเมื่อวานนี้ (8 สิงหาคม) พ.ต.อ. สงัด โรจนภิรมย์ ผู้กำกับตำรวจภูธรนครพนม ได้นำกำลังตำรวจภูธรราว 30 คน บุกไปที่เขตป่าดงอินำ ตำบลพระซอง อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เพื่อปราบปรามกวาดล้างพวกก่อการร้ายคอมมิวนิสตที่ส้องสุมชุมนุมพลคอยยุแหย่ชาวบ้านให้เกิดการปั้นปวนอยู่ในเขตนั้นมานานแล้ว จนกระทั่งเวลา 7 น. เศษ ของเช้าวันที่ 8 ขณะที่ตำรวจภายใต้การนำของ พ.ต.อ. สงัด มาถึงชายป่าบ้านดงอินำ ได้เกิดปะทะกับผู้ก่อการร้ายประมาณ 50 คน ฝ่ายก่อการร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงเร็วยิงต่อสู้กับตำรวจสนั่นหวั่นไหว การต่อสู้ด้วยอาวุธปืนดังกึกก้องอยู่ประมาณ 30 นาที จึงสงบ

       จากเนื้อหาของข่าวดังกล่าว ทำให้ทราบว่า พ.ต.อ. สงัด โรจนภิรมย์ ได้รับบาดเจ็บ นอกจากนั้นยังมี  ส.ต.ต. มนต์ชัย ภูมิดอกไม้ ได้รับบาดเจ็บ และ ส.ต.ต. ชัยรัตน์ สิงห์ด้วง เสียชีวิต ส่วนกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 คน ที่เหลือรอดพ้นจากการล้อมปราบปรามได้

      แต่อย่างไรก็ตามจากการนำเสนอข่าวดังกล่าวยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงคือจุดที่ปะทะกันนั้นคือบริเวณบ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม มิใช่ที่บ้านดงอินำ อำเภอนาแก ส่วนฝ่ายกำลังพลฝ่ายคอมมิวนิสต์มีกำลังเพียง 8 คน มิใช่ 50 คน ตามที่ข่าวรายงาน

      แต่อย่างไรก็ตามจากการนำเสนอข่าวดังกล่าวยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงคือจุดที่ปะทะกันนั้นคือบริเวณบ้านนาบัว ตำบลโคกหินแฮ่ อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม มิใช่ที่บ้านดงอินำ อำเภอนาแก ส่วนฝ่ายกำลังพลฝ่ายคอมมิวนิสต์มีกำลังเพียง 8 คน มิใช่ 50 คน ตามที่ข่าวรายงาน

 จากข้อเท็จจริงดังกล่าว พบว่าผลจากการปะทะกันทำให้ฝายคอมมิวนิสต์เสียชีวิต 1 คน คือ นายกองสิน จิตมาตย์ หรือสหายเสถียร อายุ 25 ปี ส่วนฝ่ายกำลังพลทั้ง 8 คน คือ นายหนูลา จิตมาตย์, นายหนูทอง นามวุฒิ, นายคำทา จิตมาตย์, นายลำเงิน จิตมาตย์, นายกายน ดำบุดดา, นายสนไชย มูลเมือง, นายยวน จิตมาตย์ และนายกองสิน จิตมาตย์

 เรื่องเล่าจากผู้เกี่ยวข้อง

      การบอกเล่าของนายหนูลา จิตมาตย์ ทำให้ได้ทราบว่านายกองสิน จิตมาตย์ หรือสหายเสถียร ได้รับบาดเจ็บในขณะที่ยิงต่อสู้กับฝ่ายตำรวจ จึงได้ตัดสินใจปักหลักยิงต่อสู้ตรึงกำลังเพื่อให้สหายอื่นรอดพ้นจากที่ล้อม จึงนับเป็นการเสียสละอย่างกล้าหาญ

