หน้าแล้งหลังจบมัธยมของปีหนึ่งเมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อน เป็นวันที่ผมลาจากบ้านเกิดเพื่อไปอาศัยเป็นเด็กวัดเขาวังราชบุรีและเรียนต่อ จากนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่ได้กลับไปอยู่ที่บ้านเกิดอย่างที่เราคุ้นเคยอีกเลย และผมต้องมองตนเองใหม่ เพื่อก้าวไปในวารวัยของชีวิตต่อจากนี้
ผมกับพี่ชายเดินทางออกจากบ้านโดยลำพัง เป็นการส่งสัญญาณของพ่อและแม่เหมือนกับจะบอกว่าต่อไปนี้ต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตไปกับโลกกว้างด้วยตนเอง ซึ่งช่างเหงาวังเวงยิ่งกว่าเมื่อตอนถูกพ่อแกล้งจับโยนลงคลองแล้วตะเกียกตะกายจนกลายเป็นว่ายน้ำเป็น
พอก้าวเดินออกไปตามคันนา พ่อแม่และน้องๆรวมทั้งญาติพี่น้องก็เหมือนกับหยุดกิจกรรมต่างๆที่ดูเป็นการส่งกันจ่อกแจ่กจอแจ ให้ดูเหมือนกับเป็นเรื่องปรกติ พวกน้าก็ทำเป็นแกล้งเดินออกมาเก็บผักบุ้งไปเลี้ยงหมูอยู่ตรงทางออกจากละแวกบ้านของเรา

ผมเดินร้องไห้อย่างไม่อาย ซึ่งหลายปีผ่านไป พวกน้าๆและญาติพี่น้องผมก็บอกผมว่า วันที่เห็นผมเดินร้องไห้ออกจากบ้านครั้งนั้น พวกเขาก็แอบร้องไห้น้ำตาไหลด้วยเหมือนกัน การพลัดพรากจากลาคนและสิ่งที่เป็นความผูกพัน เป็นความทุกข์และให้ความเศร้าใจเหลือเกิน กระทั่งไปอยู่เป็นเด็กวัดเขาวังราชบุรีแล้ว ตกเย็น ซึ่งถ้าหากอยู่ที่บ้านก็จะเป็นช่วงเวลาที่ได้เจอพ่อแม่พี่น้องพร้อมหน้าพร้อมตา ก็ทำให้หงอยและแอบร้องไห้อยู่เป็นเดือน
นับแต่นั้นเป็นต้นมา การเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตและเติบโตก็เป็นเส้นทางที่ไกลจากถิ่นเกิดไปทุกขณะ แต่ผมก็ยังมีความหวังอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งก็จะได้กลับไปอยู่บ้าน แม้หลังจบปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมหิดลและทำงานไประยะหนึ่งแล้ว ผมก็ขอพ่อและแม่ให้ได้กลับไปอยู่บ้าน โรงเรียนแถวชนบทตอนนั้นก็ยังขาดครูอีกมากมาย ผมไปเป็นครูหรือรับราชการในอำเภอก็ได้
แรกๆพ่อแม่ก็ฟังแบบผ่านๆเหมือนการคุยกันแบบทั่วๆไป แต่พอเห็นผมพูดบ่อยๆพ่อและแม่ก็บอกว่าที่ลำบากในชีวิตมากมายนั้น ก็ยินดีที่จะอดและทนเพราะต้องการให้ผมและลูกๆทุกคนได้ไปศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ออกไปทำการงานพึ่งตนเอง หากกลับไปอยู่บ้านเหมือนเดิมก็เหมือนกับพ่อแม่ส่งลูกไม่ถึงฝั่ง พอได้ยินอย่างนั้นผมก็หยุดความตั้งใจและไม่พูดถึงเรื่องกลับไปอยู่บ้านอีก

ผมเก็บตังค์แบ๊งค์ ๑๐ บาทที่น้าผมดึงออกมาจากชายเสื้อให้ผมเมื่อครั้งกลับบ้านเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน เงินนี้มากกว่าการใช้จ่ายเดือนหนึ่งที่คนแถวบ้านผมจะมี ผมจึงเก็บไว้และใช้เป็นเครื่องกระตุ้นตนเองว่าจะต้องกลับไปอยู่บ้านให้ได้
