วันเสาร์หลังจากถวายมหากฐิน ณ วัดศรีสุมังคลาราม ซึ่งเป็นวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม 2552 ตรงกับขึ้น 6 ค่ำ เดือน 11 วัดนี้ตั้งอยู่ตำบลหนองหาน อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี งที่ฉันประทับใจเมื่อได้เข้ามาถึงวัดคือความสงบเงียบ ผู้คนมีน้ำใจ ช่วยเป็นธุระให้กันและกัน ฉันเองได้รับความอนุเคราะห์เรื่องที่พักห้องแอร์จากผู้ไหญ่บ้านตำบลหนองหานบ้านพักอยู่ติดวัด ที่นี่มีเรื่องอัศจรรย์ใจให้พบเห็น แต่ขอติดไว้ก่อน บ่าย 3 โมงเย็น เราเดินทางไปอำเภอบ้านดุง เพื่อไปกราบบูชาเจ้าปู่ศรีสุทโธ ที่คำชะโนด เมืองพญานาคและถวายคำบูชาว่า "กายะจิตตัง อาหังวันทา นาคาธิบดีศรีสุทโธ วิทสุทธิเทวาปูเชมิ" ฉันได้ถ่ายภาพไว้ และจะนำมาลงหลังจากกลับถึงบ้าน ขณะนี้ใช้เน็ตของรร. ซึ่งทำให้ใจเย็นขึ้นเพราะเน็ตช้ามาก ความช้านี่ก็ดีไปอย่าง เร็วมากก็เกิดเรื่องได้

คำว่า"คำชะโนด"ที่เชื่อกันว่าเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นเมืองพญานาค หรือเรียกว่า "วังนาคินทร์" ปัจจุบันตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่อ้าว!ไม่ปรากฏแจ้ง....แต่แจ้งว่าอยู่บ้านโนนเมือง หมู่ 11 ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จ อุดรธานี นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองอุดรธานี

มีเรื่องเล่าขานมาแต่โบราณเกี่ยวกับลุ่มน้ำโขง ซึ่งผู้คนในท้องถิ่นมีความเชื่อว่า "แม่น้ำโขงถูกสร้างโดยพระราชาแห่งนาค ผู้มีพระนามว่า"เจ้าห่อพญาศรีสุทโธ"

สิ่งแรกที่สดุดตาคือรูปปั้นพญานาคทั้งสองข้างทางเดินข้ามแม่น้ำเล็กๆไปนั้น สวยงามมาก ผู้คนต่างพากันเดินไปเงียบๆ ไม่มีเสียงรองเท้ากระทบพื้นเพราะต้องถอดรองเท้า

ซึ่งคนที่นี่ถือว่าสถานที่ๆศักดิ์สิทธิ์นั้นผู้มาเยือนต้องให้ความเคารพด้วยการไม่สวมรองเท้า 1 ไม่ส่งเสียงดัง 1 ไม่นำสิ่งสกปรกเข้ามา 1 ฉันคิดว่าคำหลังนั้นตีความกว้าง

ที่นี่จึงสะอาด สงบ และเงียบ เหมาะแก่การได้พิจารณาตนเองอย่างเป็นทางการ

ที่นี่นอกจากจะสงบเงียบแล้ว ยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆของไม้ชนิดหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่ามันคือกลิ่ของอะไร แต่สัมผัสกลิ่นนั้นนุ่มนวล สดชื่น หายเหนื่อย

สถานที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นเกาะ มีเนื้อที่ประมาณ 20 ไร่ ล้อมรอบด้วยน้ำ จึงดูเหมือนเกาะลอยน้ำ เล่ากันว่าเคยเกิดน้ำใหญ่ท่วมบ้านเรือน และบริเวณกว้างไปทั่วทุ่ง แต่เกาะนี้กลับไม่ถูกน้ำท่วมและมองูเหมือนลอยตัวอยู่กลางน้ำ เป็นที่อัศจรรย์ใจแก่ผู้พบเห็น

นอกจากนี้แล้วลักษณะเด่นของคำชะโนดคือมีต้นไม่ลักษณะพิเศษขึ้นเต็มไปหมด ชาวบ้านเรียกว่าต้นชะโนด มีลักษณะเป็นไม้พันธุ์ผสม 3 อย่างคือต้นหมากมีกาบ ใบคล้ายต้นตาล ลำต้นคล้ายมะพร้าวขื้นหนาแน่น ร่มรื่น ร่มเย็น ฉันมองบริเวณใต้ต้นชะโนดกลับแปลกใจที่พบต้นเฟิร์น ที่ฉันเคยเห็นมนที่ๆอากาศชื้นแฉะมากๆ รวมทั้งต้นไม้บางอย่างคล้ายต้นยาง มีตะไคร่เกาะเขียว ได้กลิ่นป่าลึกสูง ได้รับการยืนยันจากหลวงพ่อว่ามีแห่งเดียวในประเทศไทย และไม่มีใครกล้าเอาพันธุ์ไม้นี้ออกมาปลูกที่อื่น

เชิญชมภาพถ่ายฝีมือครูต้อยกับหลานมุกค่ะ

 

