๘. กาแฟหมา : แม่และพ่อ นักโภชนาการและนักเศรษฐศาสตร์ในบ้าน


"...บ่งบอกว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาแม่มีความสุขและโปร่งโล่งพอที่จะปฏิบัติแก่ตนเองอยู่เป็นเวลานาน นานพอที่จะมั่นใจพอที่จะนำคนอื่นทำกิจกรรมให้ได้ความดีงามแก่ตนเองในแง่มุมใหม่ๆ..."

ครอบครัวพี่น้อง ๗ คนที่กำลังโตและต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลเพื่อให้มีพัฒนาการที่ดีพอสมควร ทั้งทางด้านการเจริญเติบโต สุขภาพ การศึกษาเล่าเรียน การได้เล่นและพัฒนาการแสดงออก เหล่านี้ คงจะเป็นภาระที่หนักหน่วงจนแม้ผมเองก็นึกไม่ออกว่าหากเป็นตนเองแล้ว จะมีทางทำได้อย่างไร แม่และพ่อทำได้ จึงนับว่าเป็นนักโภชนาการและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นยอดในบ้านจริงๆ

เงินทองเท่าที่มีทั้งหมด แม่และพ่อรวบรวมไว้เพื่อใช้จ่ายให้มีความหมายที่สุด ทุกวันของพ่อไม่มีการใช้เงินสำหรับสิ่งฟุ่มเฟือยเลย พ่อไม่พกเงิน เดินตีนเปล่าไปสอนเด็ก ไม่เที่ยว ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่

เช่นเดียวกับแม่ ของทุกอย่างในบ้าน รวมทั้งการทำอาหารและดูแลการกินอยู่ของทั้งหมด แม่ก็แทบจะไม่ต้องซื้อเลย ทำเองหมดนับแต่น้ำปลา การสีข้าวและตำข้าวสารให้พอเพียงทั้งปี การเตรียมรำและปลายข้าวสำหรับเลี้ยงหมูและไก่ การทำปลาร้าสำหรับทำน้ำพริกกินทั้งปี การปลูกและเก็บผักกินทุกวัน การมีสตางค์ติดตัวไปกินขนมหรือใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นกลายเป็นเรื่องแปลกต่อความรู้สึกที่คุ้นเคย

แต่แม่กับพ่อก็มีวิธีทำให้บ้านของเรามีเทศกาลขนมและกิจกรรมพิเศษทุกเช้าและทุกเดือน โดยแตงโม ส้มซ่า กาแฟหมา มันแกว และหนังสือ

 

                         

 

ทุกๆเช้า แม่จะหุงข้าวและเช็ดน้ำข้าวใส่กาละมังหรือกระถางดินเผาขนาดความจุสัก ๓-๔ ลิตร พวกผมจะต้องแบ่งน้ำข้าวออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งปล่อยให้เย็นสำหรับเลี้ยงหมา และอีกส่วนหนึ่งทำตามที่พ่อพาทำคือแบ่งกันกินก่อนอาหารทุกวันตอนมื้อเช้า พ่อจะพยายามกระตุ้นให้พวกผมกินตอนร้อนๆ แล้วแต่ละคนก็ปรุงรสชาดเอาเองตามแต่จะคิดค้น บ้างก็ใส่เกลือเม็ด-สองเม็ด บ้างก็ใส่น้ำตาลทราย บ้างก็กินเปล่าๆ

การต้องกินทุกเช้าและก่อนอาหาร รวมทั้งต้องแบ่งเอาจากภาชนะเดียวกับหมาด้วย พวกผมเลยเรียกกันว่าโอวัลตินและกาแฟหมา หากพ่อแม่และพวกน้าๆเรียกกินกาแฟหมา ก็เป็นอันรู้กันว่าไปกินน้ำข้าว นั่นเอง เด็กๆ ๗ คนกำลังต้องการอาหารเพื่อการเจริญเติบโต จะให้ครอบครัวบ้านนอกอย่างพ่อแม่หานมมาให้กินทุกวันนั้น ไม่ไหวแน่

