ชมรมนักปั่นสัญจร ครั้งที่ ๒...

เมื่อเช้านี้เวลาประมาณ ๗.๓๐ น. ระหว่างที่เรากำลังรอรถเพื่อเดินทางไป "วังน้ำเขียว" นั้น เราก็ได้รับการติดต่อจากท่าน Ka-Poom ว่า ตอนนี้ได้เดินทางมาอยู่ที่ "วังน้ำเขียว..." แล้ว

 

มันช่างเป็นความ "บังเอิญ" อย่างเหมาะเจาะ ก็ด้วยเพราะเช้าวันนี้ทางผู้จัดการบริษัทขายเตาเผาศพจะเป็น "โชว์เฟอร์" พาเราเดินทางไปที่ "วังน้ำเขียว" พอดี...

 

เช้านี้ (เสาร์ที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๕๒) เรามีกำหนดการณ์เดินทางร่วมกับผู้จัดการบริษัท ทีมเทค แอนด์เอ็นจิเนียริ่ง ผู้ขายเตาเผาศพให้เราทั้งที่เชียงและที่ปทุมธานีว่าจะเดินทางไป "เคลียร์" เรื่องค่าใช้จ่ายและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เราร่วมดำเนินการสร้าง "เมรุฯ" ณ ดินแดนใกล้เมืองหลวงนี้

 

 

เราเดินทางมาถึงวังน้ำเขียวประมาณ ๑๑.๐๐ น. ก็ "บังเอิญ" อีกนั่นแหละว่าสมาชิกชมรมทั้งสอง คือ ท่าน Ka-Poom (AF1) และ ใบไม้ร้องเพลง (AF2) นั่งอยู่ที่กุฏิของท่านพระอาจารย์พอดี ...(AF ย่อมาจาก Academy of Foolish)

 

ด้วยเหตุแห่งความบังเอิญดังกล่าวข้างต้นนี้ กิจกรรม "สัญจร" ของ "ชมรมนักปั่น" จึงได้เกิดขึ้นอย่างมิได้คาดหมาย...

 

พอเจอหน้า ใบไม้ร้องเพลง เราก็ทักอย่างไม่ปราณี ปราศรัยโดยทันทีว่า "มากับเขาด้วยเหรอ...?" คือตอนแรกเราคิดว่า Ka-Poom ขับรถมาเพียงคนเดียว

 

หลังจากนั้นเองการสนทนาตามภาษา "กัลยาณมิตร" จึงได้เกิดขึ้น

 

วันนี้เราได้คุยกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุผลอย่าง "บังเอิญ ๆ" ที่ได้เดินทางมา

 

วันนี้ Ka-Poom ตอบได้อย่างน่าคิดว่า เหตุที่มาเพราะว่าที่นี่ "อากาศดี..."

 

อื้ม...อากาศดีเหรอ???

 

เราเองจึงได้เหตุจูงใจกล่าวออกมาว่า เมื่อก่อนสถานที่แห่งนี้มิใช่เป็นแบบที่เราเห็นนะ เมื่อก่อนนี้มีแต่ดินแดง ๆ ไม่มีต้นไม้ "เขียว" อย่างนี้หรอก

 

แล้วเราก็ถามว่าเคยรู้ไหมว่าสถานที่นี้เมื่อก่อนเป็นอย่างไร แล้วเราก็ให้คำมั่นไว้ว่าจะเอา "ภาพ" มาให้ชม

 


 

เมื่อก่อนสถานที่แห่งนี้นั้นเป็นอย่างนี้...!!!

 

Before

 

 

After

 

 


 

ตอนที่มาใหม่ ๆ สถานที่แห่งนี้ "แห้งแล้ง..."

 

 

แต่ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้....

 

 

 


 

 

 

 

ตอนที่มาใหม่ ๆ เมื่อสมัย พ.ศ.๒๕๔๘

 

 

 

 

 

 

 

แต่เมื่อยุคเปลี่ยนไป เข้าสมัย พ.ศ.๒๕๕๒  

 

 

 

 

 


  <p style="text-align: center;"> </p><p> </p><p> </p>

 

ดินแดนแห่งนี้เมื่อก่อนเป็น "สีแดง..."

 

 

 

 

 

 

 

แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนสีแดง เป็นสีเขียวแกมฟ้า ดูน่าชม...  

