ที่มา...http://apichoke.com/index.php?topic=3941.0
19.ลิงกำถั่ว
หลายคน โดยเฉพาะธนาคารมักจะถามเสมอว่า ใช้หนี้หมดได้เร็วขนาดนี้ได้อย่างในในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ดิฉันมักจะเล่าเรื่องที่มีคนเล่าให้ฟังต่อๆ กันมาว่า สารคดีเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกเคยฉายให้ดูวิธีที่ชาวสวนไทยดักจับลิงที่มาทำลายพืชผล คือปรกติลิงจะเป็นสัตว์ที่ว่องไงมาก ทั้งวิ่งหนี ปีนต้นไม้ แต่ชาวสวนไทยจะนำกะลามะพร้าวมาเจาะรู ขูดเนื้อมะพร้าว หรือใส่ถั่วที่ลิงชอบไว้ในกะลา เจ้าลิงพอได้กลิ่นของชอบก็วิ่งมา ล้วงมือเข้าไปในลูกมะพร้าว กำของโปรดของมันไว้แน่น แล้วคราวนี้มันจะพบว่า พอมันจะดึงมือออกมา มันกลับดึงออกมาไม่ได้ นั่งรอจนชาวสวนมาจับตัวได้ มนุษย์มากมายหัวเราะเยาะลิงว่า โง่จริงๆ ถ้าอยากให้มือหลุดออกไป ก็แค่ปล่อยผลไม้ที่มันกำไว้แน่น วันนี้ ทุกปัญหา ทุกความทุกข์ที่เราทุกข์กับมันนักหนา เราก็เหมือนลิงกำถั่ว ที่กำความคิด ความอยาก ความยึดว่านี่ของเรา เอาไว้อย่างแน่นหนา เรากำความคิดว่า หนี้ก้อนนี้ต้องจ่ายเท่านี้ ไม่งั้นก็ยอดยืดเยื้อฟ้องร้องกัน ที่ดินแปลงนี้ต้องขายได้เท่าที่เราอยากได้ ไม่อย่างนั้น ก็ยอมให้ธนาคารยึดไป ทั้งๆที่เราขาดทุนมากขึ้นด้วยซ้ำ หรือผู้หญิงคนนั้นต้องเป็นคนออกไปจากชีวิตของแฟนเรา ไม่อย่างนั้นก็ยอมทนทุกข์ทรมานกันอยู่แบบนี้ คนนั้นต้องพูดให้ถูกใจเรา ทำให้ถูกใจเราเสียก่อน หรือฝังใจยึดอยู่กับอดีตที่เราเคยมี เคยรวย เขาเคยรักเรา จมแช่อยู่กับความรู้สึกเศร้าโศก จนพลาดโอกาสที่จะเริ่มต้นใหม่ในชีวิตที่อาจจะดีกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ ผู้หญิงคนหนึ่งถูกโกงเงินไปจำนวนหลายล้านบาท เธอเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัส เสียดายเงินที่ถูกโกงไป จนไม่มีแรงที่จะลุกขึ้นมาทำธุรกิจมูลค่าหลายสิบล้านของตัวเองต่อไป จนบริษัทต้องปิดตัวไป กระแสรายได้ที่จะมาจุนเจือครอบครัวต้องชะงักลง และยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง เพียงเพราะใจที่ไม่สามารถวางความรู้สึกเสียดาย เสียใจลงได้ ถ้าเจ้าลิงน้อยมันเคยฝึกดูจิตใจตัวเอง มันจะเห็นเลยว่า ที่มือมันติดอยู่ในลูกมะพร้าว เพราะกำลังกำบางสิ่งบางอย่างไว้ เพียงแค่มันปล่อย ชีวิตมีทางเลือกอีกมากมาย ถอยหลังมาอีกไม่กี่ก้าว มีผลไม้อีกมากมายให้เลือก หรืออาจจะหาก้อนหินมาทุบลูกมะพร้าวให้แตกไปเสียเลย ก็ยังดีกว่าขังตัวเองไว้ในปัญหา ไว้ในลูกมะพร้าวโดยไม่มีทางออก ไม่มีอะไรสร้างปัญหาให้เราได้ นอกจากใจเราเอง ทุกอย่างเป็นเพียงแค่เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นกับทุกคนได้ตลอดเวลา แต่เมื่อมันเกิดขึ้นกับเรา เราทุกข์เพราะเราอยากให้มันเป็นอย่างไรใจเรา เมื่อเราไม่รู้ทันใจตัวเอง เรายึดความคิดความต้องการของเราอย่างแน่นหนา จนลืมมองว่า ความอยากของเราทำให้ตัวเอง ทุกข์ทรมานอยู่ขณะนี้ และสร้างเงื่อนไขขังตัวเองจนมองไม่เห็นทางออกรอบตัว ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ที่เรารู้สึกว่าหนัก ทุกข์ใจกับมัน มองให้เห็นทันความอยากในใจเรา ที่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น หรืออยากให้มันไม่เป็นอย่างนั้น ให้ใจมันตื่น หยุดอยาก ผ่อนคลาย รู้สึกตัวให้เต็มที่ ใจจะเบาสบาย เมื่อความอยากถูกปล่อยไป ใจจะเห็นเหตุการณ์ตามความเป็นจริง มีปัญญามองทะลุไปถึงต้นตอของเหตุการณ์ ทำหน้าที่ด้วยใจตั้งมั่น รู้ทันว่าบางอย่างแก้ได้ บางอย่างแก้ภายนอกไม่ได้ แต่แก้ภายในได้ ด้วยใจที่ปล่อยวาง ความอยากและด้วยปัญญาที่เข้าใจ ความระลึกได้ รู้เท่าทัน เป็นเข็มทิศนำทางความคิด คำพูด การดำเนินชีวิตของเราไม่ให้ไหลไปตามสถานการณ์ จนชีวิตบิดเบี้ยว หลงทางโดยที่เราไม่รู้ตัว