ตอนปลายเดือนกาแฟหมาจะมีสูตรพิเศษ พ่อจะไปอำเภอแล้วก็จะกลับบ้านด้วยบรรยากาศการเตรียมพร้อมของพวกผมอย่างคึกคัก พ่อจะซื้อของติดมือมาและจะทำให้บ้านเราเหมือนกับมีเทศกาลพิเศษขึ้นมาทันที ของที่พ่อซื้อมาก็จะมีนมข้นหวานอลาสก้าตราแหม่มผมทองหรือไม่เช่นนั้นก็ตราหมี ๑ กระป๋อง

แตงโมขนาดใหญ่ที่สุด ๑ ลูก ผลไม้ที่เน้นกินด้วยกันได้หลายคน ๒-๓ กิโล เช่น มันแกว ส้ม มะไฟ ตามด้วยหนังสืออ่านของเด็กๆ คือ หนังสือเด็กก้าวหน้า ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์และชัยพฤกษ์การ์ตูน หนูจ๋า อมยิ้ม รวมทั้งหนังสืออ่านสำหรับพ่อคือคุรุสภาสารและหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาและการพัฒนา เมื่อเทียบดูค่าใช้จ่ายและความเป็นธุระที่จะต้องเข้าอำเภอในแต่ละเดือนแล้ว พ่อแม่ลงทุนเรื่องหนังสือและการเรียนรู้จากการอ่านให้กับลูกๆมากกว่าเรื่องอื่น ทุกเดือนก็จะต้องยืนพื้นอย่างนี้ 

๒-๓ เดือนก็จะทำอย่างพิเศษมากขึ้นไปอีกสักหนึ่งครั้ง โดยอาจจะมีผลไม้ซึ่งพ่อชอบและราคาแพงสำหรับยุคนั้น คือ รางสาด ส้มซ่า และส้มเช้ง แล้วก็เนื้อหมูให้แม่ทำลาบแกง หมูสามชั้นสำหรับเจียวน้ำมันและเหลือกากหมูเอาไว้กิน

ปีหนึ่งสักครั้งสองครั้ง ก็จะไปอำเภอชุมแสงซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอหนองบัวและบ้านเราไปอีก ๒๖ กิโลเมตร ซื้อปลา หอยแครง และอาหารทะเล มาทำกินกัน ทุกครั้งก็จะรวมญาติพี่น้องให้มานั่งคุยกันอยู่บนชานบ้านไปด้วย ปลาหมึกและเปลือกหอยแครง ทำให้พวกเด็กๆคิดฝันเกี่ยวกับทะเลที่ไม่มีใครเคยเห็นไปต่างๆนาๆ แล้วก็เก็บเปลือกหอยแครงไว้เล่นหมากหลุมและใช้เป็นสตางค์เล่นขายของ

เมื่อซื้อมาแล้ว พ่อจะนั่งคำนวณเพื่อแบ่งแตงโมให้พวกเราแต่ละชิ้นเท่าๆกัน รวมทั้งจะเผื่อไปถึงญาติพี่น้องและน้าๆในละแวกบ้าน เวลาพวกผมกินแตงโมที่พ่อแบ่งให้ ก็จะกัดกินอย่างเอร็ดอร่อยไปหมด กัดจนแม้เนื้อขาวๆที่ติดเปลือกก็จะกินจนเกลี้ยง มันแกวหรือส้มก็จะแบ่งให้ได้คนละลูกสองลูก

