เป็นการทำแบบสะดุด “ทำหยุด ทำหยุด” ทำจน “ช้ำ” ไปหมด ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่บริหารด้าน KM

         ท่านที่เคยใช้ยาปฏิชีวนะ คงจะทราบดีว่าถ้าหมอให้ยามาทานเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ เราจะต้องทานจนครบ ถึงแม้ว่าแค่ทานไปสองสามวันแล้วอาการดีขึ้น ก็จะต้องทานต่อไปจนครบสัปดาห์ ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดภาวะ “ดื้อยา” คือถ้าเกิดป่วยขึ้นมาอีก อาจใช้ยาตัวเดิมนี้ไม่ได้

         สองสามปีที่ผ่านมานี้มีองค์กรหลายแห่งกำลังใช้ยาที่ชื่อว่า KM นี้กันอย่างเปรอะปะ ถ้าองค์กรมีงบประมาณด้านการฝึกอบรมมากหน่อย มักจะจัดอบรม KM ค่อนข้างบ่อย เดี๋ยวเชิญวิทยากรคนนั้นมา เดี๋ยวเชิญวิทยากรคนนี้มา และเนื้อหาที่วิทยากรแต่ละท่านสอนก็มักจะแตกต่างกันพอสมควร แต่ละคนมีมี “รูปแบบ” และจุดเน้นที่ไม่เหมือนกัน ทำให้คนในองค์กร “หัวปั่น” กันพอสมควรเลยทีเดียว

         

         วิทยากรคนแรกแนะนำว่าให้ทำอย่างนี้ ในขณะที่วิทยากรอีกคนหนึ่งบอกว่าถ้าจะให้ได้ผลดีต้องทำอย่างนั้น เรียกว่ามีการใช้ “ยา KM” กันหลายขนาน แต่ปรากฏว่ากินยาไม่ครบตามที่กำหนด คือทำตามคำแนะนำของวิทยากรไประยะหนึ่ง ครั้นเห็นว่าไม่ค่อยได้ผลก็หยุดทำ พยายามมองหาวิทยากรคนใหม่ และทำตามแนวทางใหม่ไปสักพัก พอพบอุปสรรคก็หยุด เป็นการทำแบบสะดุด “ทำหยุด ทำหยุด” ทำจน “ช้ำ” ไปหมด ทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ที่บริหารด้าน KM

        
         หลายครั้งที่ผมได้รับเชิญให้เข้าไปทำความเข้าใจกับคนในองค์กร (อีกครั้ง) พลังในเรื่อง KM ในองค์กรนั้นๆ แทบจะไม่เหลือแล้ว เพราะหลายคนเริ่มเข็ดขยาดกับเรื่อง KM และ LO พอถูกเชิญ (สั่ง) ให้มาเข้าร่วม KM Workshop (อีกครั้ง) หลายคนก็เข้ามาอย่างไม่เต็มใจนัก เพราะรู้สึกว่า KM เป็นเรื่องที่เสียเวลา เข้าใจยาก และไม่ได้ประโยชน์อะไร มาเข้าร่วมอย่างไม่มีใจ บ้างก็อยู่ไม่ครบอ้างเหตุผลต่างๆ นานา อ้างว่าติดลูกค้า ติดประชุม ฯลฯ
        
         หลายครั้งเหมือนกันที่ผมเองก็ “ถอดใจ” คิดว่าจะเลิกบรรยาย คิดว่าจะไม่ทำ Workshop อีกต่อไป “การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าผู้เรียนไม่มีใจที่จะเรียน” แต่เมื่อหันมามองอีกมุมหนึ่ง ผมเห็นว่า “นี่คือความท้าทาย” ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้เขาเห็นคุณค่าของ KM/LO เห็นว่า “เครื่องมือ” ชิ้นนี้มีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของเขาทั้งที่บ้านและที่ทำงานอย่างไร เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็ทำให้เกิดกำลังใจที่จะทำงานนี้ต่อไป เพราะโจทย์ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าคือ “การรักษาผู้ที่อยู่ในภาวะดื้อยา (KM)” โดยที่มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ตรงที่ว่า . . . ทำอย่างไรเขาจึงจะรักษาตัวเองได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เรา !!!