กิจกรรมการสอนภาษาอังกฤษพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน

   เมื่อวันจันทร์ตอนเย็น (2 พ.ย. 2552) ที่มหาวิทยาลัยมีงานลอยกระทงตอนกลางคืน  ผู้เขียนเองหลังจากทำงานเสร็จก็แวะไปดูงานลอยกระทงนิดเดียวเอง เข้าใจว่าปีนี้คนไม่มาก จะเป็นเพราะผู้เขียนมางานแต่หัวค่ำ เลยไม่ค่อยมีคน ปีนี้เป็นปีที่ตรงกับการเปิดเรียนวันแรกด้วย เข้าใจว่ากิจกรรมในงานเลยมีคนไม่มากนัก

   ผู้เขียนได้ลองถามนิสิตดูวันรุ่งขึ้น นิสิตบอกผู้เขียนว่า ตอนดึกๆคนมากเหมือนทุกปี (ดีแล้วที่กลับไปหอพักก่อนไม่อยากเบียดกับผู้คน) เอาภาพกิจกรรมมาให้ดูครับ

 

    วันรุ่งขึ้น(3 พ.ย. 2552) มีนิสิต 4 กลุ่มแต่แค่สองรายวิชาเป็นภาษาอังกฤษพื้นฐาน 2 และ ภาษาอังกฤษพื้นฐาน 3   ผู้เขียนเองไปอ่านพระราชดำรัสแล้วชอบใจ เอามาฝากผู้สนใจด้วยครับ

 

 

. . . วิธีที่จะทำให้คนเป็นคนดีนั้น ก็มีเช่น การศึกษา เมื่อก่อนนี้ ด้านการศึกษาคนในเมืองไทยนี่ มีความรู้ การอ่านหนังสือ เขียนหนังสือเป็น มีมาก เปรียบเทียบกับประเทศอื่นค่อนข้างจะสูง คือมีการอ่านเขียนได้เปอร์เซ็นต์สูง แต่มาปัจจุบันนี้น้อยลง เพราะว่าคนเพิ่ม โรงเรียน หรือผู้ที่มีหน้าที่สอนน้อยลง เปรียบเทียบกัน อาจจะแย้งว่าสมัยนี้มีเทคโนโลยีสูง ทำให้สามารถที่จะทำกิจการโรงเรียน กิจการสั่งสอนแพร่ออกไปได้มากกว่า แต่ไม่มีอะไรแทนการอบรม ไม่มีอะไรแทนการบ่มนิสัย คือการสอนนี่มีแบ่งเป็นอบรม แล้วก็บ่มนิสัย แต่ถ้าไม่มีผู้ที่อบรม ไม่มีผู้ที่บ่มนิสัย หรือผู้ที่อบรม หรือผู้ที่บ่มนิสัย เป็นคนที่คุณภาพต่ำ ผู้ที่ได้รับอบรมบ่มนิสัยย่อมคุณภาพต่ำเหมือนกัน อาจจะยิ่งร้ายกว่า แม้จะมีเทคโนโลยีชั้นสูง

เทคโนโลยีชั้นสูงนี้ คนส่วนมาก เดี๋ยวนี้ก็เข้าใจ ว่ามีโทรทัศน์ มีดาวเทียม มีเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ว่าเครื่องเหล่านี้ หรือสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ดูรูปร่างท่าทางเหมือนมีชีวิต แต่อาจจะไม่มีชีวิต มีสีก็มีสีได้ แต่ว่าไม่มีสัน. คือสีสันนั่นรวมแล้วมันครบถ้วน และยังไม่ครบ ยังไม่มีจิตใจ. อาจจะทำให้คนที่มีจิตใจอ่อนเปลี่ยนเป็นคนละคนก็ได้ แต่ว่าที่จะอบรมโดยใช้สื่อที่ก้าวหน้าที่มีเทคโนโลยีสูงนี่ยากที่สุด ที่จะอบรมบ่มนิสัยด้วยเครื่องเหล่านี้

. . .  ฉะนั้นไม่มีอะไรแทนคนสอนคน . . .

(พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา)

 

 

  ก่อนผู้เขียนสอนจะเตรียมการสอนค่อนข้างมากและพยายามสอนแบบเรียนรู้(learning)ไปพร้อมกันนิสิตจะไม่ใช้การสอน(teaching)แบบเดียวนิสิตในแต่ละกลุ่มจะต้องเรียนรู้เรื่องของการไม่โจรกรรมหรือคัดลอกผลงานผู้อื่น ในภาษาอังกฤษเราเรียกว่า Plagiarism  ถ้านิสิตคัดลอกผลงานของผู้อื่น ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสนเราปรับให้วิชานั้นได้ 0

   นิสิตกลุ่มแรกที่ผู้เขียนสอนในตอนเช้าคือกลุ่มนี้ครับ เป็นภาษาอังกฤษพื้นฐาน 3 นิสิตกลุ่มนี้ค่อนข้างหลากหลายส่วนใหญ่มีทั้งคณะศึกษาฯ เอกคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ เอกพละศึกษา(ไม่อยากบอกว่ามีปี 4 มาเรียนด้วยหลายคน)  ตอนให้จับกลุ่มทำกิจกรรมเพื่อแนะนำตัวเองเป็นภาษาอังกฤษถือว่าใช้ได้

   นิสิตกลุ่มที่สอง เป็นนิสิตชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มาเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน 2 ซึ่งประกอบด้วยหลายสาขา เช่น วิศวะฯชลประทาน วิศวะฯก่อสร้าง วิศวะฯอาหาร วิศวะฯอุตสาหกรรม ตอนนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษเมื่อดูภาพรวมแล้วนิสิตมาจากภาคกลางมากกว่าภาคอื่นๆๆ

    ตอนบ่ายเป็นกลุ่มที่สามมาเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน 3 ทั้งหมดเป็นสาขาการจัดการ(management) จากคณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ตอนนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษจะพบว่า สาขานี้มีความแตกต่างจากเพื่อนในกลุ่มอื่นๆ เพราะแต่ละคนตั้งใจสูง(แถมฮา ด้วย ) กลุ่มนี้หัวเราะได้ตลอด เวลาหมดไปเร็วมาก จนนิสิตกลุ่มอื่นมารอหน้าห้องสอน

   กลุ่มสุดท้ายเป็นภาษาอังกฤษพื้นฐาน 2 กลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นเช่นสาขาฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาจุลชีวะ ฯ ปรากฏว่ากลุ่มนี้มีนิสิตที่มาจากใต้หลายคน กลุ่มนี้ต้องใช้เก้าอี้เสริม(เข้าใจว่ามีนิสิตมาลงเพิ่ม ปกติกลุ่มหนึ่งไม่เกิน 50 คน)

   ตอนนี้กำลังเตรียมการสอนและตรวจงานการเขียนของนิสิตอยู่ พบข้อผิดพลาดในการเขียนค่อนข้างมาก แล้วจะมาเขียนทีหลังนะครับว่านิสิตมีข้อผิดพลาดในการเขียนอย่างไรบ้าง ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่าน….

 Thank you

Plagiarism

http://en.wikipedia.org/wiki/Plagiarism

พระราชดำรัสจากที่นี่ครับ