ส่วนนมอลาสก้านั้น แม่ก็จะเช็ดน้ำข้าวจากข้าวมื้อเย็น มาทำเป็นโอวัลตินและกาแฟหมาสูตรพิเศษ โดยมื้อพิเศษนี้น้ำข้าวก็จะมีนมข้นหวานผสมด้วย พวกผม และบางครั้งก็จะมีญาติๆมาร่วมด้วย นั่งกินกันอย่างอร่อยและสนุกสนานอยู่กลางชานบ้าน นมข้นหวานราคาแพง ต้องนานๆครั้งจึงจะซื้อมากิน และเวลากินก็จะต้องผสมน้ำข้าวเพื่อให้ได้ปริมาณพอที่จะกินให้พุงกางไปทุกคน

มืดค่ำก็แหงนดูท้องฟ้า แย่งกันเฝ้าดูดวงดาวที่ยิ่งค่ำลงก็ค่อยๆโผล่ขึ้นให้เห็นทีละดวง สลับกับเล่นเงากับตะเกียงให้เป็นรูปสัตว์ต่างๆบนผนังแล้วก็ขอให้พี่ชายเล่านิทานพร้อมกับทำมือให้เป็นเงาต่างๆไปด้วย

พวกผมพี่ๆน้องๆ ๗ คนที่พ่อแม่ทำให้ความยากลำบากในการดูแลเลี้ยงดูกลายเป็นเรื่องสนุกสนานในชีวิต ได้เติบโตและทำการงานพอได้พึ่งตนเองช่วยพ่อแม่ รวมทั้งได้ทำหน้าที่สร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้กับสังคมไปตามอัตภาพของตนได้พอสมควร

พี่ชายมีกิจการพอได้เลี้ยงตัวและสร้างโอกาสให้แรงงานจากคนบ้านนอกเหมือนกันได้มาทำอยู่ทำกินไปด้วยกัน น้องสาวคนหนึ่งเป็นพนักงานของบริษัททำเลนส์แว่นตาและมีครอบครัวส่งลูกให้ได้ศึกษาเล่าเรียนด้วยพื้นฐานที่ดีกว่าในยุคของพวกเราหลายสิบเท่า น้องสาวคนรองกลับไปเป็นครูสอนโรงเรียนประจำอำเภอบ้านเราและหลายครั้งได้ดูแลช่วยเหลือเด็กๆจากครอบครัวที่แย่กว่าเรา

น้องชายคนหนึ่งเป็นนักวิชาการพัฒนาชุมชนซึ่งรักทำงานทั้งเชิงวิชาการและลงปฏิบัติกับชาวบ้านในพื้นที่ชนบท อีกคนเป็นพนักงานบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอีเลคทรอนิค อีกคนเป็นตำรวจซึ่งทำงานอย่างเข้มแข็งและเฝ้าปฏิบัติต่อแม่ได้อย่างสม่ำเสมอ  ผมเองก็ได้เรียนและทำงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำงานให้ชาวบ้านและชุมชนซึ่งเหมือนกับเป็นตัวตนก่อนเก่าของเรา ทั้งในประเทศและของประเทศเพื่อนบ้าน แม่เองนั้นก็มีส่วนร่วมในการพัฒนาต่างๆอย่างที่แม่เคยเป็น ได้มากมายและกว้างขวางกว่าเดิม

เมื่อปีที่แล้ว แม่ชวนพวกเรากลับบ้านและไปทำบุญเลี้ยงพระที่บ้าน แม่เป็นคนนำบูชาพระรัตนตรัยและขั้นตอนต่างๆเอง ทุกวันโกน-วันพระแม่ก็จะไปนอนวัดถือศีลอุโบสถ ซึ่งกระบวนการอย่างนี้ บ่งบอกว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาแม่มีความสุขและโปร่งโล่งพอที่จะปฏิบัติแก่ตนเอง คงต้องเป็นเวลานานพอที่จะมั่นใจและนำคนอื่นทำกิจกรรมอย่างนี้

ผมถือเป็นสิ่งสะท้อนให้พอประมาณได้ว่า ด้วยโอวัลตินและกาแฟหมาของแม่และพ่อ คงทำให้พวกเราเติบโตและดำเนินชีวิตไปได้ดีพอสมควร แม่จึงดูเบาสบาย จิตว่างและอิ่มเต็มพอที่จะปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความสุขอันประณีตมากขึ้นได้.