20..กายใจเป็นห้องทดลองวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ดิฉันได้ค้นพบก็คือ ก่อนหน้านี้เราคิดว่าเรามีสติรู้ตัว จริงๆแล้วเรารู้ไม่ทัน เราเหมือนคนที่กำลังจมลงไปในน้ำ ถลำลงไปในอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกที่ลากใจเราถูลู่ถูกัง ให้เราเจ็บปวดทุรนทุรายกับเรื่องต่าง ๆ แตกต่างกับขณะที่เรามีความรู้สึกตัว รู้ตัวอยู่เป็นกลางๆ เรารับรู้แต่ละประสบการณ์ โดยที่สิ่งนั้นๆ ไม่สามารถลากใจเราให้กระเพื่อมทุรนทุรายได้ เป็นประสบการณ์ที่แปลก ราวกับว่าเมื่อก่อนเราไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง เราอยู่แค่ในความคิดของเรา เราอยู่กับลูก เราก็คิดถึงเรื่องงาน คิดอดีต คิดอนาคต ใจเราแอบทำงานตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว เรารู้แค่ผลของมัน ผลที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยและหนัก พอมาฝึกตัวเองใหม่ มาเรียนรู้การเดิน รับประทานอาหาร พูด อย่างรู้สึกตัวใหม่ๆ เราก็ต้องคอยสังเกตคอยชำเลืองดูจิตใจตัวเอง พอทำไปๆ จิตใจความรู้สึกของเรา มันปรากฏให้เราเห็นอย่างชัดเจน แล้วตัวเราเป็นเหมือนคนอีกคนที่ดูอยู่ มีสิทธิ์จะทำตามความคิดก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ความรู้สึกมันเหมือนคนที่มีอิสรภาพอย่างแท้จริง เป็นอิสระจากความคิด ความรู้สึกของตัวเอง เหมือนกับเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในห้องทดลอง มีร่างกายและจิตใจของเราให้เราเฝ้าสังเกต แม้กระทั่งในขณะนี้ ถ้าคุณลองสังเกตุดูจะเห็นว่า ตัวเองส่งใจยึดมาดูที่ตัวหนังสือ อ่านแปลความหมาย หยุดคิดเป็นช่วงๆ แล้วบางขณะใจก็ลอยไปคิดเรื่องอื่น นึกขึ้นได้ก็กลับมาอ่านต่ออีก ความคิดของเรามากมายมหาศาลจริงๆ แต่เราไม่เคยรู้ทัน ไม่น่าแปลกใจเลย ที่เรามักจะพบว่าความคิดเราพาเราไปทำอะไรๆ ให้ต้องเสียใจมาแล้วหลายครั้ง เพราะเรารู้ไม่ทันความคิดของตัวเองนั่งเอง ตอนนี้ เราลองมาฝึกเป็นเหมือนตำรวจตรวจจับผู้ร้ายกัน คิดอะไรก็รู้ทัน ตรวจดูว่าไม่เป็นโทษแล้วจึงปล่อยให้ทำ หลายคนอาจจะรู้สึกว่า ก็รู้ตัวเองดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเรานึกย้อนดูให้ดี เราจะเห็นว่า บ่อยมากที่เราปล่อยให้ตัวเองไหลไปในความรู้สึก โกรธ น้อยใจ อิจฉา หึงหวง อยากได้ ไม่อยากได้ หงุดหงิด รำคาญ เครียด กังวลใจ เรางับ งับ งับความคิด ทั้งๆ ที่เรารู้ดีว่า ความรู้สึกเหล่านี้ไม่เคยทำประโยชน์ให้กับใคร สรุปก็คือ จิตใจเราทำงานอยู่ตลอดเวลา ทั้งดี ทั้งร้าย เป็นภาระหนักทางใจที่เราแบกไว้ตลอดเวลา เราแบกของหนักไว้ตลอดเวลาโดยที่ไม่รู้ตัว คิดจะวางก็วางไม่ได้ วางไม่เป็น บางคนอาจจะรู้เพียงว่า เราเหนื่อย หนัก เหมือนเด็กหลงทางที่อยากให้ชีวิตเป็นเหมือนแบบเรียนในโรงเรียนที่มีคำตอบที่ถูกต้องเ สมอ ตลอดชีวิตที่ไม่รู้ความจริง เราแก้ปัญหาผิดที่ ผิดวิธี ชีวิตเราจึงยิ่งยุ่งเหยิง วุ่นวาย เพราะเราไม่รู้กฏธรรมชาติธรรมดาของชีวิต ไม่รู้แม้กระทั่งกระบวนการทำงาน