ในซอกลึกและที่แจ้งบนผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ มากมีและมากมายไปด้วยภูมิปัญญาของบรรพชน ที่ทิ้งไว้ให้ลูกหลานได้เรียนรู้ ได้สืบสานและถือปฏิบัติ....ภูมิปัญญาไทยนี้ เป็นภูมิปัญญา.ที่มองลึก มองกว้าง มองไกลและมองได้ครบถ้วน  ภายใต้การจัดการความขัดแย้ง ด้วยวิธีการสร้างสรรค์ที่แยบยล แยบคาย แนบเนียน นวลนุ่ม ยิ่งนัก โดยใช้ การถอดกรอบ การขยายกรอบและคลุมกรอบ เป็นตัวหลัก 

                        การถอดกรอบ..เป็นการคิด จากภายนอกเข้าสู่ภายใน..แทนหรือเปลี่ยนจากการคิดจากตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นแกนนำ ออกไปหาบริบทของสังคม สิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องหรือเป็นการคิดจากประโยชน์ส่วนรวม เข้ามาหาประโยชน์ส่วนตน

                      การขยายกรอบ...เป็นการเชื่อมโยง..การรวมทุกๆ เรื่อง ให้มาอยู่ ภายใต้เรื่องหรือแกนเดียวกัน

                    การคลุมกรอบ....เป็นการเอาใจเขา มาใส่ใจเรา การเข้าใจเหตุผลของผู้อื่น การลดความขัดแย้ง ให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ โดยภาพรวมๆ ไม่เสียประโยชน์  เราจึงเห็น การนำเอากิจกรรมงานบุญหรือความเชื่อ หรือเรื่องอื่นๆ มาผสมผสาน เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งความขุ่นเคืองทางสังคม……… 

                     ทำให้คิดถึง...ข้อคิด ข้อเขียนของท่านศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ปรมาจารย์ในสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ท่านได้เขียนเกี่ยวกับการคิด..  อย่างมีกระบวนการคิด เป็นตรรกะ ในแต่ละเรื่อง แต่ละราวไว้ .คือ

                        ๑.การคิดเชิงมโนทัศน์(Conceptual Thinking)

                        ๒.การคิดเชิงสร้างสรรค์(Creative Thinking)

                        ๓.การคิดเชิงวิพากษ์(Critical Thinking)

                        ๔.การคิดเชิงวิเคราะห์(Analytical Thinking)

                        ๕.การคิดเชิงสังเคราะห์(Synthesis-Type Thinking)

                        ๖.การคิดเชิงเปรียบเทียบ(Comparative Thinking)

                        ๗.การคิดเชิงประยุกต์(Applicative Thinking)

                        ๘.การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking)

                        ๙.การคิดเชิงบูรณาการ(Integrative Thinking)

                        ๑๐.การคิดเชิงอนาคต(Futuristic Thinking)

                        ครับ!...ที่ผมนำเรื่องนี้มาบันทึกไว้..มิใช่จะมาโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ท่านอาจารย์เกรียงศักดิ์ แต่อย่างใดไม่... 

                        แต่..มีจุดประสงค์ ที่อยากจะบอก .เพียง ๓ เรื่อง ๓ ประการด้วยกัน คือ.

                       ประการแรก อยากจะบอกว่า แม้จะคิดเป็นระบบ เป็นตรรกะ คิดเร็ว ..มากขนาดไหน ต้องคิดดี ทำได้ ตามที่คิดที่พูดด้วย ผลสุดท้าย ก็คือความสุข ความร่มเย็นของตนเอง

                       ประการที่ ๒  อยากจะบอกว่า  ถ้าทุกคนถอดกรอบ ขยายกรอบและคลุมกรอบ การคิดของตนเองได้ บ้านเมือง ก็จะสงบสุข เรียบร้อย .จะไม่เห็น.การชุมนุม.ตั้งกลุ่มสี..คอยตีรวน ป่วนเมือง .หรือเห็นการเอาชาติบ้านเมืองไปเล่น โดยไม่คำนึงถึงความล่มจม ความวิบัติของชาติบ้านเมือง.อย่างแน่นอน..

                        ประการที่ ๓ อยากจะบอกว่า ภูมิปัญญาไทย  ที่บรรพชนเราคิดประดิษฐ์สร้างสรรค์ขึ้นมานั้น  ก็มีกระบวนการ มีวิธีการคิด ที่ให้เกิดผล.. บรรลุไปสู่เป้าหมายอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุผลที่ซ่อนเร้น แยบยล แยบคาย แนบเนียน นวลนุ่ม ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น..ไม่แพ้ซีกโลกตะวันตก..และบางอย่างผมว่า ดีกว่าซีกโลกตะวันตกเสียด้วยซ้ำไป..

                        แต่เราอาจ ยังไม่ให้ความสำคัญและไม่เคยที่จะนำมาแยกแยะ มาศึกษา วิเคราะห์ถึงรายละเอียดของวิธีการ/กระบวนการคิดในภูมิปัญญาแต่ละเรื่อง ของบรรพชนไทยอย่างจริงจังต่างหาก .....จนลืมคิดไปว่า ซีกโลกตะวันออกอย่างเราก็มีแบบอย่าง มีขั้นตอน มีวิธีการอย่างเหมาะสม สำหรับให้สังคมเรียนรู้ เกิดประโยชน์ และเกิดความสุขได้อย่างมากมายเหมือนกัน…

                      เราพอจะ อนุโลม เรียกกระบวนการและวิธีการคิด ของบรรพชนไทย  ตามแบบซีกโลกตะวันออกอย่างเรา   ได้หรือไม่ว่า

                 

                   “  ผู้ชนะ ๑๐ คิด “  

 

                                                                     สามสัก

                                                               ๒  ต.ค.๒๕๕๒