หมายเลขบันทึก: 291539เขียนเมื่อ 27 สิงหาคม 2009 13:53 น. ()แก้ไขเมื่อ 6 กันยายน 2013 21:23 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (47)
  • ดีจังเลย
  • บันทึกนี้เป็นกำลังใจให้ผมทำความดีต่อๆๆไป
  • ผมเกือบลืม
  • ที่บ้านผมตอนเด็กๆๆเราจะหุงข้าวใช้ฟืน
  • จะมีน้ำข้าว ต้องดื่มร้อนๆๆ
  • ใส่เกลือไปนิดหน่อย
  • อร่อยมากๆๆ ที่บ้านผมกาญจนบุรี เรียกว่า กาแฟหมาเหมือนอาจารย์ ฮ่าๆๆ
  • แปลกตรงที่
  • ผมกลับมามองตัวเอง  ผมสงสัยแม่ผมเองเหมือนกันว่า
  • แม่ผมสามารถเลี้ยงลูก 6 คนได้อย่างไร
  • ในขณะที่พ่อผมเสียแต่ตอนผมเล็กๆๆ
  • เสาร์อาทิตย์นี้
  • ต้องกลับไปถามแม่มหัศจรรย์เสียหน่อย
  • แต่กลัวแม่กดดัน  คำคำถามเดิมๆๆ......

สวัสดีค่ะ อาจารย์วิรัตน์

  • กาแฟหมา เอ๊ยย น้ำข้าว คนรุ่นหลังๆ คงไม่เคยได้ชิม หรืออาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ
  • แต่เดี๋ยวนี้เค้ามีทำแบบพาสเจอร์ไรส์ ใส่กล่องบรรจุสำเร็จ ไม่ต้องมาหุงด้วยฟืน ใช้หม้อขัดฝากันอีกต่อไป อะไรๆ ก็สำเร็จรูปไปเสียหมด
  • จะว่าไปดิฉันก็ไม่เคยดื่ม แฮ่ ... อ้อ! เคยชิมค่ะ แต่เข้าใจว่าไม่อร่อย เลยเลิกดีกว่า ไปดื่ม เป๊บซี่ น้ำซ่า น้ำดำ ให้ฟันผุเล่น เพิ่มน้ำตาล เพิ่มความอ้วนเล่น ซะอย่างนั้น ...
  • บ้านอาจารย์น่าอยู่มากๆ ค่ะ ดูจากชานบ้านแล้ว บ้างคงหลังใหญ่ พอรองรับครอบครัวใหญ่ ๙ คนได้สบายๆ
  • ชอบบ้านแบบมีชานบ้านแบบนี้จังค่ะ บรรยากาศตอนแหงนดูฟ้า นอนนับดาวกัน พี่-น้อง คงมีความสุขมาก ^^
  • ดิฉันมีพี่-น้อง ๓ คนยังจะทะเลาะกันตาย งอนกันที คนนึงแยกไปหน้าทีวี อีกคนแยกไปหน้าคอมพิวเตอร์ อีกคนไปอ่านหนังสือ แต่บทจะรักกัน ก็ดูแลกันดีค่ะ ^^
  • นั่นสิค่ะ อาจารย์ขจิต, อาจารย์วิรัตน์ คุณแม่ และคุณพ่อของอาจารย์เป็น Super Mom, Super Dad ในสายตาค่ะ .. ถ้ากอดได้อยากจะขอกอด และกราบสักที ^^
  • ขอยกให้คุณแม่ของอาจารย์ทั้่ง ๒ ท่าน เป็นคุณแม่ดีเด่นเลยค่ะ
  • ขอบคุณค่ะ อาจารย์วิรัตน์สำหรับเรื่องราวสะท้อนสิ่งดีๆ
พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)

เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์และผู้อ่านทุกท่าน

  • เวลาทำนาเหนื่อยมาก ๆ พออาหารการกินใกล้จะหมด ก็จะได้ไปซื้อข้าวของต่าง ๆ มาไว้กินได้สักสิบกว่าวัน
  • เป็นความดีใจสุขใจที่จะได้กินผลไม้ต่าง ๆ เช่น แตงโม ส้มเปลือกบาง อ้อยซื้อเป็นลำเลย น้ำตาล พริกแห้ง นมข้น หอม กระเทียม แตงกวา แตงไท
  • แม้จะเดินไปซื้อด้วยระยะทางไกลก็ไม่เหนื่อย มีกระบุงไปใส่ของขากลับหาบของเต็มกระบุงกลับนาอย่างหนัก จากห้วยน้อยไปซื้อถึงบ้านวัดป่าเรไร เดินไปตามหัวคันนาเล็ก ๆ หาบของหนักแสนหนัก
  • แต่เมื่อถึงนาแล้วได้กินของที่ซื้อมาแล้วก็ชื่นใจหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
  • บางครั้งก็กินข้าวกับน้ำตาลปึก น้ำอ้อยงบเมื่อกินข้าวกับของหวานแล้วทำงานด้วยแรงงานนั้นมักจะหมดแรงเร็วและไม่ค่อยจะมีเรี่ยวมีแรงทำงาน.

ขอเจริญพร

พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)

..ตำนานกาแฟหมา..

..เรื่องเล่าจากความทรงจำอันงดงาม.. ความสุขอันประณีตแฝงไว้ภายใต้วิถีชีวิตที่เรียบง่าย ทว่าเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางใจสำหรับทุกชีวิตที่ร่วมในตำนาน

..ตำนานกาแฟหมาทำให้น้ำข้าวรสชาติจืดชืดของใครต่อใคร กลายเป็นรสชาติหอมหวานในความรู้สึกผู้ที่ได้อ่าน

..โอกาสหน้าที่ได้ลิ้ิมชิมรสน้ำข้าว คงไม่ลืมที่จะนึกตำนานกาแฟหมา ที่ช่วยให้น้ำข้าวรสชาติกลมกล่อม และหัวใจพองโตอีกมากโข..

................................

ตามมาอ่านค่ะอาจารย์ เพิ่งทราบว่าอาจารย์เปิดบล็อกใหม่.. อ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่ต่อยอดทางอารมณ์ ตั้งชื่อเรื่องใหม่พร้อมเขียนคำโปรยโฆษณาให้เสียเลย..

พอดีช่วงนี้ใบไม้ฯ กำลังดัดนิสัยสอบตกทางวินัยของตัวเอง เลยไม่ค่อยได้เข้ามา G2K เกือบพลาดบล็อกดี ๆ ของอาจารย์เสียแล้ว ตอนนี้เก็บไว้ในแพลนเน็ตแล้วค่ะ แล้วจะค่อย ๆ ตามอ่านบันทึกที่เหลือต่อ..

ขอให้เบิกบานกับความสุขอันประณีตนะคะ..^__^..

 

 

  • ตามเข้าไปอ่านคุณแม่มหัศจรรย์ของอาจารย์ขจิตแล้วครับ ประทับใจ ทึ่งทั้งคุณแม่และอาจารย์นะครับ
  • ตาและบุคลิกของคุณแม่อาจารย์ ใช้ภาษาศิลปะกล่าวถึง เขาเรียกว่ามีพลังมากนะครับ ใส บริสุทธฺ์ มีพลังชีวิต มีสุขภาพข้างในดี ผมสังเกตว่าคนที่กร้านชีวิตมากๆจะมีตาอย่างนี้ นิ่ง จะแจ้งและเข้าใจ
  • ครอบครัวพี่น้องของอาจารย์มีชีวิตและวิถีการเติบโตที่เข้มข้นดีครับ คุณแม่รับเหมาก่อสร้างและดูแลครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวลูก ๖ คน แล้วลูกคนหนึ่งก็จบปริญญาเอก ทำงานการศึกษาและทำงานให้สังคมได้อีกมากมาย เป็นวิชาชีวิตและบทเรียนจากของจริงที่น่าทึ่งครับ