ภายในจิตใจตัวเองว่า ความหงุดหงิด ความอิจฉา ความน้อยใจ ความรัก ความโกรธ เกิดขึ้นได้อย่างไร มีสภาพอย่างไร แล้วทำอย่างไรเราถึงจะมีชีวิตอยู่กับมันได้ โดยที่เราเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ ไม่ต้องยอมจำนวนกับอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ความทรงจำ ที่อะไรอยากจะผุดขึ้นมาเมื่อใหร่ ก็โผล่ขึ้นมาทั้งที่ใจไม่ต้องการ การรู้ความจริง รู้กฏของชีวิต ช่วยให้เราบริหารชีวิตจิตใจได้ตรงจุด เป็นการประกาศอิสรภาพของใจที่เคยตกเป็นเบี้ยล่างตลอดมา ทุกอย่างในโลกนี้ หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รัก-ไม่รัก รวย-จน สุข-ทุกข์ อยู่-ตาย แข็งแรง-เป็นโรคร้าย ดี-ไม่ดี ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้สร้างความทุกข์ให้เกิดขึ้นในใจเรา จนกว่าใจเราจะเคลื่อนไปเกาะไปยึด ว่าอันนี้ตัวเรา ของเรา ความคิดเรา และเราอยากให้มันเป็นอย่างใจเรา อยากให้เขาไม่ตาย อยากให้บริษัทเจริญ อยากให้รักเราตลอดไป เมื่อนั้นทุกข์เกิดขึ้นทันที...หลวงพ่อชา สุภัทโท อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดหนองป่าพง เคยกล่าวไว้ว่า ไก่ก็เป็นไก่ เป็ดก็เป็นเป็ด เมื่อไหร่ที่เราอยากให้ไก่เป็นเป็ด ไก่มันก็เป็นไม่ได้ ใจเรามันอยากฝืนธรรมชาติ มันก็ทุกข์เท่านั้นเอง หรือไม้อันหนึ่งจะบอกว่า มันสั้นหรือยาว มันก็อยู่ที่ใจเราอีก เราอยากได้ไม้ยาวๆ ไม้นี้ก็สั้นไป เราอยากได้ไม้สั้นๆ ไม้นี้ก็ยาวไปอีก ไม้มันก็เป็นไม้อยู่อย่างนั้น แต่ใจเรานี้แหละที่คอยไปยุ่งกับมัน
ภาคที่ 4 กำหนดเป้าหมายให้ถูกต้อง
กำหนดเป้าหมายผิด ชีวิตอาจดิ่งลงเหว ในประเทศอินเดียสมัยโบราณ ชายหนุ่มคนหนึ่งไปถามอาจารย์ว่า "อาจารย์ครับ ผมต้องการความมั่งคั่งร่ำรวย เพื่อจะได้สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ผมต้องทำอย่างไรครับ" อาจารย์ตอบว่า "ศิษย์เอ๋ย ในตัวของคนเรานี้ มีเทพเจ้าอยู่ 2 องค์ องค์หนึ่ง คือ เทพเจ้าแห่งปัญญา อีกองค์หนึ่งคือ เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง ทุกคนจะรักและบูชาเทพเจ้าทั้งสององค์นี้มาก แต่ความลับก็คือ เจ้าจงดูแลเทพเจ้าแห่งปัญญา รัก เทิดทูน ดูแล และใช้ความพยายามให้เต็มที่ในการดูแลท่าน เมื่อเจ้าดูแลเทพเจ้าแห่งปัญญาอย่างดีที่สุด เทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งก็จะอิจฉา และทุ่มเทความสนใจทั้งหมดมาที่เจ้า ดูแล ติดตามเจ้าไปทุกหนทุกแห่ง เมื่อนั้นความมั่งคั่งที่เจ้าปรารถนาก็จะเป็นของเจ้าตลอดไป" กุญแจชีวิต ความม ีสติปัญญาคือ กุญแจดอกสำคัญ ที่ทำให้หนทางชีวิตของมนุษย์แต่ละคนแตกต่างกัน คนมากมายวิ่งตามหาความมั่งคั่งร่ำรวยทั้งชีวิต แต่ก็ไม่เคยเจอ หลายคนดำเนินชีวิตและตายไปอย่างคนที่แร้นแค้นและขาดแคลนที่สุด ทั้งที่มีเงินมากมายในบัญชีธนาคาร เราทุกคนสามารถเป็นคนมั่งคั่งได้ทุกช่วงชีวิต ชาวนาที่กำลังเดินกลับบ้านตอนเย็นแล้วบังเอิญจับปลาได้สองตัว มีพอแบ่งให้เพื่อนบ้านได้หนึ่งตัว อีกตัวที่เหลือก็แกงกินได้ทั้งครอบครัว และยังมีพอแบ่งไปทำบุญที่วัดให้สบายใจได้อีก เขาคือคนที่มีเหลือ มีพอ และมีความสุข ปัญหาก็คือ ที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กว่า "วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่แดนไกล" เราเข้าใจผิดว่า "วิชา หมายถึง ความรู้ วิชาการที่เราเรียนเพื่อมาหางานทำ แต่วิชามีความหมาย