 

 

 


  นี่เองคือความเป็นและเป็นมาของ บ้านหลังใหญ่ บ้านที่มี "มิตร" มี "ไมตรี..."

 

 

นี่เองคือความจริงของชีวี เมื่อดินแดนผืนใดปกคลุมด้วย "ธรรม" นี้ย่อม "ร่มเย็น..."

 

 

 

 

นี่แหละคือความจริงที่เที่ยงแท้

 

 

นี่แหละคือบ้านพ่อ แผ่นดินแม่ อัน "สุข" ยิ่ง

 

 

นี่แหละคือบ้านที่พึ่ง แคร่พักพิง

 

 

นี่คือความ "สงบ" นิ่ง แห่ง "แสงธรรม"...

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โลกแห่งธรรม



ความเห็น (16)

เมื่อสัปดาห์ก่อนผ่านวังน้ำเขียว เห็นต้นลานสวย นำภาพมาฝากค่ะ

เขียนเมื่อ 

กราบนมัสการ แทบเท้าท่านผู้เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา

ขอน้อมจิตคารวะต่อหยาดเหงื่อพลังความดีงามของทุกท่านที่พลิกฟื้นผืนดินธรรม

ขอน้อมจิตคารวะต่อแรงงานผู้มีส่วนเกี่ยวเนื่องให้เกิดภาพแห่งความร่มเย็น เช่นนี้

เป็นการบรรยายด้วยภาพอย่างเห็นภาพตามเป็นจริงเชียวค่ะท่าน

เป็นธรรมโดยแท้

โอ้ สุดยอด

สาธุ.......(^___^)

 

Before และ After  ช่างแตกต่าง

น่าทึ่งมาก ๆ เจ้าค่ะสาธุ บารมี ท่านคุ้มเกล้าแผ่ไพศาล

 

สืบเนื่องจากการพบกันโดยบังเอิญของชมรมนักปั่นสัญจรครั้งที่ 2 โดยมิได้นัดหมาย

ทั้งตอนที่เจอกันครั้งแรก และตอนที่กราบลา

 

หนูมีเรื่องตั้งใจจะสารภาพความโง่ อืมไม่ใช่ซิ ความอวดฉลาดต่างหากเจ้าค่ะ

 

ตอนที่ท่านสูญญตา เมตตาให้โอกาสหนูใช้ความรู้ความสามารถที่ร่ำเรียนมา

นำมาใช้ประโยชน์ แต่ตอนนั้นขาดสติ

ไอ้ตัวชั่วแหลมมาอวดดี อวดฉลาด วิ่งแซงหน้าความโง่อย่างน่าละอาย

ยิ่งนึกถึงก็ยิ่งรู้สึกละอายแก่ใจเจ้าค่ะ

ไม่ยอมรับความโง่ของตนเอง ว่าไม่รู้

เจ้าตัวอวดฉลาดมันมาเลย "ฉันเรียนมาด้านนี้ ไม่ได้ซิ ต้องรู้"

(มันน่าประจานมาก ๆ เจ้าค่ะ)

 

เพราะก่อนมาที่นี่หนูก็ไม่เคยเห็นขวดยานี่มาก่อนเลย

ยังรู้สึกสงสัย เพราะแม่ที่พักอยู่ห้องเดียวกันทางลองเข้าคอร์สอยู่

จึงไปขอความเมตตาท่านดู และอ่านอย่างเกิดความสงสัย แต่ก็ไม่กระจ่าง

แล้วยิ่งทราบเรื่องราคา อืม แพงไม่เบา

มันก็มีความสงสัย อยากรู้เหมือนกันว่า

อะไร ทำให้เกิดกระบวนการเยียวยาได้

ทุกครั้งที่เห็นแต่ละท่านได้กระดาษมา

หนูก็ได้แต่ยืดคอ อยากรู้อยากเห็นว่ามีอะไรอยู่ในนั้น

แต่ก็กลัว อีกนั่นแหละ เลยไม่กล้าเอ่ยปาก

 

จนกระทั่งท่านสูญญตาเมตตให้โอกาส

แทนที่จะเรียนรู้อย่างผู้โง่ ไอ้ตัวฉลาดวิ่งแฉลบแซงหน้า

มาได้สติจาก เสียงที่เข้ามากระทบ อย่างเมตตา

แต่ก็หยุดเจ้าตัวชั่วไม่ได้

 