ผมได้ทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดลนับแต่ปี ๒๕๒๖ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ยังมีสภาพเป็นชนบทแห่งหนึ่งของจังหวัดนครปฐม รถโดยสารไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยกับกรุงเทพฯยังไม่มี ต้องอาศัยโบกรถ บขส จากแม่กลอง หรือนั่งรถสองแถวออกไปถนนเพชรเกษมและผ่านไปทางสามแยกไฟฉายสายใต้เก่า
ตอนนั้น นอกจากขาดคนแล้ว ชาวมหิดลในกรุงเทพก็ไม่อยากย้ายออกไปอยู่ที่ศาลายา ผมและคนที่พอมีในตอนนั้นจึงต้องทำหน้าที่อยู่ยามในตอนกลางคืนและเป็นช่างไฟ ช่างซ่อมบำรุง ช่างประปา รวมไปจนถึงต้องเป็นภารโรงไปนอนเฝ้าอาคารต่างๆเพื่อไม่ให้ถูกปล่อยร้างจนพื้นปาเก้ร่อนและวัสดุเสื่อมโทรม
กระทั่งต่อมาก็เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการและเป็นรองผู้อำนวยการ รวมไปจนถึงได้เข้าไปทำงานให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆทั้งในระดับท้องถิ่นและในส่วนกลางของประเทศ เรียกว่าได้ทำสารพัด ซึ่งหลายเรื่องก็ทำให้ผมรู้สึกเป็นกำไรชีวิตเหลือเกินที่ได้ทำในระหว่างที่อยู่ในสถาบันการศึกษาแถวหน้าของประเทศและในหน่วยงานที่มีบทบาทต่อนานาชาติ ส่วนที่บ้านเกิดนั้น ผมเลิกคิดกลับไปอยู่แต่ไม่เสียโอกาสที่จะมีส่วนได้ทำสิ่งดีๆให้บ้านเกิด
เมื่อมีครอบครัวซึ่งภรรยาผมและบ้านเกิดของเธออยู่ที่สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ผมกับภรรยาก็ออกไปสร้างบ้านที่บ้านห้วยส้ม สันป่าตอง ซึ่งยังมีสภาพเป็นชนบท ค่อยสร้างและทำอย่างสะสม แบ่งพื้นที่ให้เหมือนผังบ้านเพื่ออยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกับมองไปในอนาคตที่จะทำงานวิชาการกับชาวบ้านและชุมชนไปจนกว่าจะหมดสภาพที่จะทำได้ เลยทำบ้านพักและอาคารเอนกประสงค์สำหรับเป็นห้องประชุมและดัดแปลงเป็นห้องภาวนา ห้องทำกิจกรรมกับเด็กและชุมชน ห้องแสดงงานศิลปะและนั่งเสวนากับหมู่มิตรอย่างที่ผมได้ทำกับชาวบ้านเมื่อตอนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา หน้าบ้านขุดสระและปลูกบัวหลวง ผมได้ทางออกอย่างใหม่ว่า ผมไม่ต้องได้กลับบ้านก็ได้ แต่ทำทุกที่ให้เป็นบ้านและผู้คนทั้งหลายก็เสมือนเป็นญาติพี่น้องของเราเสียเลย
ผมทำงานในมหาวิทยาลัยมหิดลกระทั่งได้ ๒๕ ปีในปี ๒๕๕๑ ก็เริ่มหาทางไปอยู่ต่างจังหวัด จึงลาออกเป็นข้าราชการบำนาญเพื่อให้คล่องตัวที่จะไปขอสอบและย้ายไปอยู่บ้านตนเองที่เชียงใหม่ได้สะดวกขึ้น รวมทั้งความที่ได้ผ่านการเป็นผู้บริหารในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ และดันถูกเสนอชื่อให้เข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อเลือกสรรเป็นผู้อำนวยการในครั้งหนึ่งอีกด้วย หากไม่รับทำงานบริหารและอยู่ที่เดิม คนเขาก็จะเกรงใจเหมือนกับเจอผู้มีบารมีนอกตำแหน่ง