ลึกซึ้งกว่านั้น วิชา หมายถึง สติ ปัญญา ความรู้ ความเข้าใจโลก เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจเงิน เข้าใจชีวิต สิ่งต่างๆ ไม่ว่า เงิน ชีวิต หรือความสัมพันธ์ ถ้าเราเข้าใจและรู้จักธรรมชาติของมัน เราก็จะเป็นนาย แต่ถ้าเราไม่รู้จัก ไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน มันจะกลายเป็นเจ้านายเรา ลากถูลู่ถูกัง ชีวิตจิตใจของเราชนิดที่เราไม่มีทางสู้ เทพเจ้าแห่งปัญญาจะรู้ว่า เป้าหมายของชีวิตคือ ความสุข ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ทุกอย่างที่เราหามาเพื่อป้องกันให้ความทุกข์เจ้าใกล้เราได้น้อยลง และเทพเจ้าแห่งปัญญายังรู้ว่าสิ่งต่างๆ แปรปรวนไว้ใจไม่ได้ ต้องสร้างชีวิตให้เป็นอิสระ สงบ ตั้งมั่น มีความสุขได้ด้วยตัวเอง พึ่งพาอาศัยสิ่งต่างๆ น้อยลง ใจที่เป็นอิสระ ไม่สบสันวุ่นวาย ไม่มีความหวาดกลัว สามารถตัดสินใจได้เฉียบคม เหมาะสม รู้จักใช้ชีวิตที่มีคุณค่า แบ่งปันเป็นกระแสพลังบวก ดึงดูดสิ่งดีๆ และไม่มีคำว่าขาดแคลน เข็มทิศ วันนี้ชีวิตคุณมุ่งหน้าไปดูแลเทพเจ้าแห่งปัญญา หรือเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่ง จงมุ่งหน้าไปที่เทพเจ้าแห่งปัญญา ผู้รดน้ำให้ความสุขในใจคุณ กับดักชีวิต ปัญหาของชีวิตก็คือ ข้าวของต่างๆ ถูกสร้างมาล่อตา ล่อใจ ให้เราเข้าไปติดกับเหมือนขนมหวานห่อสวยๆ ที่กินเข้าไปแล้วอ้วน ฟันพุ น้ำตาลในเลือดขึ้น แต่น่ากินจนเกินจะห้ามใจไหว แม้จะรู้ว่าเป็นโทษ แต่เราก็เข้าไปติดกับทุกที หลายสิ่งในชีวิตมีประโยชน์มีคุณค่าต่อชีวิตเรา โดยไม่เกี่ยวกับราคาหรือค่านิยม เช่น อาหารสุขภาพ ความอบอุ่นในครอบครัว ความรักของเพื่อน รอยยิ้มของคนรัก พระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตก เรามีความสุขกับมันโดยไม่ต้องใช้เงินมาก หรือไม่ต้องใช้เงินเลย ทั้งยังดีต่อคุณภาพชีวิตของเรา แต่ก็มีหลายสิ่งในชีวิตที่มีราคาแพงตามค่านิยม เช่น แฟนสวยๆ แต่งตัวโป๊ๆ การใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้ออยู่ตามผับตามบาร์ จนจิตใจแห้งแล้งลงทุกวัน น้ำอัดลม ช็อกโกแลตแพงๆ อาหารจีนหรู ๆ ไขมันสูง ราคาแพง รถสปอร์ตหรูหราราคาแพง เป็นอันตรายต่อชีวิตตนและชีวิตผู้อื่น ของเล่น เกมกด เกมคอมพิวเตอร์ ที่กระตุ้นเร้าลูกของเราจนเกิดลักษณะสมาธิสั้น ไม่สามารถอยู่นิ่งฟังครูได้ เหล้า ไวน์ราคาเป็นหมื่น เป็นแสน ที่เราเชื่อกันว่าจะช่วยเพิ่มความโก้เก๋ดูมีรสนิยมของเรา เพิ่มรสชาติความสนุก ทั้งๆ ที่มันมีผลทำลายสุขภาพกาย สุขภาพใจ และชีวิตเราอย่างนับไม่ถ้วน The best things in life are free. It's the worst things that are so expensive. Anonymous
1.เข็มทิศ
วันนี้ในชีวิตคุณ มีอะไรที่คุณเลือกเพราะภาพลักษณ์ภายนอกแล้วกลายมาเป็นสิ่งที่สร้างภาระให้คุณต้องแบก ไว้จนหนักใจบ้าง พังเพราะคิดผิด หลายสิ่งหลายอย่าง มีทั้งคุณค่าแท้และคุณค่าเทียมตามค่านิยมของสังคม ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ของเราเช่น คอมพิวเตอร์ ประโยชน์แท้เพื่อใช้สร้างสรรค์งานที่เป็นประโยชน์ ประโยชน์เทียมคือ ใช้เล่นเกมเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน จนสายตาเสีย สมาธิสั้น และเสียโอกาสที่จะทำสิ่งอื่นที่มีประโยชน์มากกว่า รถยนต์ พาหนะพาเราไปทำธุระต่างๆ จะเป็นค่คุณค่าเทียม หากซื้อรถเพราะยี่ห้อเพื่อความโก้เก๋ การซื้อรถขนาดใหญ่กินน้ำมันมากเกินไป หรือซื้อเพื่อใช้ขับเที่ยวเล่นไปวันๆ โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์มือถือ เราใช้มันเพื่อประโยชน์สร้างสรรค์ หรือใช้เพื่อประดับบารมี มีเพื่อให้เท่าเทียมกับคนอื่น อุปกรณ์เหล่านี้มีแต่จะทำให้เราเสียเวลาที่จะอยู่กับตัวเอง หรือ คนที่เรารัก ข้อมูลข่าวสารในยุคเทคโนโลยี่สารสนเทศที่มีมากมาย จะเกิดประโยชน์ก็ต้องมีสติปัญญากำกับ ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ก่อนนำมาใช้ หากสักแต่รับข้อมูลโดยไม่ได้พิจารณาความจริงด้วยปัญญา ก็เหมือนอาหารที่ไม่ย่อย ไม่มีประโยชน์อะไรต่อผู้รับประทาน การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าไม่จำเป็นต้องใช้เ งินมาก พวกเราทุกคนสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เพียงเราหยุดทบทวน จัดชีวิตเราสักนิด แม้คนยากจนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ก็สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง ที่ภูมิปัญญาของชาวบ้านเพียงพอที่ใช้ชีวิตพออยู่ พอกิน พอเพียง หากไม่ถูก เราเอาค่านิยมไปมอมเมาให้เขามาเป็นแรงงานราคาถูกในเมืองหลวง โดยเฉพาะตัวเราเอง ที่เราทุกคนต้องเหนื่อย หนัก แบกปัญหากันทุกวันนี้ เพราะเราเลือกสิ่งต่างๆ ในชีวิตตามค่านิยม มากกว่าคุณค่าที่แท้จริง รู้เขาหลอก อดีต ประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทุกคนสามารถปลูก หา สร้าง ทำสิ่งที่เราต้องการได้ โดยไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องใช้เงิน ทุกคนมั่นคง พอเพียง มีความสุขสบาย มีสุขภาพดี วันหนึ่ง ธนาคารโลกใช้ระบบวัดรายได้ต่อหัว เป็นการจัดฐานะของคนทั้งประเทศ ตั้งแต่วันนั้นประเทศไทยและอีกหลายๆ ประเทศ ถูกตีตราว่าเป็นประเทศยากจน ทุกวันนี้จากที่เคยผลิตเพื่อยังชีพ เรากลายเป็นผู้ผลิตเพื่อขาย แล้วยิ่งจนลงทุกวัน ทำตัวเลขต่างๆ ให้ดูดี เพื่อดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติมาเอาเงินมาลงทุน (แล้วกอบโกยกำไรออกไปมากกว่า) เราจะได้มีเงินมาหมุน ใช้ซื้อของหรูหรา โก้เก๋ ตามค่านิยมแบบประเทศอุตสาหกรรมใหม่ จากที่เคยกินผักสดจิ้มน้ำพริก ก็มาสอนให้เรากินเนื้อ กินนม กินไข่ จนเราอ้วน เป็นโรคหัวใจ โรคไขมันอุดตัน คอเลสเตอรอลสูงเหมือนที่ฝรั่งเขาเป็นกัน จากที่เคยทำการเกษตรแบบธรรมชาติ ก็มีการปฏิวัติเขียว มีพันธุ์ข้าวจากห้องทดลอง ที่มาพร้อมปุ๋ยและยาปราบวัชพืช
2.เป้าหมายผิดระดับประเทศ
การตั้งเป้าหมายที่ ผิดย่อมพาชีวิตไปสู่วังวนของปัญหาไม่มีจุดจบ ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวอย่างของป ระเทศที่ใช้วัตถุเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ เป็นประเทศร่ำรวยที่มีปัญหาอย่างน่าตกใจ ครอบครัวแตกแยก ปัญหาหย่าร้าง ลูกมีปัญหา อาชญากรรม ยาเสพติด คนเครียดฆ่าตัวตาย นักเรียนฆ่ากัน ถ้าประเทศของเรามีเงินเป็นเป้าหมายหลัก เราก็อาจจะเห็นบ่อนการพนันถูกกฏหมาย เพื่อดึงเงินเข้าประเทศ แต่ประชาชนถูกมอมเมา คนจำนวนมากต้องหมดอนาคต เสียครอบครัว เสียชีวิต เพราะเสียการพนัน ไม่นับอาชญากรรม ความทุกข์ และความเดือดร้อนที่จะตามมาอีกนับไม่ถ้วน หรือหากประเทศมีตัวเลขทางการเงินเป็นเป ้าหมายหลัก ใช้นโยบายอุ้มภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก เราก็จะเห็นการตัดสินใจของภาครัฐที่เอื้อให้กับภาคอุตสาหกรรมบนความสูญเสียของภาคเกษ ตรกรรม เช่น การสร้างเขื่อนทับที่ทำกินเพื่อผลิตไฟฟ้า การปล่อยสารพิษทำลายแหล่งน้ำ หรือการกดให้ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ เพื่อให้นักธุรกิจมีต้นทุนเงินกู้ราคาถูกไปขยายธุรกิจ แต่ดอกเบี้ยเงินฝากสำหรับคนธรรมดาอาจรู้สึกเหมือนโดนปล้น เก็บเงินทั้งชีวิต เพื่อไว้กินดอกผลตอนแก่ มีเงินฝากธนาคาร 1 ล้านได้อกเบี้ยเดือนละ 800 บาท พอดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ ก็ต้องเอาเงินไปซื้อพันธบัตรขององค์กรใหญ่ๆ ไปซื้อประกันชีวิตเพื่อหวังดอกเบี้ย ไปซื้อหุ้น พอราคาหุ้นเพิ่ม ภาคอุตสาหกรรมได้กำไร แต่เมื่อเกิดปัญหา คนตัวเล็กๆ ก็เป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ทุกอย่างถูกวัดคุณค่าด้วยตัวเลขทั้งๆ ที่ตัวเลขไม่มีความหมายอะไรเลยสักนิด ตัวเลขมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจะมีความหมายอะไร ถ้ามันเป็นตัวเลขที่เพิ่มจากการซื้อขายเหล้า บุหรี่ หวยรัฐบาล เหล้า 1 ขวด อาจจะมีราคาเท่านม 100 กล่อง แต่คุณค่าผิดกันนับไม่ถ้วน นม 100 กล่อง ช่วยให้เด็ก 100 คน หายหิว แต่เหล้า 1 ขวดทำให้เกิดอุบัติเหตุ อาชญากรรม ตับแข็ง เปลืองยาของโรงพยาบาล หัวหน้าครอบครัวของบางคนต้องตาย เพราะถูกคนเมาขับรถชน เด็กต้องเสียตัวก่อนวัย ทำลายสมรรถภาพในการทำงาน รายได้ครอบครัวหดหาย ลูกต้องออกจากโรงเรียน หลายกิจกรรมไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่มีคุณค่าอย่างแท้จริง เช่น ครูอาสาสมัครที่ไปสอนเด็กยากจนข้างถนนโดยไม่ได้รับเงิน แม่ที่ปลูกผักสวนครัวเอามาผัดกินกับลูกในบ้าน ครอบครัวอบอุ่นสุขภาพดี แต่ตัวเลขไม่เพิ่ม เมื่อระบบไม่เอื้อกับการทำมาหากิน พืชผลที่ต้องปลูกเพื่อส่งออกตามนโยบายภาครัฐถูกกดราคา ภูมิปัญญาชาวบ้านต้องเดินทางมาเป็นแรงงานราคาถูก ซึ่งเอาไปทำงานแข่งขันกับใครก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้รักในงานที่ทำ ไม่ได้ถูกหล่อหลอมมาเพื่อมาทำงานกับเครื่องจักร พ่อค้าแม่ค้าเคยค้าขายในตลาด ในร้านขายของ ในแต่ละชุมชน เมื่อถนนถูกขยายกว้างขึ้น ห้ามจอดรถ คนลงมาเดินซื้อของไม่ได้ คนก็ต้องย้ายไปซื้อของในห้างซูปเปอร์สโตร์ของบริษัทต่างชาติที่มีที่จอดรถใหญ่โต คนตัวเล็ก ๆ หมดทางไป เป้าหมายผิดระดับบริษัท บริษัทที่วางผลกำไรสุงสุดเป็นเป้าหมายหลักเพ ียงด้านเดียว หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ -พนักงานจะต้องทำงานหนัก แก่งแย่งชิงดี การเมืองในองค์กรสูง ขัดแย้งผลประโยชน์ สุดท้ายประสิทธิภาพและความร่วมมือในการทำงานก็ต้องลดไปโดยปริยาย -บริษัทที่คิดแบ บนี้มีแนวโน้มที่จะทำธุรกิจแบบชั่วร้าย เบียดเบียนคนภายนอก เป็นบริษัทที่พนักงานไม่มีศรัทธา ตามมาด้วยปัญหาทุจริตภายใน พนักงานเฉื่อยชา ทำงานแค่เฉพาะหน้า -เมื่อบริษัทเอาเปรียบพนักงาน พนักงานไม่เกิดความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับองค์กร ขาดความรับผิดชอบ ไม่ช่วยประหยัดต้นทุน ไม่ปล่อยพลังความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ทำให้งานไม่ก้าวหน้า การวางเป้าหมายที่เงินเป็นแกนกลางในการขับเคลื่อนองค์กร นอกจากจะไม่ช่วยให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดอย่างยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการทำลายองค์กรอย่างยั่งยืนอีกด้วย การตั้งเป้าหมายผิดในระดับบุคคล กา