วันนี้นั่งอ่านหนังสือและสลับกับการปลูกต้นไม้บ้าง วิจัยลมบ้าง
ตอนเพลเกือบลืมให้อาหารกาย ยังดีที่มีเวลาเหลืออีกยี่สิบนาที
บางครั้งเมื่อเราจดจ่อตั้งใจที่จะทำอะไรแล้ว
รู้สึกทำอย่างแท้จริงความหิวก็ไม่นึกถึง
ตอนบ่ายนั่งดูชาวบ้านเผาอะไรสักอย่างหนึ่งเห็นไม่ถนัด
สุมเข้าๆไฟยิ่งลุกโชนขึ้นเรื่อยๆ
ธรรมฐิตเลยนึกถึงคัมภีร์มังคลัตถทีปนี
ที่กล่าวถึง..สิ่งที่แม้เติมเต็มก็ไม่รู้จักอิ่ม สามประการ..คือ
ประการแรก ได้แก่ ไฟที่ไม่รู้จักอิ่มด้วยเชื้อ
เราลองสังเกตุดูสิเมื่อเราจุดไฟเผาอะไรหรือทำไรสักอย่าง
ไม่ว่าเราจะสุมฟืนใส่เชื้อเข้าไปสักเท่าไรก็ตามแต่
ไฟไม่เคยรู้จักกับคำว่าอิ่ม ว่าพอกับเชื้อเหล่านั้นได้
ประการที่สอง มหาสมุทรไม่รู้จักอิ่มด้วยน้ำ
นี้ก็เห็นได้ชัดไม่ว่าฝนจะตกลงมายังไง
มหาสมุทรก็เปรมปรีย์กับน้ำนั้นไม่รู้จักอิ่มเสียสักเพลาหนึ่ง
ประการที่สาม อยู่ในตัวตนเราท่านทั้งหลายนั่นคือ..ตัณหาความโลภ
ความทะยานอยากของมนุษย์ที่ไม่รู้จักเท่าทันในอำนาจของตัณหา
เราอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ เมื่อตัณหาเข้าครอบงำ
ก็ขัดแย้งกันเพราะผลประโยชน์บ้าง กดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบกันบ้าง ความขัดแย้งของคนซึ่งมีตัณหาความอยากจากกิเลสที่เพิ่มมากขึ้น
แข่งอยากมีหน้ามีตา อยากมีชื่อเสียงเกียรติยศในสังคม
จึงนำไปสู่ความอยากที่นอกเหนือจากการกินดี
และอยู่ดีมากมายต่างๆนานๆ เพราะเติมเท่าไรก็ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ
โลกทุกวันนี้คนเราโดยมากพร้อมทำทุกอย่าง
เพื่อให้ได้มาซึ่งความอยากที่ไม่รู้จักอิ่มสักที
เมื่ออำนาจแห่งตัณหาเข้าควบคุมจิตใจ
ไม่ใยดีว่าการกระทำนั้นจะผิดกฎกติกาบ้านเมืองหรือศีลธรรมก็ตามแต่
ซึ่งเมื่อถลำมากเข้าจนไม่สามารถตีตัวออกมาได้
อาจจะไม่เหลือมโนสำนึกของความเป็นมนุษย์เลยทีเดียว
ดังที่มีคำกล่าวไว้ว่า
แย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่
แย่งคู่กันพิศวาศ แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่.....
เพราะอะไรละลองพิจารณาดูก็แล้วกัน
ธรรมะสวัสดีขอรับ..
นมัสการพระอาจารย์ครับ
แวะมาเยี่ยมรับธรรมะครับ
จริงทีเดียวครับ ตัณหา ราคะ ความโลภ เติมอย่างไรก็ไม่มีวันเต็ม ยิ่งเติมความต้องการก็จะยิ่งละเมียดขึ้น
กราบนมัสการท่านธรรมฐิตเจ้าค่ะ
ตัณหาเรา ถ้าเราไม่หมั่นเติมเข้าไป มันจะลดลงบ้างไหมคะ?
น้อมรับข้อธรรมมะไปพิจารณาค่ะ
ต้องทรมานมันให้อดอยากบ้างแล้วเหนาะขอรับ..
ตัณหาเรา ถ้าเราไม่หมั่นเติมเข้าไป มันจะลดลงบ้างไหมคะ?
หากธรรมฐิตจะเอื้อนเอ่ยคุณหมอคงไม่เห็นว่าจริงหรือไม่
ลงมือปฏิบัติเลยได้ผลอย่างไรบอกกล่าวด้วยละกัน..
