ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมมีความรู้สึกตลอดมาว่า “หมอดู” (ที่จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ละสังคมจะกำหนด) เป็นอาชีพที่สำคัญมาก
ได้มีโอกาสให้คุณ ให้โทษกับชีวิตคนมากมาย
เมื่อตอนผมเกิดสายรกพันคอผมก็มีคนทำตัวเป็น “หมอดู” ทำนายว่า “ผมจะได้ดีจากการเรียนหนังสือ”
พอมาเรียนพุทธประวัติ ก็กล่าวถึงการทำนายตั้งแต่ตอนพระพุทธเจ้าประสูติ ว่า “ถ้าออกบวช ก็จะเป็นศาสดาผู้ยิ่งใหญ่”
ตอนเรียนวรรณคดีเรื่อง “สังข์ทอง” ผมกลับผิดหวังกับหมอดู
ที่ทำให้พระเอกของผม ต้องตกระกำลำบาก ที่หมอดูสร้างเรื่องหรือวิบากกรรมของพระสังข์เป็นเช่นนั้นเอง
แต่สิ่งที่ประทับใจผมมากๆ ก็คือมีหมอดูจำนวนหนึ่งได้สร้างปัญหาให้กับคนจำนวนมาก โดยการทำนายทายทักในสิ่งที่ทำให้คนตกใจกลัว แล้วทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดแบบไม่น่าทำ
แม้แต่ในหนังประวัติศาสตร์เกาหลีเรื่องที่กำลังฉาย และภรรยาผมชอบดูก็คือ “มูยุล” ที่หมอดูบอกว่าเป็นกาลกินี ต้องกำจัดทิ้งเสีย ก็เป็นอีกวีรกรรม ของหมอดู เช่นเดียวกัน
สักเมื่อสามสิบปีที่แล้ว ผมก็มีโอกาสพบหมอดู ที่ทำนายชีวิตผมต่างๆนาๆ ผมก็ฟังหูไว้หู ทั้งแง่ดีและแง่ร้าย ส่วนใหญ่ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่
ในช่วงนั้นๆ ผมก็พยายามศึกษาว่าหมอดูเหล่านั้นใช้หลักการอะไรมาดู เพื่อนผมคนหนึ่งที่เคยทำตัวเป็นหมอดู ชอบพูดเล่นๆว่า
“หมอดูคู่กับหมอเดา ถ้าไม่เดา จะเอาอะไรมาดู”
ผมก็สงสัยว่าจริงหรือเปล่า
แต่ผมคิดว่าหมอดูน่าจะมีหลักการตรวจสอบและทบทวนมาเป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปี จนสามารถเขียนเป็นตำราถ่ายทอดได้มาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน แบบเดียวกับสมุนไพร ที่ต้องผ่านการเรียนรู้จนเกิดเป็นตำรา “หมอยา” ได้ในแบบเดียวกัน
แปลกแต่จริง ในปัจจุบันคนที่มีอาชีพ “หมอดู” ได้ขยายอาณาจักรของตัวเองเข้าสู่ยุคไฮเทค อย่างองอาจและทระนง และสามารถชักจูงให้คนระดับ “ปัญญาชน” เข้าไปสืบทอดเจตนารมณ์ ได้อย่างมากมายและง่ายดาย
จากการค่อนข้างตกต่ำของอาชีพ “หมอดู” มาในระยะหนึ่งของการเริ่มพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แต่ ปัจจุบันอาชีพ “หมอดู” ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะเป็นงานสบาย รายได้ดีกว่าอย่างอื่น เช่นที่เคยเป็นมาในอดีต
หมอดูสมัยใหม่ (ที่ขาดจริยธรรม) ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่รวบรวมข้อมูลที่คนอื่นทำไว้ แล้วก็มาเขียนเรื่องทำนายทายทักไปเรื่อยๆ โดยอาศัยค่าเฉลี่ย และความน่าจะเป็น เดาไปเรื่อยๆ ถ้าผิดก็ทำเป็นลืมๆไป ถ้าถูกค่อยประโคมข่าวตีปีบให้คนรู้ เพื่อให้คนทั่วไปยังคงเห็นความความสำคัญของ “หมอดู”
บางที หรือบางเรื่อง ที่คนไม่เห็นความสำคัญ แต่หมอดูเห็นว่าสำคัญ ก็อาจใช้วิธีสร้างภาพ สร้างการ์ตูน ให้ดูน่ากลัว เช่นเหตุการณ์ที่ “อาจจะเกิด” อีกไม่กี่ล้านปีข้างหน้า ก็มาทำให้ดูเหมือน “ไม่กี่วันข้างหน้า” เป็นต้น
บางทีการทำหน้าที่ “หมอดู” ก็อิงนิยายทางวิทยาศาสตร์ ที่นักแต่งนิยายเขียนไว้มาใช้เป็นเรื่องให้เกิดความสำคัญในอาชีพ “หมอดู”
สิ่งที่น่ากลัวในอาชีพหมอดูก็ยังคงอยู่แบบเดียวกับ กรณี “สังข์ทอง” หรือ “มูยุล” เพราะผลประโยชน์ที่ได้ ไม่เข้าใครออกใคร
แม้เรื่องง่ายๆ เรื่องการเกิดมีเทนในนาข้าวก็ยังมีการสร้างภาพที่น่าจะเกินจริง แบบแปลงทดลองใส่อินทรีย์สารมากๆ ที่แทบไม่มีอยู่จริงในการทำนาทั่วไป หรือแม้แต่นาอินทรีย์