แล้วมันยังพยายามเค้นความคิด เอ....ใครน่าจะช่วยเหลือได้

มันอยาก อยาก อวดดี ไม่ยอมโง่ลงใจซะที

เกือบเสียสภาพการเป็นสมาชิกชมรมคนโง่ซะแล้ว

(^___^")

 

แหมการที่จะยอมรับว่า "ตนเองโง่นี่" มันไม่ง่ายจริง ๆ

เผลอปุ๊บ อวดฉลาดขึ้นมาซะงั้น

อย่างนี้ต้องประจาน

อื้ม เกือบหลุดจากสถานภาพสมาชิกคนรมคนโง่ เอ้ยไม่ใช่ "ชมรมนักปั่น" แล้วนะ

เหตุการณ์นี้ทำให้เกิด ทำให้มีหนึ่งอย่างนะคือ "ตัวรู้..."

เมื่อก่อนตอนที่ไม่ยอมโง่นั้น เราไม่รู้

แต่ตอนนี้ตอนที่เรารู้จักและยอมรับความโง่แล้ว แต่เวลาที่ "สติ" หลุดไป เรายังมี "ตัวรู้" มาคอยดู คอยกำกับ

ถึงแม้นว่าตอนนั้นโง่ไม่ทัน แต่ก็ไม่ทิ้งเวลานานที่จะกลับมายอมรับ "ความโง่"

ลองนึกย้อนกลับดูดี ๆ สิ

เมื่อก่อนนะ กว่าเราจะรู้ตัวว่า "อวดฉลาด" นั้น นานสักเพียงไหน

แล้วลองเทียบกับทีนี้ใช้เวลาลดลงเหลือเท่าไหร่ และเราสามารถเปลี่ยนความโง่นั้นเป็นพลังได้อย่างไร...?

นี่แหละ "พลังแห่งตัวรู้" พลังที่จะทำให้เรารู้เหรียญทั้งสองด้าน คือ ความโง่และความฉลาดที่มีอยู่ในตัวเอง

แต่เมื่อเราเรียนรู้ไปมาก ๆ เราก็จะวางสิ่งทั้งสองลงเสีย โง่ก็ไม่เอา ฉลาดก็ไม่เอา เราก็อยู่ ก็ทำของเราไปอย่างนี้แหละ

พยายามนะ พยายามเก็บตัวรู้นี้ไว้ แล้วค่อย ๆ พัฒนาเวลาแห่งการรู้นี้ให้ลดน้อยลงไป ต่อถ้าคราวหน้ารู้ปุ๊บต้อง "โง่" ปั๊บเลยนะ...

เขียนเมื่อ 

โง่...จริงเหรอ?

หรือแกล้งทำเป็นโง่...?

แกล้งทำเพราะเพื่ออยากได้รับการยอมรับ...จากกลุ่มคนโง่ ที่มาปั่นความรู้ ... โง่เพราะอยากมาอยู่ในชมรมนักปั่น...หรือเปล่าน๊า..!!

อยากมาอยู่ทำไหมนา... มีแต่คนโง่ ยิ่งก้าวเดินยิ่งรู้ตัวว่าโง่...มันไม่ได้เท่ห์นะ...

ยิ่งนานวัน...ยิ่งเห็นความโง่ในตนชัด...

แน่ใจแล้วเหรอ...ถามตนชัดแล้วเหรอ ... ว่าตนนั้นโง่จริง...

ว่าตนนั้น...มองเห็นความโง่แห่งตนด้วยตนจริงๆ... แน่ใจแล้วเหรอ

อาการนี้นี่มันอวดฉลาดนี่นา...รู้ตัวหรือเปล่าน๊า...

ไอ้เจ้าตัวอวดฉลาดนี่...มันแปลงร่างมาทำเป็นแกล้งโง่หรือเปล่า...

หรือว่าโง่ลงใจจริงๆ...น๊า!!!

หากว่า...โง่จริง ทำไมไม่เล่าให้หมด ไม่สารภาพให้หมด

อาการนี้เขาเรียกว่า...อาการสร้างภาพโง่ให้ดูดีนี่นา..

หากโง่จริงนะ...มันต้องไม่ดูดีน๊า...มันต้องไม่ได้ดูว่าตนเองฉลาดนา...?

อืม...

หรือว่าอย่างไร...