 

ฆ้องใหญ่มาก ไม้ตีฆ้องก็หนักมาก แต่อยากฟังเสียงฆ้องใหญ่จึงยกขึ้นตี 3 ครั้ง เสียงกังวานไกลมากๆค่ะ

เป็นศาลที่สร้างขึ้นจากศรัทธาและความเชื่อว่าเป็นที่อยู่ เป็นวังพญานาค

รอบๆศาล มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเหมือนป่า หลายพันธุ์ โดยเฉพาะต้นชะโนดมีเยอะมาก

เป็นไม้ยืนต้นพันธุ์ผสมดังคำร่ำลือจริงๆ

ตรงนี้เป็นอ่างน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้คนต่างเอามาดื่มกิน และประพรมศีรษะ เพื่อเป็นศิริมงคล

บางคนก็เอาขวดเปล่ามาเติมน้ำที่บ่อนี้เอากลับๆไปฝากญาติมิตรทางบ้าน

บ้างก็นำมาดื่มรักษาโรค ซึ่งเป็นความเชื่อและความศรัทธาของแต่ละบุคคล

ต้นนี้เอนกายทอดให้เห็นลวดลายของลำต้นคล้ายเกร็ดพญานาค

ลำต้นเป็นเกลียว ดูเหมือนจะมีเพียงต้นเดียว

คุณลุงผู้ดูแลศาลเรียกครูต้อยและน้องสาวมาพบและพูดว่า อยากเห็นพญานาคไหม

เราก็พยักหน้า ท่านก็พามาแล้วให้เอาแก้มแนบกับลำต้น พร้อมกันแหงนหน้าขึ้นไป

จะเห็นดังที่ปรากฏในภาพ หลายคนมองไม่เห็นอันนี้ต้องใช้เทคนิคในการมองนิดหน่อย

ภาพในบันทึกนี้ครูต้อยไม่ตกแต่ง

เพราะอยากนำเสนอบรรยากาศในเวลานั้นอย่างตรงไปตรงมา

 ดังนั้นบางภาพก็ไม่ชัด

เป็นเรื่องแปลกว่าหามุมสว่างที่ดำชะโนดค่อนข้างยาก ส่วนใหญ่แสงจะอยู่นอกวงพื้นที่ 20 ไร่นี้ ยกเว้นบริเวณศาลเท่านั้นที่ดูสว่างเพราะแสงอาทิตย์ส่องถึงรวมทั้งบริเวณสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่พอมีแสงให้ดูสว่างเป็นบางมุม

 

มุมนี้เป็นภาพด้านขวามือเมื่อหันหน้าเข้าหาศาล เป็นมุมเดียวกับต้นลำชะโนดที่มีลำต้นคล้ายเกร็ดที่ชาวบ้านเรียกว่าเกล็ดพญานาค

 

ทางที่คดไปคดมา เดินทำสมาธิไปและกลับก็เพลินดี

นานๆจะมีคนเดินสวนที ไม่รู้หายไปไหนหมด

เมื่อกี๊ยังอยู่กันเต็มถนน

ขากลับตะวันลับฟ้า ความเงียบย่างกลายเข้ามาเงียบๆ มองกลับออกไปทางขาเข้ามาพลันเห็นภาพพระพุทธรูปเด่นเป็นสง่างาม เลยรีบเก็บภาพ ไว้หลายภาพ

เดินออกมาได้เกินครึ่งทางก็เห็นแสงสว่าง เห็นคนบ้างค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย

ตะวันแบบภาพข้างล่างนี้แม่ฉันเคยบอกว่า คนโบราณเขาเรียกว่าเป็นเวลาที่ผีออกมาตากผ้าอ้อมกัน เขาจึงไม่ให้ซักผ้ากลางคืน ตากกลางคืน เกรงจะไปแย่งกัน แต่ปัจจุบัน บางวันดึกดื่นก็ยังซักกัน เพราะหาเวลาว่างกลางวันไม่ได้ อย่างนี้ ผีวิ่งหนีเข้าป่าหมด..

อะ อะ อะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะจะบอกไห่...อิอิ

ตรงนี้เหลือเชื่อ ที่มองริมฝั่งน้ำก่อนเดินข้ามกลับไปยังฝั่งวัด ต้นหญ้าบนผืนดินผืนเดียวกัน แต่ทำไมเป็นคนละพัธุ์ คนละสภาพอากาศเลย ใครอธิบายได้ช่วยที งง หมดแล้ว

ไม่เชื่อก็ย้อนกลับขึ้นไปดูภาพดงหญ้าในดงคำชะโนดใหม่เป็นอีกทีเถอะ นะคะ

ไว้โอกาสหน้าจะบันทึกเรื่องราวเล่าจากปากต่อปากเกี่ยวกับหนังแก้บนเมืองพญานาคค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามจนจบวันนีขอนอนหัวค่ำหน่อย เอาแรงไว้พรุ่งนี้จะได้ตื่น

แล้วไปเมืองหนองคายด้วยกันนะคะ นอนหลับฝันดีนะคะ