หากทำงานแบบออมมือเพียงแค่ให้อยู่ได้ก็ไม่ใช่วิถีตัวเอง ทำจุ้นจ้านมากก็เกรงจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารของผู้อื่น เรียกว่ามีแต่เสมอตัวกับติดลบ ผมเลยคิดหาทางโอนย้ายไปอยู่ที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งก็จะเป็นการดีสำหรับผมอย่างยิ่งเหมือนกัน
เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ทำงานเดิมผมเลยจัดงานอำลาให้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว ทั้งที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่ผมจะย้ายไปอยู่นั้นอยู่แค่คนละฟากถนนหน้าที่ทำงานเดิมผมเท่านั้นเอง
แม่ผมได้เดินทางมาจากต่างจังหวัดกับน้องชายเพื่อไปเยี่ยมลูกๆคนอื่นๆพอดี ผมเลยชวนแม่และพี่ชายไปร่วมงานอำลา ผมเพิ่งบอกแม่ว่าตอนนี้ผมลาออกเป็นข้าราชการบำนาญและกำลังขอย้ายไปอยู่อีกคณะหนึ่งแล้ว
แม่ได้ฟังแล้วก็แสดงความรู้สึกเสียดาย เพราะแม่กับพ่อนั้นอยากให้ผมทำราชการไม่ใช่เพียงได้ทำงานและมีเงินเดือนเท่านั้น แต่พ่อแม่และคนบ้านนอกแถวบ้านผมนั้น มีทัศนคติว่าการเป็นคนบ้านนอกคอกนาได้ทำงานราชการนั้น เป็นการได้ทำหน้าที่ตอบแทนคุณแผ่นดิน เหมือนกับเป็นวิถีแห่งการอุทิศตนต่อสิ่งที่สูงส่งดีงาม ซึ่งผมก็ทราบดีและก็ได้ทุ่มเททำงานราชการอย่างทรนงใจเงียบๆตลอดมา

แต่ผมก็พยายามอธิบายให้แม่เข้าใจความเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลกับความเป็นราชการในความหมายที่กว้างกว่าในอดีต แล้วก็พาแม่เดินดูสภาพห้องและโต๊ะที่ผมนั่งทำงาน เพื่อก่อนจากลา แม่จะได้เห็นและพอนึกภาพออกว่าลูกของตนที่จากบ้านมาแต่เด็กเมื่อกว่า ๓๐ ปีโน้น มาทำงานและอยู่อย่างไร จากนั้นก็พาแม่ไปนั่งอยู่ในบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยพี่ๆน้องๆชาวสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล แม่ดูจะเริ่มเข้าใจและมีความสุขมากขึ้น

ผมลาจากสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียนและเริ่มทำงานที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีแม่ พี่ และผู้คนที่ต้องมาร่วมอำลากันด้วยความผูกพันหลายคนกว่าครั้งจากบ้านเมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อน แต่ก็กลับไม่รู้สึกโศกเศร้าอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งนี้ จึงถือเป็นการเริ่มก้าวเดินกลับบ้านและมุ่งสู่ครรภ์มารดาอีกครั้งด้วยจิตใจที่รู้สึกเป็นอิสรภาพกว่าเดิม...การจัดการความทุกข์ได้ดีขึ้นเป็นความก้าวหน้าทางการเรียนรู้อย่างหนึ่งสำหรับผม.