หากว่าโง่จริง...ก็พึงหยุดแต่งความคิดเถิดนะ

ให้ตั้งใจถอดบทเรียน...ที่ได้เรียนรู้ในความโง่ของตนจริงๆ... ถอดบทเรียนอย่างผู้ที่ได้ชื่อว่ามีสัจจะ... ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย

ยิ่งเมื่อโง่ลงใจนะ ... อาการเคยทำชั่ว พูดชั่ว อันมาจากความคิดชั่ว มันจะยอมรับในตัวเองได้อย่างลงใจ แต่หากว่ายังยอมรับไม่ได้ นั่นน่ะ..มันก็ยังปรุงแต่งอยู่นา...

ยังเป็นผู้ฉลาดอวดโง่อยู่นา...?

 

ฉลาดอวดโง่... ถึงแม้นว่าจะไม่โง่อย่างลงใจ แต่อย่างไรก็เป็นทางก้าวไปแห่งการลด "ทิฏฐิ มานะ"

คนที่ด่าตัวเองมาก ๆ หรือแม้นบางครั้งจะแกล้งด่า หรือด่าเพราะหวังว่าจะได้เข้าสังคมเข้าชมรมนักปั่น ก็ยังดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำไรเสียเลย

การก้าวเดิมทีละน้อยหนทางก็ยังสั้นเข้ากว่าผู้ที่หยุดนิ่งหรือผู้ที่เดินถอยหลังด้วยการหลงตนอยู่ว่า "ฉลาด" เน๊อะ

ตอนก้าวใหม่ ๆ ก้าวไป ก้าวมาก็กล้า ๆ กลัว ๆ

แต่ทว่า การให้โอกาสของคนที่จะก้าวนั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าผลที่เขานั้น "ก้าว" ไป...

คนเรามักจะฉลาดตีความว่าเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ "เขาทำก็ดีมากแล้ว"

ถึงแม้นว่าเราเป็น เราทำ เราก็รู้ตัวอยู่ว่าเราเป็น เราทำ เรายังเป็นผู้ฉลาดอวดโง่อยู่หรือไม่...?

เราก็รู้ของเราอยู่แบบนี้แหละ

เราจะไม่ฉลาดไปรู้เรื่องของคนอื่น

เราก็โง่ของเราอยู่อย่างนี้แหละ

เราจะไม่ไปสนใจความโง่ของคนอื่นว่าโง่จริงหรือ "โง่ปลอม..."

เราโง่ของเราอยู่อย่างนี้ โง่ด้วยความเป็น "สัมมาทิฏฐิ..."

โง่ไปเรื่อย บางครั้งโง่จริงแล้วยอมรับว่าโง่

บางครั้งโง่จริงแล้วก็ไม่ยอมรับว่าโง่ หรือยังอวดฉลาด

บางครั้งไม่โง่แล้วก็แกล้งโง่

บางครั้งไม่โง่แล้วก็ใช้ความไม่โง่นั้นให้เกิดประโยชน์

จะเป็นอย่างไร จะนิยามการโง่ออกมาเป็นอย่างไร สุดท้ายวัดกันที่เรา "คิดดี พูดดี และทำดี" หรือไม่...

ถ้าโง่หรือแกล้งโง่แล้วยังคิดดี พูดดี และทำดีอยู่ ก็ถือได้ว่าดี เลิศ และประเสริฐอยู่

แต่ถ้าแกล้งโง่แล้วไปโกหกคนโน้น คนนี้ อย่างนี้ก็ไม่ไหว ผิดศีล ผิดธรรม

ความคิด คำพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำนั้นเป็นตัววัด ตัวกลั่น ตัวกรอง...

คนโง่เขาไม่คิดมาก ความคิดมากนั้นคือ "ความคิดชั่ว"

คนโง่เขาไม่พูดมาก คนพูดมากนั้นคือ "การพูดชั่ว" พูดเพ้อเจอไปเรื่อย

คนโง่เขาต้องทำมาก คนทำมากนั้นคือ การหยุดความคิดและการพูดที่ชั่ว

เพราะคนทำเขาไม่มีเวลาไปคิด ไม่มีโอกาสที่จะพูด เขาก็โง่ ๆ ทำอยู่อย่างนั้นแหละ

ทำไปเรื่อย ทำจนหมดแรง หัวถึงหมอนก็หลับ

ทำจนไม่มีเวลาพูดกับใคร ทำจนไม่มีเวลาไปคิดว่าใครไปอย่างไร คนที่โง่จริง ๆ ไซร้เขาก็โง่ทำอย่างนี้แหละ...

