ฉลาดอวดโง่... ถึงแม้นว่าจะไม่โง่อย่างลงใจ แต่อย่างไรก็เป็นทางก้าวไปแห่งการลด "ทิฏฐิ มานะ"

คนที่ด่าตัวเองมาก ๆ หรือแม้นบางครั้งจะแกล้งด่า หรือด่าเพราะหวังว่าจะได้เข้าสังคมเข้าชมรมนักปั่น ก็ยังดีกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำไรเสียเลย

การก้าวเดิมทีละน้อยหนทางก็ยังสั้นเข้ากว่าผู้ที่หยุดนิ่งหรือผู้ที่เดินถอยหลังด้วยการหลงตนอยู่ว่า "ฉลาด" เน๊อะ

ตอนก้าวใหม่ ๆ ก้าวไป ก้าวมาก็กล้า ๆ กลัว ๆ

แต่ทว่า การให้โอกาสของคนที่จะก้าวนั้นเป็นสิ่งที่ประเสริฐกว่าผลที่เขานั้น "ก้าว" ไป...

คนเรามักจะฉลาดตีความว่าเป็นอย่างโน้น เป็นอย่างนี้ "เขาทำก็ดีมากแล้ว"

ถึงแม้นว่าเราเป็น เราทำ เราก็รู้ตัวอยู่ว่าเราเป็น เราทำ เรายังเป็นผู้ฉลาดอวดโง่อยู่หรือไม่...?

เราก็รู้ของเราอยู่แบบนี้แหละ

เราจะไม่ฉลาดไปรู้เรื่องของคนอื่น

เราก็โง่ของเราอยู่อย่างนี้แหละ

เราจะไม่ไปสนใจความโง่ของคนอื่นว่าโง่จริงหรือ "โง่ปลอม..."

เราโง่ของเราอยู่อย่างนี้ โง่ด้วยความเป็น "สัมมาทิฏฐิ..."

โง่ไปเรื่อย บางครั้งโง่จริงแล้วยอมรับว่าโง่

บางครั้งโง่จริงแล้วก็ไม่ยอมรับว่าโง่ หรือยังอวดฉลาด

บางครั้งไม่โง่แล้วก็แกล้งโง่

บางครั้งไม่โง่แล้วก็ใช้ความไม่โง่นั้นให้เกิดประโยชน์

จะเป็นอย่างไร จะนิยามการโง่ออกมาเป็นอย่างไร สุดท้ายวัดกันที่เรา "คิดดี พูดดี และทำดี" หรือไม่...

ถ้าโง่หรือแกล้งโง่แล้วยังคิดดี พูดดี และทำดีอยู่ ก็ถือได้ว่าดี เลิศ และประเสริฐอยู่

แต่ถ้าแกล้งโง่แล้วไปโกหกคนโน้น คนนี้ อย่างนี้ก็ไม่ไหว ผิดศีล ผิดธรรม

ความคิด คำพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระทำนั้นเป็นตัววัด ตัวกลั่น ตัวกรอง...

คนโง่เขาไม่คิดมาก ความคิดมากนั้นคือ "ความคิดชั่ว"

คนโง่เขาไม่พูดมาก คนพูดมากนั้นคือ "การพูดชั่ว" พูดเพ้อเจอไปเรื่อย

คนโง่เขาต้องทำมาก คนทำมากนั้นคือ การหยุดความคิดและการพูดที่ชั่ว

เพราะคนทำเขาไม่มีเวลาไปคิด ไม่มีโอกาสที่จะพูด เขาก็โง่ ๆ ทำอยู่อย่างนั้นแหละ

ทำไปเรื่อย ทำจนหมดแรง หัวถึงหมอนก็หลับ

ทำจนไม่มีเวลาพูดกับใคร ทำจนไม่มีเวลาไปคิดว่าใครไปอย่างไร คนที่โง่จริง ๆ ไซร้เขาก็โง่ทำอย่างนี้แหละ...