รตั้งเป้าหมายผิดในระดับบุคคลเก็เช่นกัน ถ้าเราวางเข็มทิศชีวิตมุ่งหน้าไปที่เงิน จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ชีวิตเราจะมีปัญหาอย่างยิ่ง ถ้าเราอยากมีเงิน มีความมั่นคงอย่างยั่งยืน เราต้องเป็นเจ้านายของเงิน เป็นผู้รู้จักเงิน เป็นคนใช้เงิน ไม่ปล่อยให้เงินครอบงำเรา คนที่ปล่อยให้เงินเป็นเจ้านาย จะไม่เคยมีความสุขเลย ตอนมีเงินก็ใช้เงินสร้างความทุกข์ หวาดกลัวว่าจะสูญเสีย ตอนไม่มีก็ยิ่งทุกข์หนัก ทุกอย่างมี 2 ด้านเสมอ สิ่งสำคัญคือ เราจะต้องรู้จักประโยชน์ รู้จักโทษของมัน และใช้มันให้เป็น เคยได้ยินเรื่องคุณลุงคนหนึ่งพายเรือขายกาแฟอยู่แถวตลาดน้ำ สายๆ พอแดดเริ่มแรง ของขายหมด แกก็พักผ่อนนอนล่องเรือ เป่าขลุ่ยรับลม นักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ไปเห็นเข้า ก็บอกว่า " ลุง ของขายหมด ทำไมไม่ทำมาขายเพิ่มเยอะๆ ล่ะ จะได้มีเงิน ต่อไปก็อาจตั้งเป็นร้านกาแฟใหญ่ๆ ขยายสาขาไปเมืองต่างๆ ขายกาแฟไปทั่วโลกเลยก็ยังได้" คุณลุงก็ตามว่า "เปิดร้านกาแฟทั่วโลก แล้วดียังไงล่ะ" นักท่องเที่ยวชาวกรุงก็บอกว่า "อ้าวลุงก็จะได้รวย นั่งๆ นอนรับลมเล่นริมน้ำสบายใจยังไงก็ได้ไงลุง" คุณลุงส่ายหัวก่อนจะพายเรือหนีไป แกพึมพำเบาๆ ว่า "แล้วนี่คิดว่าฉันกำลังทำอะไรอยู่ล่ะ" สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไม่ต้องใช้เงินซื ้อและเงินซื้อไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นจิตใจที่พัฒนาแล้ว หรือความสุข ความอบอุ่นใจ เราจึงเห็นคนรวยฆ่าตัวตาย เครียด คนมีชื่อเสียงร่ำรวยติดยาเสพติดอยู่บ่อยๆ A person's life consists not of what he has but of what he is. anonymous
3.เงินเป็นทาสรับใช้ที่ดี.
เป็นเจ้านายที่เลว คนมีปัญญา เมื่อมีความทุกข์ก็ใช้ความทุกข์เป็นหินลับปัญญา คนไม่มีปัญญามีเงินมีความสุขก็หลงระเริง เพลิดเพลินพาตัวเองเข้าไปติดกับดัก เราชอบมีเงิน ชอบใช้เงิน ชอบความสะดวกสบายที่เงินนำมาให้ แต่เราต้องรู้ว่าไม่ได้หยุดแค่นี้ ถ้าเราหลงคิดว่า เงินคือเป้าหมายสูงสุด เงินก็จะพ่นพิษทำลายชีวิตเราในหลายๆ ด้าน เช่น เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว คือมีเงินแล้วก็เจอทางตันไปไหนต่อไม่ได้ ต้องหาเงินมาขึ้นเรื่อยๆ เพิ่มความเครียด เพิ่มภาระ เบียดเบียนกระทบคนอื่นมากขึ้น เพิ่มความกลัวหมดเงินในจิตใจมากขึ้น ยิ่งเครียดหนัก มีความสุขน้อยกว่าตอนมีเงินพอดีๆ เงินที่มีมากเกินเป็นปัญหามากกว่าตอนที่มีเงินน้อยๆ หรือปานกลาง เหมือนที่กล่าวกันว่า ยิ่งใช้เงินมาก ก็ยิ่งเสพติดเงินมากขึ้น ความขาดทางใจ ความกลัวเพิ่มมากขึ้นอย่างน่ากลัว หากเป้าหมายคือเงิน การเลือคิด ทำ พูด เลือกคน ของใช้ สิ่งของก็ถูกจัดให้เสริม เอื้อ สอดคล้องกับเงินเช่นกัน การทุ่มเทแรงกายแรงใจ สติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด ก็จะทุ่มเทไปที่การเงิน มากกว่าสิ่งที่มีความหมายกับชีวิตเราจริงๆ เช่น การพัฒนาจิตใจตนเอง ดูแลคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อนร่วมโลก กลายเป็นการทุ่มเททำงานโดยไม่มีเวลาให้สุขภาพกาย สุขภาพใจของตนเอง และครอบครัวแก่งแย่งกับคนอื่น กลายเป็นแก้วน้ำใหญ่ที่ถูกกระทบกระเทือนได้ง่ายขึ้น มีความทุกข์ เครียด วิตกกังวล หนัก มีภาระทางใจมากขึ้น ทุกอย่างที่คนอื่นทำสามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อเราได้มากขึ้น เพราะความเป็นตัวเรา