ได้ผลอย่างไรศิษย์จะนำมาบอกกล่าวแก่ท่านอาจารย์เจ้าค่ะ
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าลงมือปฏิบัติ....สาธุ
นมัสการค่ะ...หลวงพี่
เติมไม่เต็มจริง ๆ เจ้าค่ะ...มีอีกอย่างเจ้าค่ะ..."ความรู้" เติมเท่าไรก็ไม่เต็ม ยิ่งเติมยิงรู้ยิ่งเพิมพูนด้วยปัญหา...ไม่มีจุดอิ่มตัว...ตายไปพร้อมกับสังขาร เช่นเดียวกับกิเลสตัณหา...แต่ต่างกันที่ความรู้เป็นไปในด้านบวก...ส่วนผู้ที่น้อมน้ำความรู้ไปปฏิบัติในทางใดนั้นขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละคนเจ้าค่ะ...หากเป็นไปในทางลบนั้นย่อมอยู่ในรูปของกิเลสตันหาเจ้าค่ะ
------
ขอบพระคุณเจ้าค่ะ
เอามาฝากอีกรอบค่ะพระอาจารย์
นมัสการหลวงน้า
หนูหยุดเขียนไปหลายวันเพราะติดสอบเจ้าค่ะ
วันนี้หนูมีเวลามาเขียนบันทึกใหม่แล้วค่ะ
นมัสการพระคุณเจ้า ธรรมฐิต
แย่งอาหารกันกิน แย่งถิ่นกันอยู่
แย่งคู่กันพิศวาศ แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่.....
เพราะอะไรละลองพิจารณาดูก็แล้วกัน
มาพิจารณาครับ กฎแห่งธรรมดาของโลกแล้วครับ
" ไฟที่ไม่รู้จักอิ่มด้วยเชื้อ " มาขอเสนอปริศนาคำทายครับ
อะไรเอ่ย กินเท่าไหรก็ไม่หายยาก ถ้ากินมากๆก็เจ็บจมูก ใช้ตีนป้อนอาหารให้ลูก ใชจมูกป้อนให้ปากกิน"
พอเป็นปริศนาธรรมได้น่ะครับท่าน
นมัสการค่ะท่าน
มาเรียนวิธีเติมให้น้อยลง
ปล. เจ้าน้องดาวฝากถามว่า แล้วเขาเผาอะไรกัน และเจ้าดาวฝากขอไม่ให้เรียกคุณหมอ (มันเป็นทางการไป)G2Kเป็นพื้นที่ของพี่น้อง พี่ชิวบอกมา
ตั้งใจสอบละกันนะจ๊ะ..
ภาษิตใต้ดีที่ผูกไว้มีให้เราได้ตระเรียนรู้อย่างแท้จริงนะขอรับ..
สาธุอีกครั้งกับปริศนาดีๆ..
อ้าวทำไมไปถามเองละหิวข้าวแล้วให้คนอื่นทานนี่ไม่อิ่มน่าพี่นก..
งั้นไม่คุณหมอก็ได้..แบบธรรมดาละกันเนาะ
นมัสการเจ้าค่ะ...
ที่ฝากถามก็เพราะนั่งทำงานที่บ้านพี่นก แล้วพี่นกก็ใช้คอมพ์เปิด G2K อยู่ค่ะ.... ก็ไม่ใช่ว่าหิวข้าวแล้วให้คนอื่นทานแทนหรอกเจ้าค่ะ...หิวข้าวแล้วฝากพี่นกหามาให้ทานมากกว่า (อิ่มได้เหมือนกัน)
แล้วตกลงเค้าเผาอะไรกันเจ้าคะ? (ยังสงสัยอยากรู้)
ปล.ที่ไม่อยากให้เรียกคุณหมอ เพราะนอกจากจะเป็นทางการเกินไปแล้ว....ยังรู้สึกว่า ไม่ได้เขียนอะไรใน G2K ที่เกียวข้องกับสถานะนี้เลย...ไม่ได้ทำหน้าที่ของหมอผู้ดูแลสุขภาพแต่อย่างใดค่ะ ขณะนี้สถานะเป็นเพียงนักศึกษาเรียนรู้แลกเปลี่ยน และเป็นลูกศิษย์ หัวโขนคุณหมอถอดไว้ตั้งแต่เลิกงานแล้วเจ้าค่ะ
ขอเฉลยปริศนาไว้ที่นี้ครับ พระคุณเจ้า
กินเท่าไห่ไม่หายยาก คือไฟ กินมากเจ็บจมูก คือ หมู ตีนป้อนอาหารให้ลูก คือ ไก่ จมูก ป้อนอาหารให้ปาก คือช้างครับ
ธรรมฐิตเห็นอะไรแล้วก็นำมาพิจารณาเพื่อเชื่อมโยงกับชีวิตเสมอ..
เลยต้องอยู่ในชนบทแบบบ้านนอกๆ(จะรู้ความโง่ในตัวตนได้เร็วขึ้น)
เอ้างั้นไม่ทางการของได้.นะดาว..แบบท้องทุ่งละกันเนาะ..
สาธุๆๆ