อาจารย์วิรัตน์ครับ
อ่านบันทึกนี้ทำให้ผมคิดภาพตาม คุณแม่ของอาจารย์คงมีความสุขที่เห็นการเติบโตของลูกชาย เห็นวิถีที่ควรจะเป็นในสังคมของคนทำงานที่อบอุ่นเสมือนครอบครัวใหญ่ งานอำลาไม่ได้มีความเคร้าโศรก มีเเต่ความยินดี กับการเริ่มต้นในสถานะ และพื้นที่ที่แตกต่างกัน
จริงๆผมอยากจะเขียนอะไรมากมายครับ แต่ก็เขียนไม่ออกเลย บันทึกเขียนเรื่องราวไว้อย่างสมบูรณ์
ยินดีต้อนรับสู่ ครรภ์มารดาอันกว้างใหญ่ ครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
อ่านบันทึกอาจารย์แล้ว...ครอบคลุมกับความคิดของผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ไม่ยึดติดกับตำแหน่งใดๆ....เพียงเพื่อที่จะไปพัฒนาในงานที่ถนัดและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ...
ผมลาจากสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียนและเริ่มทำงานที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีแม่ พี่ และผู้คนที่ผูกพัน ซึ่งมากมายกว่าครั้งจากบ้านเมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อนมาร่วมอำลากัน แต่ก็กลับไม่รู้สึกโศรกเศร้าอย่างเมื่อก่อน
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งนี้ จึงถือเป็นการเริ่มก้าวเดินกลับบ้านและมุ่งสู่ครรภ์มารดาอีกครั้งด้วยจิตใจ
คงเป็นเพราะในใจอาจารย์มีใจมุ่งมั่นที่จะตอบแทนแผ่นดินแม่ตลอดเวลาเลย...
บ้าน, อยู่ไม่ไกล
หากแต่ใจอยู่ไกลบ้าน
นานและนาน
ที่การงานเคี่ยวเข็ญเป็นเจ้าชีวิต
กลับบ้านกันไหม
ไปให้หัวใจได้หลับสนิท
หนุนตัก, และจุมพิต
ให้หัวใจได้แนบชิด.. "หัวใจบ้าน”
คิดดูสิ, หลังคาบ้านแต่กาลก่อน
เคยดับร้อน – ต้านลมฝนจนสะท้าน
บัดนี้, ยังอยู่เย็นเป็นสำราญ
หรือร้าวรานโทรมทรุด - ทุกข์ท้อใจ
คิดดูสิ, กระถิน ริมรั้วบ้าน
เคยกิ่งก้านเขียวชะอุ่มเป็นพุ่มใหญ่
บัดนี้, ยังชูช่อล้อลมไกว
หรือหักโค่นกิ่งใบไม่เหลือรอย
คิดดูสิ, แคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้าน
เคยสำราญเอนกายยามบ่ายคล้อย
บัดนี้, ผุพัง หรือยังคอย
ให้เราคืนเท้าถอย - รอยเวลา
คิดดูสิ, รองเท้าเก่าเราเคยใส่
แม่เก็บไว้ “เป็นของเจ้า” เฝ้ารอท่า
ประตูบ้านรอขานรับวันกลับมา -
ชานบ้านอันแก่ชรา... รอปลอบใจ
กลับบ้าน, ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่หนอ ?
บ้านยังรอ! จำได้ ใช่หรือไม่
ฟังสิ, นั่นเสียงเพรียก - เรียกมาไกล !
เสียงนั้น, คุ้นใช่ไหม.. เสียง “หัวใจบ้าน” !
....
ขอบพระคุณครับ
วิถีคนบ้านนอก
จากพ่อแม่หนองบัว สู่วัด (เขาวัง) ราชบุรี
จากวัด สู่มหาวิทยาลัย
จากมหาวิทยาลัย สู่อ้อมกอดแม่อันอบอุ่น
ขอเจริญพร
สวัสดีค่ะพี่ชาย อ.วิรัตน์ คำศรีจันทร์
-------------------------------
คนไกลบ้าน ..แต่หัวใจไม่ได้ห่างตามไปด้วยเลย..)))
