หน้าแล้งหลังจบมัธยมของปีหนึ่งเมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อน เป็นวันที่ผมลาจากบ้านเกิดเพื่อไปอาศัยเป็นเด็กวัดเขาวังราชบุรีและเรียนต่อ จากนั้นเป็นต้นมาผมก็ไม่ได้กลับไปอยู่ที่บ้านเกิดอย่างที่เราคุ้นเคยอีกเลย และผมต้องมองตนเองใหม่ เพื่อก้าวไปในวารวัยของชีวิตต่อจากนี้

ผมกับพี่ชายเดินทางออกจากบ้านโดยลำพัง เป็นการส่งสัญญาณของพ่อและแม่เหมือนกับจะบอกว่าต่อไปนี้ต้องเรียนรู้ที่จะเติบโตไปกับโลกกว้างด้วยตนเอง ซึ่งช่างเหงาวังเวงยิ่งกว่าเมื่อตอนถูกพ่อแกล้งจับโยนลงคลองแล้วตะเกียกตะกายจนกลายเป็นว่ายน้ำเป็น 

พอก้าวเดินออกไปตามคันนา พ่อแม่และน้องๆรวมทั้งญาติพี่น้องก็เหมือนกับหยุดกิจกรรมต่างๆที่ดูเป็นการส่งกันจ่อกแจ่กจอแจ ให้ดูเหมือนกับเป็นเรื่องปรกติ พวกน้าก็ทำเป็นแกล้งเดินออกมาเก็บผักบุ้งไปเลี้ยงหมูอยู่ตรงทางออกจากละแวกบ้านของเรา

ผมเดินร้องไห้อย่างไม่อาย ซึ่งหลายปีผ่านไป พวกน้าๆและญาติพี่น้องผมก็บอกผมว่า วันที่เห็นผมเดินร้องไห้ออกจากบ้านครั้งนั้น พวกเขาก็แอบร้องไห้น้ำตาไหลด้วยเหมือนกัน การพลัดพรากจากลาคนและสิ่งที่เป็นความผูกพัน เป็นความทุกข์และให้ความเศร้าใจเหลือเกิน กระทั่งไปอยู่เป็นเด็กวัดเขาวังราชบุรีแล้ว ตกเย็น ซึ่งถ้าหากอยู่ที่บ้านก็จะเป็นช่วงเวลาที่ได้เจอพ่อแม่พี่น้องพร้อมหน้าพร้อมตา ก็ทำให้หงอยและแอบร้องไห้อยู่เป็นเดือน

นับแต่นั้นเป็นต้นมา การเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตและเติบโตก็เป็นเส้นทางที่ไกลจากถิ่นเกิดไปทุกขณะ แต่ผมก็ยังมีความหวังอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งก็จะได้กลับไปอยู่บ้าน แม้หลังจบปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมหิดลและทำงานไประยะหนึ่งแล้ว ผมก็ขอพ่อและแม่ให้ได้กลับไปอยู่บ้าน โรงเรียนแถวชนบทตอนนั้นก็ยังขาดครูอีกมากมาย ผมไปเป็นครูหรือรับราชการในอำเภอก็ได้ 

แรกๆพ่อแม่ก็ฟังแบบผ่านๆเหมือนการคุยกันแบบทั่วๆไป แต่พอเห็นผมพูดบ่อยๆพ่อและแม่ก็บอกว่าที่ลำบากในชีวิตมากมายนั้น ก็ยินดีที่จะอดและทนเพราะต้องการให้ผมและลูกๆทุกคนได้ไปศึกษาเล่าเรียนแล้วก็ออกไปทำการงานพึ่งตนเอง หากกลับไปอยู่บ้านเหมือนเดิมก็เหมือนกับพ่อแม่ส่งลูกไม่ถึงฝั่ง พอได้ยินอย่างนั้นผมก็หยุดความตั้งใจและไม่พูดถึงเรื่องกลับไปอยู่บ้านอีก