การอิงข้อมูลจากงานทดลองที่ไม่เป็นจริงเหล่านี้ น่าจะผิดจรรยาบรรณของ “หมอดู” แต่ก็ยังพบว่ายังคงทำกันอย่าง “ปกติ” ด้วยซ้ำ
เพราะเขา (ที่ขาดจิตสำนึก จิตวิญญาณ เหล่านั้น) ถือว่า นี่คือ “ข้อมูล” ที่มี ก็ต้องใช้ตามนั้น
และเป็นที่ทราบว่า งานวิจัยส่วนใหญ่มักทำในสภาพสมมติในแปลงทดลอง หรือสถานีทดลอง ที่ห่างจาก “ความจริง” เป็นธรรมดา
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวในการพัฒนาการของอาชีพ “หมอดู” ยุคใหม่
ที่แม้จะบริสุทธิ์ใจไม่มีอะไรเคลือบแฝงก็ยังน่ากลัว
แต่ถ้ามีผลประโยชน์เคลือบแฝง เช่น
- การปลุกกระแสให้มีโครงการ หรือทุนวิจัย หรือทุนพัฒนาให้เขา
- การหลอกให้คนตกใจเพื่อที่จะเชิญ “หมอดู” ไปช่วยงาน หรือเป็นที่ปรึกษาค่าตอบแทนสูงๆ ค่าแรงแพงๆ (จากแค่คำปรึกษา)
- หรือ การปลุกกระแสเพื่อให้เกิดประเด็นไปลงตีพิมพ์ให้เกิดกระดาษเปื้อนหมึกเพื่อไปขอทุน หรือขอเลื่อนตำแหน่งเป็น "หมอดู" ระดับ "โหราจารย์" ที่สูงๆขึ้นไป
เหล่านี้ ยิ่งน่ากลัวกว่า หมอดู “ธรรมดาๆ” แน่นอน
ในอดีต ในวรรณคดี ในประวัติศาสตร์ “หมอดู” คืออาชีพหนึ่งที่ให้คุณให้โทษกับสังคมมากมาย
วันนี้ในยุคคอมพิวเตอร์ “หมอดู” ก็ยังทรงอิทธิพลเช่นเดิม
และยิ่งมีระดับ “ปัญญาชน” เข้าไปเป็นกำลังแล้ว
จริยธรรมของหมอดูจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะสามารถให้คุณให้โทษได้มาก และรุนแรงกว่าธรรมดา
ถ้าตราบใดที่ “หมอดู” ยังใช้ข้อมูลที่มาจากงานทดลองที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เมื่อนั้นคำถามเชิง “จริยธรรม” ของหมอดูก็ยังต้องมีต่อไป
และไม่ควรปล่อยให้”หมอดูที่ขาดจริยธรรม” เหล่านี้ทำให้สังคมปั่นป่วนได้มากจนเกินไป
ในทางกลับกัน สังคมยังต้องปกป้องดูแล “หมอดู” ที่ดี
- ที่ใช้ข้อมูลที่ถูกต้อง (using only factual data) ตามหลักการของการเป็นหมอดูที่ดี มาแต่โบราณกาล
- ไม่ใช้วิธีเดา (no guessing or best bet) แบบสร้างทฤษฎีเอง คิดเอาเอง
- ไม่ใช้ค่าเฉลี่ย(ที่ไม่เคยมีอยู่จริง) (no average data)
- ไม่ใช้วิธีสมมติ(no hypothesis) ที่ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าจริง
- ทำนายแบบไม่หวังผลประโยชน์ใดๆ (no hidden agenda)
ไว้ให้เป็นกำลังสำคัญของการพัฒนา เผื่อว่า “การทำนาย” ของเขาอาจจะเป็นประโยชน์กับสังคมบ้าง
นี่คือวิวัฒนาการของของหมอดู ที่ไม่เคยเปลี่ยน ที่ทั้งมีประโยชน์ และน่ากลัว ที่แล้วแต่สังคมจะดูแลให้เป็นไปในทางใด
แต่ผมถือหลักการ “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม มากกว่าเชื่อหมอดู” ครับ
สวัสดีครับ
เพิ่งเข้าใจว่าหมอดูก็มีบทบาทเกี่ยวกับงานวิจัยเหมือนกันนะครับเนี่ย...
เห็นด้วยกับอาจารย์ที่ว่า "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม มากกว่าเชื่อหมอดู" ครับ
เอามัวดูก็ไม่ได้ลงมือทำสักที จริงไหมครับอาจารย์?
ขอบคุณครับ
อาจารย์ครับ
หมอดูสมัยใหม่ "เขาพัฒนาแล้วครับ"
ถ้าไม่มีอะไรดีๆ คงไม่มีใครอยากเป็นหมอดูหรอกครับ
หมอดูบางคนดูหมอแลกกับวัวควายก็มีครับ คนดูก็ยอมครับ เพราะเป็นเหมือนหมอดูทำนาย
คุณน้าที่อเมริกาเล่าให้ฟังว่า
คนไทยที่มีอาชีพหมอดูร่ำรวยมาก
ก็ดูให้คนไทยด้วยกันน่ะค่ะ
คนอยู่ต่างแดนห่างไกลบ้านเกิดบางกลุ่ม อาจยังต้องการพึ่งหมอดูใช่ไหมคะ
ตอนนี้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ก็ดูหมอได้แล้วครับ
เห็นไหมครับ
ไปไกลกว่าที่ผมเขียนตั้งเยอะเลยครับ
ขอบคุณมากครับ