อ่านบันทึกแล้วน้ำตาซึมเลยค่ะ คิดถึงแม่
อิ่มเอมกับเรื่องราวค่ะท่านอาจารย์ เห็นภาพพ่อแม่ยิ้มภาคภูมิ
บ้าน เคหสถานแห่งกระไออุ่นรัก สายใยผูกพัน
คิดถึงบ้านค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
การรำลึกถึงความทรงจำเก่าๆ ช่วยให้เกิดกำลังใจต่อสู้งานใหม่ๆได้เหมือนกันนะคะ
อ่านแล้ว คิดถึงภาพตัวเองตอนเด็กๆตามไปค่ะ
เกิดกำลังใจขึ้นมาเลย
ขอบคุณค่ะ
คุณลุงคร้าาาบ...... อ่านแล้ว อยากเรียนว่า......
งดงามครับ...ทั้งเนื้อหา และถ้อยคำ อ่านแล้วได้อรรถรส ได้ลิ้มรสความงดงาม หลักคิด และการธำรงตัวตน ของ “อภิชาตบุตร” ที่มี “กตัญญูกตเวทิตาจิต” เป็นหลักยึดบนเส้นทางเดินชีวิตอันยาวไกล จวบจนบรรลุถึง “วิชชาและจรณะ” อันงดงาม ได้อ่านแล้ว....ต้องหยุดหลับตาเพื่อน้อมจิตรำลึกและคารวะ “พระคุณพ่อ-พระคุณแม่” ที่เสกปั้นบุรุษผู้นี้มาให้มวลมิตรได้คบหา เรียนรู้ ..... "คำพ่อ คำแม่" คือมรดกล้ำค่ากว่าเงินทองมากนัก.... ผู้คนน้อยนักที่จะน้อมรับและถือเป็นหลักในครองตน.....
"นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญูกตเวทิตา"
ท่านทั้งหลาย..... ผู้กอรปด้วยการรู้คุณท่าน และตอบแทน นั่นคือเครื่องหมายแห่ง "คนดี"
น้อมคารวะ................ “อภิชาตบุตร”ผู้นี้ บุรุษผู้มีความพากเพียรอันบริสุทธิ์
น้อมคารวะ................ “พระคุณพ่อ-พระคุณแม่”ทั้งสองท่าน ผู้มอบบุรุษผู้นี้แด่มวลมิตร
ขอบคุณครับ
ด้วยความเคารพรักค่ะ
สวัสดีครับคุณจตุพร
คุณจตุพรเป็นคนผูกพันกับแม่และบ้านที่ต่างจังหวัดเหมือนกันนี่เนาะ แล้วก็เป็นคนทำงานชุมชนมือหนึ่งที่เข้าใจชุมชนได้หลากหลายกรอบ ต้องถือว่าใช้ทุนทางสังคมของลูกหลานคนชนบทมาเป็นวิถีวิชาการของคนรุ่นใหม่ของตนได้อย่างเหมาะสมมากนะครับ
เป็นเพื่อนกับเด็กๆและชาวบ้านก็เข้าท่า แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชั้นกลางในองค์กรสมัยใหม่ก็เข้าที มีคนเชื่อมและถักทอสังคมอย่างนี้เยอะๆ ก็คงจะทำให้สังคมมีโอกาสในการพัฒนาดีๆอีกเยอะนะครับ
สวัสดีครับคุณครูคิม
ผมได้อ่านเรื่องราวของคุณครูคิมที่ไหนสักแห่ง ที่เป็นพูดถึงการเริ่มต้นชีวิตการเป็นครูของเด็กๆ แล้วก็ต้องไปอยู่ในที่กันดาร ต้องตักน้ำอาบกันเอง ทำให้นึกถึงคุณครูของพวกผมเมื่อตอนเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมเลยครับ
ชอบอ่านเรื่องราวหลายเรื่องที่คุณครูคิมเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์หลากหลายทั้งจากบทบาทของการเป็นครู ประสบการณ์ชีวิต การเรียนรู้จากผู้คนที่รู้จักและโลกรอบข้าง หากมีโอกาสจะมาขอถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยครับ มีกำลังใจและมีความสุขครับผม
สวัสดีครับคุณครูอ้อยเล็ก
มุมมองของคุณครูอ้อยเล็กนี่เป็นวิธีคิดของชาวบ้านในอดีเหมือนกันนะครับ อย่างแถวบ้านผมนั้น ตอนเกิด ผู้ใหญ่มักจะเอารกเด็กๆแต่ละคนไปฝังดินตามต้นไม้และกอไผ่ ซึ่งก็สื่อหลักคิดของชุมชน แล้วก็คงจะมีการปลูกฝังแนวคิดนี้สอดแทรกอยู่ในการให้การศึกษาอบรมต่างๆที่อยู่ในวิถีชาวบ้านอยู่เสมอ เพราะการเอารกฝังดินก็สะท้อนแนวคิดให้เด็กๆรักและผูกพันกับแหล่งก่อเกิดและถิ่นอาศัย ส่วนกอไผ่ก็เป็นการให้รักความสามัคคี รักหมู่คณะ รวมทั้งดัดและอบรมสั่งสอนได้ ทำให้มีสายรกอีกอย่างหนึ่งที่มองไม่เห็น และเชื่อมโยงผู้คนเขากับภาวะบางอย่างที่เราจินตนาการถึงได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
สวัสดีครับอาจารย์แผ่นดิน
กวีบทนี้ พลังกวีลงตัวมากเลยครับ ให้วิธีคิดและกระทบใจได้อย่างแรง เป็นการให้ความซาบซึ้งทั้งเชิงคุณค่าและการมีความหมายของสิ่งต่างๆมากกว่าความเป็นวัตถุ สะท้อนโลกทัศน์ของคนในยุค New age ได้ดีจริงๆเลยครับ อ่านแล้วยิ่งมีความสุขหากได้กลับบ้าน ได้ไปสัมผัสทุกอย่างที่เป็นเหมือนลมหายใจ หากอยู่ไกลบ้านอ่านแล้วก็คงต้องอยากกลับบ้านหรือหาทางทำสิ่งดีๆให้กับบ้าน หากกำลังคิดถึงบ้าน อ่านแล้วคงน้ำตาร่วงพลั่กๆเลยทีเดียว
ประทับใจวิธีคิดและการทำหนังสือ ที่ทำให้เด็กนักศึกษา ชาวบ้าน และลูกของอาจารย์ เข้าไปเป็นคนเดินเรื่องราวของหนังสือ โดยเฉพาะที่ทำให้ลูกของอาจารย์นะครับ เป็นการให้ที่ฉลาดและยิ่งใหญ่ในทางกุโศลบายมากครับอาจารย์ เชื่อได้เลยว่าจะเป็นสายรกที่มีพลังต่อจิตวิญญาณและความสำนึกต่อตัวตนของเขา เชื่อมโยงเขากับครรภ์มารดาที่ยิ่งใหญ่และงดงามแน่ๆครับ
กราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ
อันที่จริงก่อนได้ไปเป็นเด็กวัดเขาวังราชบุรีหลังจบมัธยมนั้น เมื่อตอนอยู่บ้านผมก็ชอบไปวัดและผูกพันกับวัดตั้งแต่เด็กครับ ในอดีตนั้น วัดเป็นที่รวมของสรรพวิชา งานศิลปะและงานฝีมือ ที่เป็นเลิศกว่าที่มีในชุมชน น่าสนใจ น่าเรียนรู้ ผมชอบไปวัดเพราะพระจะทำว่าวและสนูเก่ง ตอนกลางวันก็ชอบไปป้วนเปี้ยนอยู่ตามวัดเพราะชอบได้ยินเสียงพระท่องหนังสือ ซ้อมเทศน์ ยิ่งตอนใกล้เทศน์คาถาพัน พระบางองค์ก็จะซ้อมเทศน์เป็นเพลงแหล่ เลยโตมากับวัดตั้งแต่เด็กครับ เข้ากรุงเทพก็ไปเป็นเด็กวัดสระเกศ แล้วก็มาเป็นเด็กวัดราชประดิษฐ์ฯครับ ดังนั้น ครรภ์มารดาอย่างหนึ่งของผมก็เห็นจะได้แก่ วัด พระ และชาวบ้าน ด้วยเช่นกันครับ