โอ้ พี่ปุ๋มพูดได้ตรงใจจังค่ะ

มันยังเป็นฉลาดอวดโง่  

 

แต่ยังไม่มีปัญญา ถอดรหัส ตรงนี้ออกมาได้เจ้าค่ะ

 

อยากมาอยู่อยู่ชมรมคนโง่ทำไม่น๊า......

เราเพราะเชื่อว่า บ๊ะ คนเรามันโง่นะ หาอะไรมาหลอกตนเองอยู่ได้

เมื่อตอนแรกยังโง่ไม่เป็นก็มาหัดโง่ ซิ

ในเมื่อมี กลุ่มคนโง่ที่เมตตาสั่งสอน

ช่วยเหลือ ปอกลอก กิเลสหนา ๆ ความมืดดำในจิตใจ

ที่เป็นอุปสรรคในการสร้างประโยชน์ออกไปได้

แม้การโดนเลาะกิเลสมันจะเจ็บ

แต่มันก็เป็นความจริงเจ้าค่ะ

 

อยากมาอยู่ชมรมนี้ เพื่อมา เรียนรู้ความจริง

 

 

เขียนเมื่อ 

วันนี้มีผู้ป่วยที่มา consult ถามเราว่า...

อวิชชา นี่คือ โง่... ใช่ไหม...

เราก็ตอบไปว่า...ใช่...

ทำให้เราคิดเพิ่มอีกอย่างได้ว่า... คนโง่นั้น มักมีความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่แหลมหน้าอวดทั้งดี อวดทั้งฉลาด แต่พลางตัว... ไม่ก้าวร้าวกับใครนอกจาก ก้าวร้าวเฉพาะกับความชั่วทั้งปวงเท่านั้น...

 

ชมรมนักปั่น ไม่ใช่ชมรมคนโง่...

คุณสมบัติของสมาชิกชมรมนักปั่น "ต้องโง่" ไม่ใช่ชมรมที่มีแต่คนโง่ ๆ...

ความทุกข์นั้นเป็น "ความจริง" ของชีวิต

ถ้ายังอวดฉลาดอยู่ก็เท่ากับเป็นการปฏิเสธความทุกข์ของชีวิต

คนฉลาด ๆ เขาไม่ยอมรับหรอกว่าชีวิตนี้นั้นคือ "ความทุกข์"

เมื่อทุกข์นั้น เขาก็จะใช้สมองที่เขาคิดว่าฉลาดนั้นไปหาโน่น หานี่ ไปเบียดเบียนคนโน้น ไปเบียดเบียนสิ่งนี้เพื่อหาสิ่งที่จะคลายจากความทุกข์ของเขาไปชั่วขณะ...

สังคมของเราถึงต้องโกลาหลอยู่อย่างนี้

ป่าไม้ ธรรมชาติ ถึงต้องเสียหายอยู่อย่างนี้

ก็เนื่องด้วยเพราะคนที่สมมติตนว่าฉลาด เมื่อเจอความทุกข์แล้วก็ไม่ยอมรับ ไม่ยอมปรับตัวเข้าหาความทุกข์

เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ตนหนีจากความทุกข์

แต่หนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น เพราะความทุกข์คือความจริง ความทุกข์นั้นคือ "สัจธรรม"

คนยิ่งหนีทุกข์ก็ยิ่งเจอทุกข์ คนหนีความโง่ก็ยิ่งโง่อยู่อย่างนั้น

หากปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ก็จงเรียนเพื่อให้รู้จัก "ความทุกข์"

หากปรารถนาที่จะพ้นจากความโง่ก็จงเรียนเพื่อให้รู้จาก "ความโง่"

เมื่อเรารู้จักสัจธรรมแห่งความทุกข์ เมื่อทุกข์ต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วเราก็จะไม่ทุกข์

เมื่อเรารู้จักสัจธรรมแห่งความโง่ เมื่อความโง่ต่าง ๆ เกิดขึ้นแล้วเราก็จะไม่โง่...

แต่ตัวเรานั้นยังทุกข์อยู่ไหม...?

ทุกข์อยู่ แต่เราไม่เอาความทุกข์นั้นมาเป็น "อารมณ์..."