                           ผมเก็บตังค์แบ๊งค์ ๑๐ บาทที่น้าผมดึงออกมาจากชายเสื้อให้ผมเมื่อครั้งกลับบ้านเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน เงินนี้มากกว่าการใช้จ่ายเดือนหนึ่งที่คนแถวบ้านผมจะมี ผมจึงเก็บไว้และใช้เป็นเครื่องกระตุ้นตนเองว่าจะต้องกลับไปอยู่บ้านให้ได้

ผมได้ทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดลนับแต่ปี ๒๕๒๖ ตั้งแต่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ยังมีสภาพเป็นชนบทแห่งหนึ่งของจังหวัดนครปฐม รถโดยสารไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยกับกรุงเทพฯยังไม่มี ต้องอาศัยโบกรถ บขส จากแม่กลอง หรือนั่งรถสองแถวออกไปถนนเพชรเกษมและผ่านไปทางสามแยกไฟฉายสายใต้เก่า

ตอนนั้น นอกจากขาดคนแล้ว ชาวมหิดลในกรุงเทพก็ไม่อยากย้ายออกไปอยู่ที่ศาลายา ผมและคนที่พอมีในตอนนั้นจึงต้องทำหน้าที่อยู่ยามในตอนกลางคืนและเป็นช่างไฟ ช่างซ่อมบำรุง ช่างประปา รวมไปจนถึงต้องเป็นภารโรงไปนอนเฝ้าอาคารต่างๆเพื่อไม่ให้ถูกปล่อยร้างจนพื้นปาเก้ร่อนและวัสดุเสื่อมโทรม

กระทั่งต่อมาก็เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการและเป็นรองผู้อำนวยการ รวมไปจนถึงได้เข้าไปทำงานให้มหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆทั้งในระดับท้องถิ่นและในส่วนกลางของประเทศ เรียกว่าได้ทำสารพัด ซึ่งหลายเรื่องก็ทำให้ผมรู้สึกเป็นกำไรชีวิตเหลือเกินที่ได้ทำในระหว่างที่อยู่ในสถาบันการศึกษาแถวหน้าของประเทศและในหน่วยงานที่มีบทบาทต่อนานาชาติ  ส่วนที่บ้านเกิดนั้น ผมเลิกคิดกลับไปอยู่แต่ไม่เสียโอกาสที่จะมีส่วนได้ทำสิ่งดีๆให้บ้านเกิด

เมื่อมีครอบครัวซึ่งภรรยาผมและบ้านเกิดของเธออยู่ที่สันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ผมกับภรรยาก็ออกไปสร้างบ้านที่บ้านห้วยส้ม สันป่าตอง ซึ่งยังมีสภาพเป็นชนบท ค่อยสร้างและทำอย่างสะสม แบ่งพื้นที่ให้เหมือนผังบ้านเพื่ออยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมกับมองไปในอนาคตที่จะทำงานวิชาการกับชาวบ้านและชุมชนไปจนกว่าจะหมดสภาพที่จะทำได้ เลยทำบ้านพักและอาคารเอนกประสงค์สำหรับเป็นห้องประชุมและดัดแปลงเป็นห้องภาวนา ห้องทำกิจกรรมกับเด็กและชุมชน ห้องแสดงงานศิลปะและนั่งเสวนากับหมู่มิตรอย่างที่ผมได้ทำกับชาวบ้านเมื่อตอนอยู่มหาวิทยาลัยมหิดลศาลายา หน้าบ้านขุดสระและปลูกบัวหลวง ผมได้ทางออกอย่างใหม่ว่า ผมไม่ต้องได้กลับบ้านก็ได้ แต่ทำทุกที่ให้เป็นบ้านและผู้คนทั้งหลายก็เสมือนเป็นญาติพี่น้องของเราเสียเลย

