ผมเคยสงสัยมาตลอดว่าคนที่อยู่ในวิชาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงในประเทศไทยทำไมถึงเป็นคนหัวอ่อนและเชื่อคนง่าย

ปกติ “artist” ที่ผมเคยเจอมาจะช่างคิดและคิดนอกกรอบได้ไกลจนเกินกว่าจะทึ่งว่าเขาคิดได้อย่างไร

ยิ่งจะบอกให้ “artist” เชื่ออะไรง่ายๆ นี่ยิ่งเป็นไปได้ยาก เพราะคนเหล่านี้มีทักษะในการคิดสูง

แต่ “creative workforce” ในบ้านเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น กลับเป็นคนหัวอ่อนและเชื่อคนง่ายอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้

ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นเช่นนั้นนะครับ นานๆ ผมจะได้เจอ “artist” ที่ไม่เหมือน “ศิลปิน” คนไทยคนอื่นๆ แต่ก็น้อยครั้งมากทีเดียว

ตอนนี้ผมพอสรุปเอาเองได้ว่าเป็นเพราะระบบการศึกษาไม่ได้เปิดโอกาสให้คนเหล่านี้มีความรู้รอบตัวเพียงพอ

และอีกอย่างหนึ่งเป็นเพราะคนเหล่านี้อ่านหนังสือน้อย หลายคนที่ผมได้พบเจอเขาคิดว่าเขาอ่านเยอะ เพราะเมื่อเทียบกับคนไทยโดยเฉลี่ยก็อ่านเยอะกว่าอยู่ แต่ที่จริงแล้วเขาอ่านวนอยู่ในเนื้อหาซ้ำๆ เพราะไม่มีความสนใจที่กว้าง ซึ่งก็ย้อนกลับมาที่ระบบการศึกษาที่ไม่เปิดโอกาสให้มีความรู้ที่หลากหลายนั่นเอง

ที่ซ้ำร้ายในคนกลุ่มนี้กลับสร้างค่านิยมว่าถ้าใครมีความรู้กว้างและรู้ในหลายเรื่องกลับเป็นพวก "นอกกลุ่ม" ไปอีกเสียนี่ เด็กที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ ในสายนี้แทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกันในประเด็นนี้ทีเดียว

เป็นวัฒนธรรมที่ผลิต ego แต่ไม่ได้ผลิต knowledge

อีกเรื่องหลักที่เจอคือกลุ่มนี้ภาษาอังกฤษจะแย่มาก อ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ แถมกลับภาคภูมิใจที่ภาษาอังกฤษไม่ดี เลยยิ่งเป็นกำแพงปิดกั้นความรู้และความคิดไปใหญ่

เรื่องนี้น่าแปลกใจเพราะเขามาในสาย “ศิลป์” แท้ๆ ทักษะด้าน “ภาษา” ควรจะพอใช้งานได้

ระบบการศึกษาของไทยที่สร้างคนมาทำงานในสาขาวิชาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์น่าจะคิดกันใหม่ ... ใช่ไหม?

บอกผมสิว่าผมคิดผิด