กายเขาก็ทุกข์อยู่อย่างนั้น กายทุกข์แต่จิตไม่ทุกข์

แต่ตัวเรานั้นยังโง่อยู่ไหม...?

โง่อยู่ แต่เราไม่เอาความโง่นั้นมาปิดกั้นการเรียนรู้

ชีวิตนี้เราก็ยังต้องโง่อยู่อย่างนั้น แต่ชีวิตหนึ่ง ชีวิตหน้า เราก็จะมีโอกาสที่จะพ้นเสียซึ่งจาก "ความโง่..."

ความโง่แห่งการเกิด

ความโง่แห่งการยึดติด

ความโง่ที่ปฏิเสธ "สัจธรรม..."

เขียนเมื่อ 

น้อมรับด้วยใจที่นอบน้อม...

"ใจ" นั่นน่ะมันแข็งกร้าว มันไม่น้อมรับในความงดงามและชุ่มชำเย็นแห่งรสพระธรรม อันเป็นความร่มเย็นอย่างยากหาสิ่งใดมาเทียบเทียมได้

คนเรานั้นจึงยังเป็นผู้โง่...ที่ตกเป้นทาสแห่งอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด

มีผู้คนมากมายนะท่าน ต่างวิ่งหาทางออกแห่งความมืดมนนี้ ทางออกที่เขาเหล่านั้นต่างพากันคิดว่า นี่แหละคือ แสงแห่งสว่าง...ที่น่าจะนำพาเขาเขาก้าวไปสู่สภาวะแห่งใจที่สว่าง สงบได้...

แต่หากว่าก้าวไปถูกก็ดีไป แต่หากก้าวผิดนี่สิ จะทำอย่างไรดีล่ะ?

และก็มีอีกจำนวนมากมาย ที่หลงไป หลงไป ในที่ต่างๆ หลงไปว่าตนนี่แหละคือ ผู้ที่หลุดพ้นบ่วงแห่งความทุกข์แล้ว ด้วยความเข้าใจผิดที่ว่า การมีครอบครัวที่ดี การมีการงานที่ดี การมีการศึกษาที่ดี การมีชื่อเสียง ต่างๆ เหล่านี้นำพาเขาเหล่านั้นไปสู่สภาวะที่หลงไปว่านี่แหละคือ ความสุขที่เขาแสวงหา...

จริงๆ แล้ว...การมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีนะท่าน ก็ดี...ยิ่งหากว่าเขามีพร้อมไปกับความยิ่งใหญ่แห่งใจที่ร่มเย็นนั้น เขาจะสามารถทำประโยชน์ต่อสรรพสิ่งต่างๆ ได้อย่างมหาศาลนะ มีกำลัง มีพลังช่วยผู้คนได้อย่างมากมาย..เลย

ทำอย่างไรเล่า...ผู้คนจะได้ตื่นและมีใจที่เบิกบานและลุกคนมาร่วมกันทำการเสียสละ...

อันเป็นการเสียสละแห่งตน

ที่ละออกจากความเห็นแก่ตัว ละออกจากการเพ่งเล็งแต่ความทุกข์ของตน

แต่ได้ก้าวออกมาช่วยเหลือผู้คน...อย่างใจเบาเบา อย่างใจที่นอบน้อมต่อปรากฏการแห่งธรรมที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ... หากใครได้พอรู้หนทางบ้างแล้ว...

แต่ยังนิ่งนอนใจอยู่นี่มันก็น่าอายเหมือนกันนะท่าน... คอยแต่เพ่งโทษตนเอง และเพ่งโทษคนอื่นอยู่...แทนที่จำนำพาตนเองไปสู่การทำการเสียสละนี่...

เอาน่า...ถึงแม้ว่าชมรมนักปั่น..จะมีไม่มากแต่เชื่อในอนุภาพของความตั้งใจมั่นแล้ว ... ปรากฏการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่สามารถมาล้มความตั้งใจของคนในชมรมนี้ได้ เพราะใจของคนในชมรมนี้ต่างเป็นใจของนักสู้...สู้ออกจากความโง่...และเป็นการสู้ด้วยใจที่นอบน้อม หากแต่เข้มแข็ง...

ตัวเรานั้นยังโง่อยู่ไหม...?

โง่อยู่ แต่เราไม่เอาความโง่นั้นมาปิดกั้นการเรียนรู้

ชีวิตนี้เราก็ยังต้องโง่อยู่อย่างนั้น แต่ชีวิตหนึ่ง ชีวิตหน้า เราก็จะมีโอกาสที่จะพ้นเสียซึ่งจาก "ความโง่..."