     ในขณะเดียวกัน จากคำบอกเล่าของนายวิรัช อังคถาวร  กล่าวถึงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ว่า ในราวกลางปี 2508 ทางพรรคได้สร้างงานในชนบทขึ้น แต่ว่างานชนบทไม่อาจเป็นความลับได้ ทางการเริ่มสนใจและสืบหาเพื่อปราบปราม ทำให้กองกำลังของพรรคในป่าต้องเตรียมตัวและติดอาวุธ เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นการปะทะครั้งแรก ในครั้งนั้นศัตรูเข้ามาปิดล้อมทำให้เสียสหายคนหนึ่ง ศัตรูเสียชีวิต 1 คน เป็นตำรวจชั้นนายสิบ บาดเจ็บขาหัก 1 คน เป็นขั้นพันตำรวจ และเป็นข่าวใหญ่ในช่วงนั้น

     ส่วนนายธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในนิตยสารสารคดีว่า ในช่วงนั้นศูนย์กลางพรรคมีมติว่าให้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และรักษาสภาพที่สงบเงียบเพื่อให้งานเคลื่อนไหวใต้ดินเป็นไปโดยสะดวก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะสหายลงไปทำงานมวลชนในเขตงาน เกิดมีสายลับรายงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้มีการส่งกำลังปิดล้อมจึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ส่วนสหายที่ถูกยิงเสียชีวิตจะมีความรู้ด้านการทหาร ก่อนที่จะเสียชีวิตได้ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เพื่อให้สหายที่เหลือแหกวงล้อมออกไปได้ โดยการปิดล้อมทั้งวันจนถึงช่วงค่ำ จึงค่อยคลานฝ่าแนวปิดล้อมจากทุ่งราบไปยังภูเขาได้ เหลือเพียงสหายเสถียรที่ยอมตายคุ้มกันให้สหายปลอดภัย

     ด้านคุณลุงไสว และคุณป้าสุดใจ  สองสามีภรรยาสหายชาวนาในอดีตได้กล่าวถึงเหตุการณ์ “วันเสียงปืนแตก” ว่า สำหรับสหายเสถียรผู้เสียชีวิตนั้นมีศักดิ์เป็นหลาน ในวันที่เกิดเหตุมีหน่วยทหารป่าจากภูพานน้อยประกอบด้วยสหายเสถียร, สหายวิหาร, สหายรมย์ และคนอื่น ๆ ได้ลาดตระเวนผ่านบ้านนาขาม จากนั้นจึงมาติดต่อมวลชนและลำเลียงเสบียงที่บ้านนาบัว เนื่องจากสหายเสถียรเป็นชาวบ้านนาบัวและมีครอบครัวอยู่ที่นี้ จึงให้พลพรรครออยู่ที่เถียงนาใกล้หนองมะแส่ว  โดยสหายเสถียร พร้อมพลพรรคทหารป่าอีกส่วนหนึ่งเข้าไปในหมู่บ้าน  ในขณะเดียวกันได้มีสายของทางการได้แจ้งเข้าไปที่โรงพักนาแกและธาตุพนม ทำให้ตำรวจและอาสาสมัครจำนวนหนึ่งปิดล้อมหมู่บ้าน สหายเสถียรจึงให้พลพรรคแหกวล้อมของเจ้าหน้าที่ออกไป ส่วนตัวเองยิงสกัดเปิดทางเอาไว้ จนถูกยิงเสียชีวิตกลางทุ่งนาใกล้หนองมะแส่ว

 เหตุการณ์หลังวันเสียงปืนแตก

      อย่างไรก็ตามจากข้อมูลในเว็บไซด์ขององค์การบริหารส่วนตำบลโคกหินแฮ่ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์หลังจาก“วันเสียงปืนแตก” ที่บ้านนาบัวว่าในปี 2509  มีการปรามปราบมากยิ่งขึ้น ทางการได้จับกุมนายอัมลา นามพลแสน พร้อมราษฎรในหมู่บ้านในข้อหาการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ จึงได้มีการเลือกตั้งผู้ใหญ่คนใหม่ขึ้นมาแทนคือนายบุษบา แสนมิตร  ทางการสั่งให้ราษฏรทำรั้วรอบหมู่บ้านตนเองอย่างหนาแน่น  ต้องรายงานตัวก่อนออกไปทำไร่ทำนาในตอนเช้าและตอนเย็นอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนจะถูกทำโทษอย่างหนัก และนำไปขังที่ค่ายทหารบ้านหนองฮี และที่กองทัพภาคที่ 2  จึงทำให้ราษฏรเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

