"คนเราจะพูดมากเพื่อให้คนอื่นฟัง แต่จะไม่ตั้งใจฟังเมื่อผู้อื่นพูด"
เป็นธรรมชาติของการทำงานที่พวกเราทุกคนต่างก็ต้องได้มีการได้พบปะ พูดคุย ประสานสัมพันธ์กับผู้คนทั้งที่จำเจ หรือบางท่านก็มีโอกาสได้พบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา แตกต่างกันไปตามแต่สถานะและสภาพการงานที่ทำ
เมื่อผู้คนพบเจอกันไม่ว่าในรูปแบบใด ต่างก็ต้องอาศัยการพูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยน สื่อสารกันเป็นหลัก และจากประสบการณ์อันน้อยนิดของผมที่ได้มีโอกาสทำงาน สื่อสารกับผู้คนทั้งในงานหน้าที่และอื่นๆ สิ่งที่พบเจอบ่อยๆ และคิดว่าทุกท่านก็คงจะมีประสบการณ์ที่ไม่แตกต่างกันมานักในสังคมบ้านเราก็คือ ส่วนมากแล้ว
"คนเราจะพูดมากเพื่อให้คนอื่นฟัง แต่จะไม่ตั้งใจฟังเมื่อผู้อื่นพูด"
การพูดมากนั้นเราก็ทราบกันดีแล้ว แต่การฟังในที่นี้ไม่ได้หมายความว่านั่งฟังเหมือนความหมายโดยทั่วๆ ไป นะครับที่ฟังให้ได้ยินเสียงแบบทะลุหูซ้ายออกหูขวา แต่หมายถึงเป็นการฟังที่ได้ยิน...
ทุกครั้งที่ตั้งใจฟังทั้งการสนทนาโดยทั่วไป และการประชุมในวาระต่างๆ โดยเฉพาะในการประชุมที่มีคนหมู่มาก ผมจะได้ยินเสียงของแต่ละคนที่สื่อออกมาในลักษณะต่างๆ กันอาทิ
-
บางคนมักพูดนอกเรื่อง-นอกประเด็นที่เขากำลังคุยกันอยู่ทำให้เสียเวลา
-
หรือไม่ก็ต่อความยาวสาวความยืดออกไป ทั้งๆ ที่เนื้อหามีนิดเดียว
-
พูดมาก....แบบมีแต่น้ำไม่มีเนื้อ
-
พูดอยู่คนเดียว...ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้พูดบ้าง
-
บ้างก็พูดเอามัน..(ไปตามอารมณ์ที่ขุ่นมัว)...ไม่รู้ว่าจะใช้คำไหนดี เอาเป็นว่าพูดแบบมีอารมณ์ฯ
-
พูดเรื่อยเปื่อย ไปแบบน้ำขุ่นๆ
-
พูดเอาแต่ได้...
-
บ้างก็พูดไม่รู้เรื่อง
-
พูดแบบแสดงอำนาจ...
-
พูดพาดพิงผู้อื่นในเชิงลบ...คนอื่นผิด(ฉันไม่เคยบกพร่อง)
-
บ้างก็พูดกันแต่ปัญหา..แต่ไม่เคยคิดหาทางแก้ไข
-
พูดสวนคำ...รีบแก้ตัว ทั้งๆ ที่คนอื่นยังพูดไม่ทันจบ
-
ฯลฯ
เมื่อก่อนผมก็ไม่ค่อยได้คิดหรือได้ยินเสียง(อารมณ์/เจตนา)ที่แฝงอยู่ จะว่าเป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยสนใจก็ว่าได้ แต่เมื่อได้ตั้งใจฟังแล้ว(นิ่งฟัง) สิ่งที่ได้เรียนรู้เหล่านี้กลับเป็นผลดีต่อตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะได้ยินเสียงและมองเห็นอารมณ์-เจตนาของคนพูด ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูตัวเราเองว่า "เราเป็นเช่นนั้นหรือไม่" มีแน่นอนครับ หลายครั้งและหลายโอกาส และที่มองไม่เห็นก็น่าจะมีอีกมาก ...
แต่ระยะหลังๆ มานี้ก็เห็นการปรับเปลี่ยนตนเองเช่นกัน เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นฟังมากขึ้นและพูดน้อยลง.... โดยตามความคิดไปเสมอๆ ว่าอย่าหลงปล่อยความคิดไปตามอารมณ์หรือเสียงที่พูดเข้ามาเหล่านั้น ให้แยกแยะ ชั่งน้ำหนัก แล้วจะทำอย่างไรต่อก็ค่อยๆ คิด.....
เป็นการบันทึกไว้เพื่อสรุปบทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการฟัง และที่สำคัญบันทึกเอาไว้เพื่อเตือนตนเองว่า
-
ต้องฟังให้ได้ยิน มีสติในการฟัง
-
ให้คิดก่อนที่จะพูด
-
พูดเท่าที่จำเป็น และ
-
พูดอย่างไม่รีบเร่ง
-
พูดในเชิงบวกและสร้างสรรค์อยู่เสมอ
-
และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ฟังที่ดี
-
ฯลฯ
สวัสดีค่ะ
- ฟังอย่างมีสติ
- เก็บอรรถรสจากการฟัง ค่ะ
สวัสดีครับ สิงห์ป่าสัก
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยค่ะ
บางครั้งการประชุมไม่สามารถหาข้อสรุปได้เลย เนื่องจากพูดออกนอกประเด็น มีแต่คิดลบ ทำให้คนเข้าประชุมเบื่อการประชุมไปเลย
(*o*)สวัสดีค่ะพี่สิงห์ป่าสัก
(*o*)จริงด้วยค่ะ การพูดต้องระมัดระวังต้องไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนและเสียใจกับคำพูดที่พูดออกไป
(*o*)ขอบคุณพี่สิงห์ป่าสักที่นำข้อมูลดีมาฝากค่ะ
(*o*)รักษาสุขภาพด้วยนะพี่...คิดถึงค่ะ
น้องสิงห์ มาเป็นตำราการสื่อสาร ทำรายงานส่งอาจารย์ได้เลย โอ ..เยี่ยมมากครับ
คุณครูสิงห์ป่าสัก
การฟังเป็นศิลปเฉพาะตัว ต้องฝึกให้เป็นธรรมชาติ ก่อนที่เราจะพูด ใครๆ ก็พูดได้ พูดแล้วจะมีคนฟังหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง จึงอยากให้ฝึกพูดสี่ภาษาค่ะ กาลเทศะเป็นหัวใจสำคัญของการพูดค่ะ
สวัสดีค่ะ
ฟังให้ได้ยิน....
ขอบคุณค่ะ
(^___^)
สวัสดีค่ะ
มาเรียนรู้กระบวนการฟังด้วยคนค่ะ
สวัสดีค่ะ
จริงค่ะ
"คนเราจะพูดมากเพื่อให้คนอื่นฟัง แต่จะไม่ตั้งใจฟังเมื่อผู้อื่นพูด"
คงแย่เลยนะคะถ้าในโลกนี้มีแต่คนพูดไม่มีคนฟัง
เพิ่งเจอกับตัวเองมาเมื่อเร็วๆนี้ค่ะ ประโยชน์ของการเป็นผู้ฟัง ^___^
การใช้ความเงียบ,การฟัง เป็นอีกเทคนิคที่จะใช้สื่อสารเพื่อการบำบัด เป็นประโยชน์ในการให้คำปรึกษา
เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อนำมาช่วยเหลือผู้ป่วยอีกทางนึงด้วยค่ะ