ผมทำงานในมหาวิทยาลัยมหิดลกระทั่งได้ ๒๕ ปีในปี ๒๕๕๑ ก็เริ่มหาทางไปอยู่ต่างจังหวัด จึงลาออกเป็นข้าราชการบำนาญเพื่อให้คล่องตัวที่จะไปขอสอบและย้ายไปอยู่บ้านตนเองที่เชียงใหม่ได้สะดวกขึ้น รวมทั้งความที่ได้ผ่านการเป็นผู้บริหารในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ และดันถูกเสนอชื่อให้เข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อเลือกสรรเป็นผู้อำนวยการในครั้งหนึ่งอีกด้วย หากไม่รับทำงานบริหารและอยู่ที่เดิม คนเขาก็จะเกรงใจเหมือนกับเจอผู้มีบารมีนอกตำแหน่ง 

หากทำงานแบบออมมือเพียงแค่ให้อยู่ได้ก็ไม่ใช่วิถีตัวเอง ทำจุ้นจ้านมากก็เกรงจะเป็นอุปสรรคต่อการบริหารของผู้อื่น เรียกว่ามีแต่เสมอตัวกับติดลบ ผมเลยคิดหาทางโอนย้ายไปอยู่ที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ซึ่งก็จะเป็นการดีสำหรับผมอย่างยิ่งเหมือนกัน

เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ทำงานเดิมผมเลยจัดงานอำลาให้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวทีเดียว ทั้งที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ที่ผมจะย้ายไปอยู่นั้นอยู่แค่คนละฟากถนนหน้าที่ทำงานเดิมผมเท่านั้นเอง   

แม่ผมได้เดินทางมาจากต่างจังหวัดกับน้องชายเพื่อไปเยี่ยมลูกๆคนอื่นๆพอดี ผมเลยชวนแม่และพี่ชายไปร่วมงานอำลา ผมเพิ่งบอกแม่ว่าตอนนี้ผมลาออกเป็นข้าราชการบำนาญและกำลังขอย้ายไปอยู่อีกคณะหนึ่งแล้ว

แม่ได้ฟังแล้วก็แสดงความรู้สึกเสียดาย เพราะแม่กับพ่อนั้นอยากให้ผมทำราชการไม่ใช่เพียงได้ทำงานและมีเงินเดือนเท่านั้น แต่พ่อแม่และคนบ้านนอกแถวบ้านผมนั้น มีทัศนคติว่าการเป็นคนบ้านนอกคอกนาได้ทำงานราชการนั้น เป็นการได้ทำหน้าที่ตอบแทนคุณแผ่นดิน เหมือนกับเป็นวิถีแห่งการอุทิศตนต่อสิ่งที่สูงส่งดีงาม ซึ่งผมก็ทราบดีและก็ได้ทุ่มเททำงานราชการอย่างทรนงใจเงียบๆตลอดมา

แต่ผมก็พยายามอธิบายให้แม่เข้าใจความเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลกับความเป็นราชการในความหมายที่กว้างกว่าในอดีต แล้วก็พาแม่เดินดูสภาพห้องและโต๊ะที่ผมนั่งทำงาน เพื่อก่อนจากลา แม่จะได้เห็นและพอนึกภาพออกว่าลูกของตนที่จากบ้านมาแต่เด็กเมื่อกว่า ๓๐ ปีโน้น มาทำงานและอยู่อย่างไร จากนั้นก็พาแม่ไปนั่งอยู่ในบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยพี่ๆน้องๆชาวสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดล แม่ดูจะเริ่มเข้าใจและมีความสุขมากขึ้น

ผมลาจากสถาบันพัฒนาสุขภาพอาเซียนและเริ่มทำงานที่คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีแม่ พี่ และผู้คนที่ต้องมาร่วมอำลากันด้วยความผูกพันหลายคนกว่าครั้งจากบ้านเมื่อกว่า ๓๐ ปีก่อน แต่ก็กลับไม่รู้สึกโศกเศร้าอย่างเมื่อก่อนอีกแล้ว

การเปลี่ยนแปลงในชีวิตครั้งนี้ จึงถือเป็นการเริ่มก้าวเดินกลับบ้านและมุ่งสู่ครรภ์มารดาอีกครั้งด้วยจิตใจที่รู้สึกเป็นอิสรภาพกว่าเดิม...การจัดการความทุกข์ได้ดีขึ้นเป็นความก้าวหน้าทางการเรียนรู้อย่างหนึ่งสำหรับผม.