ความอยากของเรามันใหญ่โตคับโลกไปหมด การตัดสินใจที่มีเงินเป็นศูนย์กลางนั้น ทุกอย่างจะบิดเบี้ยวไปหมด ไม่เกิดผลดีที่ยั่งยืน เรากำลังบริหาร ชีวิต ชีวิตที่เป็นองค์รวม มีส่วนประกอบหลากหลาย การแยกมองที่เงินเพียงจุดเดียว ก็จะผิดพลาด เหมือนที่ไอเอ็มเอฟ เข้ามาคุมธนาคารแห่งประเทสไทยตอนที่เราเป็นหนี้เขา แล้วกำหนดนโยบายโดยมองที่การเงินเพียงด้านเดียว แล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร คนที่มองว่าเงินเป็นเป้าหมายสูงสุด ความสุขทั้งหมดของชีวิตอยู่ที่เงิน พอหมดเงิน ก็หมดความสุข หมดชีวิต บัญชาเดินเข้ามาพบดิฉันหลังจากลงจากเวทีบรรยาย เขาเล่าให้ฟังว่า เขาเคยเป็นนักธุรกิจใหญ่ มีครอบครัวที่อบอุ่น มีความสุข มีลูก 2 คน มีภรรยาที่กำลังท้อง 4 เดือน วันหนึ่งธุรกิจของเขามีปัญหา บริษัทต้องปิดตัว เขาผิดหวังรู้สึกเหมือนมันสิ้นสุด หมดหนทาง ไม่รู้จะมีชีวิตต่อไปทำไม เขาหยิบปืนขึ้นมา ตั้งใจจะยิงภรรยาที่กำลังท้อง ฆ่าลูกทั้ง 2 คน แล้วจะยิงตัวตายตาม โชคดีขณะที่เขากำลังจะยิงภรรยา ลูกคนหนึ่งตื่นขึ้นมาร้อง "พ่อจ๋าอย่าทำแม่" วินาทีนั้นเขาหยุดแล้วคิดว่า ถึงเขาจะไม่มีอะไร แต่ก็ยังมีครอบครัวที่รักกันเสมอ บัญชาเข้ามาฝึกตามดูเท่าทันความคิดตัวเองอยู่บ่ อยๆ ทุกวันนี้ เขากลับมาเป็นเจ้าของธุรกิจลูกชิ้นปลาชื่อดัง ที่ได้สูตรมาจากครอบครัวภรรยา ทุกคนในครอบครัวช่วยกัน เป็นธุรกิจเล็กๆ แต่มั่นคง บัญชาไม่ได้ขับรถคันโต ไม่มีบ้านหลังใหญ่อีก แต่เขาบอกดิฉันว่า ชีวิตเขามีความสุขและมั่นคง คนมีเงินเป็นเป้าหมายมักเลือกใช้วิถีชีวิตที่เอื้อต่ อการสร้างภาพลักษณ์ สร้างเครือข่าย แต่ทำร้ายตัวเอง ทำลายสิ่งแวดล้อม เรามีสิทธิ์แค่ไหนที่จะใช้เงินโดยไม่สนใจว่ามีผลกระทบกระเทือนต ่อคนอื่นมากแค่ไหน ต้นทุนของสังคม ส่งผลกระทบต่อโลก ต่อทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่ซดน้ำมันเป็นว่าเล่น บ้านหลังใหญ่ขนาด 50 ห้อง สนามกอล์ฟที่ทำให้ราคาที่ดิน (Opportunity Cost) สูงเกินกว่าที่จะสามารถนำมาทำเกษตรกรรมได้ พร้อมพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อทำสนามให้เขียวสด จนพื้นที่ข้างเคียงทั้งอำเภอไม่สมารถทำเกษตรธรรมชาติได้ บินไปเที่ยวอวกาศ ในขณะที่คนในประเทศที่ถูกเราเอาเปรียบ เพื่อให้ได้เงินมาผลิตยานท่องเที่ยวอวกาศกำลังอดตาย การที่คนคนหนึ่งหาเงินได้มาก เพราะระบบการค้าที่มีอำนาจเหนือกว่า สามารถต่อรองเอาผลประโยชน์เข้าตัวเองได้มากกว่า มันถูกต้องพอที่จะให้สิทธิ์แก่คนคนนั้น ในการผลาญสิ่งแวดล้อมของลูกหลานเหลนในอนาคตของเราหรือเปล่า เป็นเรื่องธรรมดาที่พ บเห็นกันทุกวัน เมื่อจิตใจแห้งแล้ง หลุมในใจใหญ่ขึ้น เราก็ใช้ทรัพยากรเปลืองขึ้น ใช้ของแพงขึ้น ทิ้งของมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ทุกอย่างที่เรากิน สวม ใช้ ขับ ทิ้ง มาจากผืนโลก จะกลับไปเป็นขยะสะสมอยู่บนโลกนี้อีกนับล้านปี ถ้าเรารักตัวเอง รักลูกหลานของเราสักนิด เราอาจจะขยายมุมมองจากผู้เสพ ผู้บริโภค มาเลือกด้วยความรู้ตัวว่า ไม่ว่าเราจะมีเงินมากแค่ไหน มนุษย์ก็ยังต้องการอากาศบริสุทธิ์ น้ำสะอาด ดินอุดม เพื่อมีชีวิตอยู่เหมือนเมื่อครั้งโลกนี้เพิ่งเริ่มต้นอยู่ดี Live simply, so that others may simply live. Anonymous
4.การตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง (มีต่อเล็กน้อยหน้าถัดไป)
ขอบคุณครับ ตามมาอ่าน...