ความโง่แห่งการเกิด

ความโง่แห่งการยึดติด

ความโง่ที่ปฏิเสธ "สัจธรรม..."

 

 

สาธุเจ้าค่ะ

 

มันไม่รู้ ไม่มีสติ

ก็ขยัน แสดงความโง่

ทำไป ไม่ค่อยรู้ ว่าสิ่งใดพาทำ

แต่ตอนนี้ ไม่มีปัญญาคิด

รู้แต่ว่า ต้อง ทำ ทำ ทำ และ ก็ทำ

อดทน อดทน และ อดทน

ยิ้ม ยิ้ม ยิ้ม และก็ยิ้ม

สู้ตายเจ้าค่ะ

แต่หากว่าก้าวไปถูกก็ดีไป แต่หากก้าวผิดนี่สิ จะทำอย่างไรดีล่ะ?

ให้โอกาสเขา คนเราจากคนเลวร้อยอย่าง เหลือเลวเก้าสิบเก้าอย่างก็ยังดี ต้องชมเชย และ "ให้โอกาส"

คนเราเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยให้โอกาสกัน ถึงแม้นว่าเมื่อก่อนที่เขาเลวร้อยอย่าง ตอนนี้เหลืออย่างเดียวก็ยังไม่ให้โอกาสเขา

หรือแม้นว่าเขากลับตัวกลับใจมาไปคนดี ก็ยังซ้ำเติมเขาว่า เขา "เคย" เป็นคนชั่ว

อย่างที่นี่ พระทุกรูป ทุกองค์ก็ไม่ได้ดีกันทั้งหมดหรอก

แต่ทว่า ด้วยความเมตตา เพราะว่าหากออกไปข้างนอก จะเลว จะชั่วมากกว่านี้

อยู่ที่ดีถึงแม้นจะไม่ดี ก็ไม่ชั่ว (มาก)

ถึงแม้นจะไม่ใช่พระดี แต่ก็ไม่ออกไปเป็นคนเลวของสังคม

โอกาสนั้นสำคัญมากนะ

คนเรามักจะต้องการอะไรที่ "เพอร์เฟ็กซ์..." ต้องครบถ้วน สมบูรณ์ ถึงจะยอม ถึงจะให้โอกาสกัน

คนที่จะกลับใจเป็นคนดี เขาก็เลยไม่มีโอกาส ไม่ได้รับการ "ยอมรับ..."

ทำอย่างไรเล่า...ผู้คนจะได้ตื่นและมีใจที่เบิกบานและลุกคนมาร่วมกันทำการเสียสละ...

ต้องทำให้เขาดู ว่าคนที่มีใจที่เบิกบานนั้นมีจริง ทำให้เขาดูว่าคนที่เสียสละนั้น "มีจริง..."

คนเราเดี๋ยวนี้มักเชื่ออะไรที่จะต้องจับต้องได้ ต้องเห็นได้

คนดี จิตใจเบิกบานมีน้อย คนเสียสละมีน้อย เขาเลยไม่เคยเห็น

เขาเห็นแต่คนเลว ๆ คนเห็นแก่ตัว คนชั่วที่มักจะเอาแต่ "ผลประโยชน์"

เขาเห็นว่าคนชั่วมีจริง ชั่วแล้วได้ชื่อ ได้เสียง ได้เงิน ได้ทอง

เขาไม่เคยเห็นคนทำดีแล้วได้ดี เขาก็เลยไม่เชื่อ ไม่ศรัทธา

ต้องทำให้เขาเห็น ทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง

พูดน้อย ๆ ทำมาก ๆ เมื่อเขาเห็นแล้ว รู้แล้ว พบความจริงแล้ว ใจเขาก็จะ "ยอม" เอง...

ดีมาก ๆ

ทำให้มาก คิดให้น้อย

พูดให้น้อย ทำให้มาก

ยิ้มให้มาก ทำให้มาก

ทำไป ยิ้มไป

ถ้าโกรธ ถ้าเหนื่อย ถ้าเซ็งก็หายใจสบาย ๆ ไป

หายใจเข้าให้สบาย หายใจออกให้สบาย

อย่าลืมหายใจแล้ว "สบาย" ก็แล้วกัน...

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