น้อมรับด้วยใจที่นอบน้อม...

"ใจ" นั่นน่ะมันแข็งกร้าว มันไม่น้อมรับในความงดงามและชุ่มชำเย็นแห่งรสพระธรรม อันเป็นความร่มเย็นอย่างยากหาสิ่งใดมาเทียบเทียมได้

คนเรานั้นจึงยังเป็นผู้โง่...ที่ตกเป้นทาสแห่งอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด

มีผู้คนมากมายนะท่าน ต่างวิ่งหาทางออกแห่งความมืดมนนี้ ทางออกที่เขาเหล่านั้นต่างพากันคิดว่า นี่แหละคือ แสงแห่งสว่าง...ที่น่าจะนำพาเขาเขาก้าวไปสู่สภาวะแห่งใจที่สว่าง สงบได้...

แต่หากว่าก้าวไปถูกก็ดีไป แต่หากก้าวผิดนี่สิ จะทำอย่างไรดีล่ะ?

และก็มีอีกจำนวนมากมาย ที่หลงไป หลงไป ในที่ต่างๆ หลงไปว่าตนนี่แหละคือ ผู้ที่หลุดพ้นบ่วงแห่งความทุกข์แล้ว ด้วยความเข้าใจผิดที่ว่า การมีครอบครัวที่ดี การมีการงานที่ดี การมีการศึกษาที่ดี การมีชื่อเสียง ต่างๆ เหล่านี้นำพาเขาเหล่านั้นไปสู่สภาวะที่หลงไปว่านี่แหละคือ ความสุขที่เขาแสวงหา...

จริงๆ แล้ว...การมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดีนะท่าน ก็ดี...ยิ่งหากว่าเขามีพร้อมไปกับความยิ่งใหญ่แห่งใจที่ร่มเย็นนั้น เขาจะสามารถทำประโยชน์ต่อสรรพสิ่งต่างๆ ได้อย่างมหาศาลนะ มีกำลัง มีพลังช่วยผู้คนได้อย่างมากมาย..เลย

ทำอย่างไรเล่า...ผู้คนจะได้ตื่นและมีใจที่เบิกบานและลุกคนมาร่วมกันทำการเสียสละ...

อันเป็นการเสียสละแห่งตน

ที่ละออกจากความเห็นแก่ตัว ละออกจากการเพ่งเล็งแต่ความทุกข์ของตน

แต่ได้ก้าวออกมาช่วยเหลือผู้คน...อย่างใจเบาเบา อย่างใจที่นอบน้อมต่อปรากฏการแห่งธรรมที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ... หากใครได้พอรู้หนทางบ้างแล้ว...

แต่ยังนิ่งนอนใจอยู่นี่มันก็น่าอายเหมือนกันนะท่าน... คอยแต่เพ่งโทษตนเอง และเพ่งโทษคนอื่นอยู่...แทนที่จำนำพาตนเองไปสู่การทำการเสียสละนี่...

เอาน่า...ถึงแม้ว่าชมรมนักปั่น..จะมีไม่มากแต่เชื่อในอนุภาพของความตั้งใจมั่นแล้ว ... ปรากฏการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่สามารถมาล้มความตั้งใจของคนในชมรมนี้ได้ เพราะใจของคนในชมรมนี้ต่างเป็นใจของนักสู้...สู้ออกจากความโง่...และเป็นการสู้ด้วยใจที่นอบน้อม หากแต่เข้มแข็ง...