ถ้าการพูดของคนอื่นทำให้เกิดความหงุดหงิด แปลว่าตัวเขาเชื่อในสิ่งที่ตรงกันข้าม ถ้าทำให้เขาเห็นความเชื่อของตนเองนี้ได้ ความสามารถในการตัดสินใจเลือกให้คุณค่าจะเกิดขึ้น....เมื่อมีการเริ่มคุย สิ่งใหม่ๆที่ทำให้เกิดความประหลาดใจ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่แปลกใหม่ไปจากเดิม สัมพันธภาพระหว่างคู่สนทนาก็งอกงามขึ้น

น้องมณฑิรา กิตติกาญจนาภา จากร.พ.ระนอง ได้นำเรื่องราวของคนไข้คนหนึ่งมาเล่าให้ฟังด้วยความภูิมิใจกับผลงานของเธอ ที่สามารถทำให้คนไข้เบาหวานของเธอ มีความเข้าใจในข้อปฏิบัติตัวของตนในการดูแลเบาหวานได้ดีขึ้น

ลองมาฟังกันหน่อยมั๊ยว่า เรื่องเล่านี้มีเรื่องราวอยู่อย่างไร

มีคุณป้าคนหนึ่งอายุประมาณ 50 ปีเศษ เธอเป็นคนไข้ประจำที่คลินิกเบาหวานของร.พ.ระนอง วันหนึ่งที่เธอมาพบหมอ น้ำตาลในเลือดของเธอสูงถึง 300 มก.%

เมื่อป้อนคำถามเรื่องการคุมอาหารแก่เธอเท่านั้นแหละ คำพูดเหล่านี้ก็พรั่งพรูตามออกมา  

"คุมๆๆๆ อดจะตายอยู่แล้ว ไม่รู้ทำไมน้ำตาลยังสูง กินเหมือนคนอื่นเขาอยู่นะแหละ มื้อหนึ่งกินข้าวทัพพีครึ่งถึงสองทัพพี ของว่างระหว่างมื้อก็กินบ้างไม่กินบ้าง ขึ้นอยู่กับว่าหิวหรือเปล่า ไอ้นู้นก็ห้าม ไอ้นี่ก็ห้าม ไม่รู้จะกินอะไรอยู่แล้ว....."

หลังคำพูดที่พรั่งพรูจบลง คำแนะนำจากน้องมณฑิราก็ถูกส่งมอบ

"เมื่อเวลาลดข้าวลง กินไม่อิ่ม ให้กินผักทดแทนจนอิ่มได้นะป้า  เป็นผักจิ้มน้ำพริก เกาเหลา แกงจืด มีหลากหลายรูปแบบที่กินได้ แต่อย่าใส่น้ำตาลและน้ำมันเจียวกระเทียมนะ  ส่วนระหว่างมื้ออาหารถ้าหิวให้กินน้ำเต้าหู้ที่ไม่มีน้ำตาล ใช้ได้เลยป้า...."

หลังจากให้คำแนะนำ น้องมณฑิราสังเกตว่า์คนไข้เธอผ่อนคลายขึ้น จากการติดตามต่อมา ระดับน้ำตาลของเธอลดลงเหลือ 200 มก.% แล้ว ซึ่งน้องมณฑิราเธอบอกว่า ดีใจที่สุดที่ได้ช่วยเธอ

เมื่อฉันได้ยินเรื่องเล่าเรื่องนี้ มีมุมบางอย่างที่สะกิดใจบอกตัวเองว่าให้สนใจเรียนรู้ในมุมสะท้อนให้สัมผัสใจของคนไข้เบาหวานนะ

กุหลาบพันปี

มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่ฉันเคยอ่าน คนเขียนเขียนไว้ว่า

"เมื่อเกิดความหงุดหงิดใจ เขาจะเห็นประโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยให้เขามองเห็นความเชื่อที่ซุกซ่อนอยู่ภายใน ถ้าการพูดของคนอื่นทำให้เขาเกิดความหงุดหงิด แปลว่าตัวเขาเชื่อในสิ่งที่ตรงกันข้าม ถ้าทำให้เขาเห็นความเชื่อของตนเองนี้ได้ ความสามารถในการตัดสินใจเลือกให้คุณค่าจะเกิดขึ้น....เมื่อมีการเริ่มคุย สิ่งใหม่ๆที่ทำให้เกิดความประหลาดใจ จะช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่แปลกใหม่ไปจากเดิม สัมพันธภาพระหว่างคู่สนทนาก็งอกงามขึ้น..."

ฉันว่านำมาอธิบายผลที่เกิดในคนไข้รายนี้ได้้เลยนะ สัมผัสฉันฟังว่า ป้าเธอหงุดหงิดนะ เป็นเพราะป้าเชื่อและคาดคะเนอยู่กับอะไรบางอย่างอยู่ในใจ เสียงเล่ากำลังประท้วงว่าการอด การห้ามการกินอาหารนะไม่ใช่วิธีที่เธอเชื่อเลย ได้ยินอย่างนั้นแหละ ขอบอกกันไว้

เมื่อมีคนมาบอกให้ป้าแปลกใจว่าไม่อดแต่อิ่มก็ได้มีวิธีนะ ไม่สร้างความแปลกใจให้ป้าก็แปลกแล้วละ ความแปลกใจนี่ไงเล่าที่ทำให้ป้ารับฟังแถมยังนำคำแนะนำกลับไปลองปฎิบัติ ปฏิบัติไปแล้วได้ผลด้วย ป้าไม่แปลกใจแล้วกลับมาฟังอีกก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว

กุหลาบพันปี

แล้วเมื่อป้าได้ประสบการณ์เรียนรู้ที่แปลกใหม่จากเดิม ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อของป้า อย่างนี้สัมพันธภาพที่ดีระหว่างทั้งคู่จะไม่งอกงามขึ้นซะบ้าง ให้มันรู้ไป

เป็นไปตามที่คนเขียนหนังสือฉบับนี้เขาว่าไว้เป๊ะเลย น่าแปลกใจไหม

เคล็ดลับจากเรื่องนี้ ฉันเก็บไปใช้อย่างนี้นะจะบอกให่ ใครจะเลียนแบบก็ไม่ว่ากัน

"เมื่อได้ยินเสียงบ่นจากผู้คน ให้เข้้าใจเถิดว่า เขามีความเชื่อบางอย่างที่อยากบอกให้รู้ และความเชื่อนั้นก็สอดแทรกอยู่ในคำบ่นนั่นแหละหนา....ฟังให้ดีเหอะ"

สำหรับเรื่องเล่านี้ชื่อเรื่อง "เข้าใจฉันบ้างไหม" ฉันตั้งมันขึ้นมาเองแหละค่ะ

ชอบใจกับเรื่องราวที่ตรงใจคนไข้

ขอบคุณน้องมณฑิราสำหรับเรื่องราวที่น้องประทับใจนี้นะคะ

ขอบคุณคุณป้าด้วยที่ให้ชีวิตมาเป็นครู

4 ตุลาคม 2552