     ภายหลังเกิดเหตุการณ์ “วันเสียงปืนแตก” ที่บ้านนาบัว ในเดือนพฤศจิกายน 2508 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  มีการประชุมคณะกรรมการเมืองมีมติให้ประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบทอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบโต้การปรามปราบของฝ่ายอำนาจรัฐ และถือเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชนนับแต่นั้นมา

     ในพื้นที่เขตงานภาคเหนือได้มีการขยายแนวการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเปิดเผยเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2510 ที่บ้านน้ำบาน ตำบลนาไร่หลวง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์วันเสียงปืนแตกในเขตงานภาคเหนือ  นอกจากนั้นยังมีการขยายฐานที่มั่นหลายพื้นที่ในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

     ปลายปี 2511 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้มีการประชุมคณะกรรมการพรรคครั้งที่ 2  มีการปรับบทบาทให้พรรคมาเป็นกองหน้าการปฏิวัติด้วยตนเอง  ภายหลังวันที่ 1 มกราคม 2512 ได้มีการขยายการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ และกระจายฐานที่มั่นก่อการร้ายทั่วประเทศ โดยมีการประกาศจัดตั้ง “กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.)”  ใช้ยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมือง บ้านล้อมเมือง สถานการณ์ในห้วงเวลาดังกล่าวมีทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านได้ถูกพรรคคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองรอบด้าน

     ในปี 2516  ยุค “การเมืองนำทหาร” มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญของไทย เมื่อเกิดการต่อสู้ระหว่างนิสิต นักศึกษา ประชาชนกับฝ่ายรัฐบาลจนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ทำให้ฝ่ายประชาชนได้รับชัยชนะ จนสืบเนื่องมาถึงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ทำให้นิสิต นักศึกษา และประชาชน ที่ต่อต้านรัฐบาลหนีการกวาดล้าง จับกุมเข้าร่วมต่อสู้ในเขตป่ากับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

    อย่างไรก็ตามการต่อสู้ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลได้ต่อสู้กันตลอดมาจนในปี 2523 รัฐบาลได้ประกาศนโยบายศนโยบาย 66/23 โดยไม่เอาผิดกับสมาชิกของพรรคที่เข้าป่าจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาล รวมทั้งการแจกที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการในนาม “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย”  ทำให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนเริ่มทยอยกลับออกมามอบออกมามอบตัวกับรัฐบาลตั้งแต่ปี 2525 ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยขาดกำลังจึงได้ยุติยุทธศาสตร์การสู้รบนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  จนเหตุการณ์สงบมาจนถึงปัจจุบัน

       

... ซึ่งในเวลาต่อมา ทางภาคใต้มีการ "แตกเสียงปืน" ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2509 และ ภาคเหนือ "แตกเสียงปืน" ในปี 2511 แต่ทาง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ได้ประกาศให้วันที่ 7 สิงหาคม เป็น "วันแตกเสียงปืน" และเป็น "วันกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย" พร้อมกับประกาศ ยุทธศาสตร์ "ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ ใช้ชนบทล้อมเมือง และยึดเมือง....

... หลังเหตุการณ์ล้อมปราบนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นักศึกษา ปัญญาชนหลายพันคนได้ตัดสินใจเข้าป่า เข้าร่วมการต่อสู้กับพรรค ส่งผลให้พรรคเข้มแข็ง มีพลพรรคเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ฝ่ายรัฐบาลประเมินว่าพรรคมีกองกำลังติดอาวุธถึงหมื่นกว่าคน...

.....แต่ในขณะเดียวกัน ภายในพรรคก็เกิดความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงระหว่างสมาชิกรุ่นเก่ากับสมาชิกรุ่นใหม่ขณะที่อีกด้านหนึ่งรัฐบาลก็แก้เกมทางการเมืองได้ทันท่วงที โดยหันไปสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลจีน ผู้ให้การช่วยเหลือรายใหญ่ของพรรคในเวลานั้น ทำให้รัฐบาลจีนต้องยุติการช่วยเหลือแก่พรรค....