สวัสดีครับคุณครูจุฑารัตน์
แม่ยังแข็งแรงและสุขภาพดีครับ หลายปีมานี้ก็รู้สึกว่าแม่ดูแจ่มใสออกมาจากข้างใน ทำให้ผมมีความสุขไปด้วยอย่างบอกไม่ถูก
พอน้องจุฑารัตน์บอกว่าอ่านแล้วน้ำตาซึมนี่นึกออกเลย ยิ่งอ่านต่อเนื่องมาถึงบทกวีของอาจารย์แผ่นดินแล้วละก็เป็นได้น้ำตาซึมอย่างต่อเนื่องเลย ได้แวะเข้าไปอ่านบันทึกถึงแม่ของน้องจุฑารัตน์แล้ว เลยต้องขอบอกว่าขอให้เข้มแข็งนะครับ แม่-พ่อ อยู่ในตัวเรานี่เอง
สวัสดีครับคุณ poo
ดีใจที่ทำให้อ่านแล้ว ทำให้ได้นั่งคิดถึงบ้านนะครับ การมีที่อันอบอุ่นและได้ความอุ่นใจเมื่อคิดถึง ก็เหมือนกับการมีที่ให้หลังพิงนะครับ ทำให้มีกำลังใจและทำให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความหมาย ขอให้ท่องไปทุกแห่งในชีวิตอย่างมีความสุขลึกซึ้งเหมือนท่วงทำนองที่พลิ้วลอยล่องของเสียงกีตาร์โลโบนะครับ
สวัสดีครับคุณณัฐรดา
การได้ทบทวนและรำลึกถึงเรื่องราวเก่าๆเป็นทุนชีวิตที่ให้กำลังใจตนเองได้ดีมากจริงๆครับ แล้วก็ทำให้ได้ความคิดอย่างหนึ่งว่า ทำวันนี้ให้มีความหมายโดยใส่ชีวิตจิตใจลงไป ในอนาคตก็จะกลับมาเป็นความทรงจำที่ดีให้ได้รำลึกถึงอีก ผมเคยอวยพรน้องๆและลูกศิษย์ว่า ให้ทำงานหนัก
แต่อย่างคุณณัฐรดานั้น ได้ความทรงจำที่ดีไปตลอดรายทาง ในอนาคตก็จะมีทุนทางสังคมที่ได้สร้างอย่างสะสมไว้มากมายนะครับ การมีวิธีสร้างสุขภาวะออกมาจากภายในตนเองอย่างคุณณัฐรดานี่ เป็นทุนชีวิตที่ยั่งยืนและเป็นเพื่อนตนเองให้เราได้ดีที่สุดครับ
ตอนนี้กำลังจะทำเวิร์คช็อป อบรม Botanical Painting กับทีมอาจารย์คณะวิทย์หรือครับ อย่าลืมนำมาถ่ายทอดในที่ไหนสักแห่งหนึ่งให้ได้ตามไปชื่นชมด้วยนะครับ
สวัสดีครับคุณช้างน้อยมอมแมม
นี่ต้องถือเป็นความสุขในเบื้องต้นของผมนะครับที่ทำให้คุณช้างน้อยมอมแมมเห็นแง่งามของชีวิตและจิตใจอย่างวิถีชนบทที่ผสมผสานกับสังคมสมัยใหม่ คุณช้างน้อยมอมแมมจะได้เป็นคนงานความรู้ นักวิจัย และมือวิชาการ ที่มุ่งไปทางเสริมกำลังคนส่วนใหญ่ที่อยู่กับคุณค่าและความหมายของการดำเนินชีวิตด้วยกันในชนบท เป็นการชวนกันกลับบ้านอย่างหนึ่งเหมือนกันครับ
สวัสดีครับคุณณัฐพัชร์