... รัฐบาลไทยหันมาใช้นโยบายการเมืองนำการทหาร ประกาศนโยบาย ๖๖/๒๕๒๓ อันมีสาระสำคัญ ให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อพัฒนาชาติไทย ไม่เอาผิดกฎหมายกับคนที่เข้าป่าจับอาวุธสู้กับรัฐ มีโครงการแจกที่ดินทำกินให้แก่ชาวบ้านที่ออกมามอบตัว

... ส่งผลให้นักศึกษาและประชาชนออกมามอบตัวกันเกือบหมด ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตกต่ำและล่มสลายลงในเวลาอันรวดเร็วตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมา

... และในวันที่ 7 สิงหาคม ของทุกปี พลพรรคของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในป่าเขา จะจัดให้มีการเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ ที่ว่ายิ่งใหญ่ในที่นี้ ก็ต้องว่ากันตามสภาพความเป็นอยู่ของแต่ละเขตงาน บางเขตงานที่อุดมสมบูรณ์ ก็อาจจะมีการล้มหมู ล้มควาย เลี้ยงฉลอง จัดงานบันเทิงกันแบบ "บ่แจ้ง บ่เลิก" (ไม่สว่างคาตาไม่หยุด) และในทุกๆ งานบันเทิงของคนป่า การ รำวงสามัคคี กลายเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่น

    ในเขตงานภาคใต้ การรำวงสามัคคี จะมีจังหวะจะโคน รำแบบ 3 ก้าวหยุด พร้อมเพรียงกัน แต่ทางฐานที่มั่นภาคอีสานและเหนือ อิทธิพลของวัฒนธรรมรำวงสามัคคีของลาวเข้ามามีบทบาทอย่างสูง จังหวะรำลาวที่ช้าเนิบนุ่มนวล เป็นจังหวะรำวงที่ได้รับความนิยมสูงสุด ....

    ความจริงแล้ว การที่ พคท. เข้มแข็งขึ้น ไม่ได้เป็นเพราะคนไทยอยากเป็นคอมมูนิสต์
แต่เกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ รังแกชาวบ้าน จนเขาทนไม่ได้ จึงหนีไปร่วมกับ ทปท.(กองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย) เพื่อที่จะเอาคืนฝ่ายรัฐบ้าง

และในที่สุดเมื่อทางรัฐบาล สู้ไม่ได้ เพราะเริ่มเพลี่ยงพล้ำ ในหลายสมรภูมิ ก็เลยประกาศนโยบาย 66/23ออกมา 

 รายชื่อเลขาธิการพรรค

รายชื่อเลขาธิการพรรคเรียงตามวาระที่ได้ดำรงตำแหน่ง โดยการเลือกเลขาธิการพรรคนั้น จะกระทำในที่ประชุมสมัชชาพคท.แต่ละครั้ง

  1. พ.ศ. 2485 - พิชิต ณ สุโขทัย (จูโซ่วลิ้ม, พายัพ อังคะสิงห์) (แหล่งข้อมูลบางแหล่งไม่เห็นด้วยกับข้อมูลนี้ โดยอ้างว่า ในขณะนั้น นายพิชิตไม่ได้เข้าร่วมประชุมสมัชชาด้วย)

  2. พ.ศ. 2495 - ประสงค์ วงศ์วิวัฒน์ (ทรง นพคุณ)

  3. พ.ศ. 2504 - มิตร สมานันท์ (เจริญ วรรณงาม) ชาวอุดรธานี การศึกษาจบสาขาวารสารศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ศึกษาต่อที่สถาบันลัทธิมารก์ซเลนินที่กรุงปักกิ่ง

  4. พ.ศ. 2525 - ประชา ธัญญไพบูลย์ (ธง แจ่มศรี) ชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม เข้าร่วมพรรคตั้งแต่อายุ 17 ปี