สวัสดีค่ะ

ตอนเด็กๆชอบกินกาแฟหมาเหมือนกันค่ะ ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไปนิดนึง อร่อยดีค่ะ

ภาพวาดอาจารย์ดูมีชีวิตเสมอเลยค่ะ

สวัสดีอาจารย์ณัฐพัชร์ครับ

  • ตรงชานบ้านที่กำลังนั่งกันนั้น เป็นหอดูดาวและนั่งฟังนิทานจากพ่อทุกคืนเลยครับ
  • เป็นสถานบริการสุขภาพ บริการวิชาการ และให้คำปรึกษาชาวบ้านของพ่อด้วยครับ
  • เมื่อก่อนนี้แถวบ้านเป็นบ้านนอกและกันดารมาก นอกจากพ่อต้องเป็นครูแล้ว หมออนามัยกับทางราชการ ก็ให้พ่อไปอบรมการปฐมพยาบาล รวมทั้งฉีดยาทั้งสัตว์และคน เวลาใครไปหาหมอและต้องฉีดยาต่อเนื่อง หมอทั้งจากโรงพยาบาลและหมออนามัย ก็จะแนะนำให้ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ให้ถือยาไปให้พ่อฉีดที่บ้านนี่เลย ตรงชานบ้านนี้แหละ
  • แม่ ผม พี่ๆน้องๆ ก็จะเป็นลูกมือคอยต้มน้ำร้อนเตรียมเครื่องมือให้พ่อ
  • แต่บ้านหลังนี้เป็นบ้านหลังเก่า ตอนนี้ไม่มีแล้วครับ พ่อเสียและแม่ก็เริ่มอายุมาก พวกเราเลยย้ายบ้านมาอยู่ใกล้ๆถนน
  • มีความสุขเด้อครับเด้อ

กราบนมัสการพระคุณเจ้า พระอาจารย์มหาแล ขำสุข(อาสโย)ครับ

  • พระคุณเจ้าทำให้ผมนึกได้ เมื่อก่อนสองข้างทางของหนองบัวชุมแสง มักมีไร่แตงโมและแตงไทยอยู่เสมอ หากินได้ง่าย ผมไม่เคยได้กินข้าวเหนียวแตงไทยที่ไหนอร่อยเท่ากับของหนองบัางเลย ไม่ใช่ท้องถิ่นนิยมนะครับ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ที่หนองบัวแตงจะสด หอมหวาน น้ำกระทิหวานมันถึง 
  • น้ำอ้อยงบนี่ก็หากินได้เยอะและได้ของแท้จริงๆครับ
  • ได้เกร็ดความรู้จากพระคุณเจ้านะครับเรื่องกินน้ำตาลแล้วทำให้เหนื่อยงาย วิธีคิดและความเชื่อชองชาวบ้านมักมีเหตุผลอยู่เบื้องหลังที่เป็นกุศโลบายเสมอครับ แล้วก็มักเป็นเรื่องสุขภาพ เศรษฐกิจ และการจัดความสัมพันธ์ทางสังคมให้อยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี
  • แถวบ้านมีคติบอกต่อๆกันแก่เด็กว่า "กินอ้อย กินกกตกน้ำตายกินปลายว่ายน้ำเป็น" เด็กๆนั้นชอบเล่นน้ำ เล่นโคลน ทั้งนั้น แต่กลัวจมน้ำ เวลาผู้ใหญ่กินอ้อย เลยซุ่มแย่งกินแต่ตรงปลาย ทำให้ผู้ใหญ่ได้กินของหวาน เด็กๆฟันไม่ผุ

กราบนมัสการด้วยความเคารพ

 

  • โอ้ คิดถึงคุณใบไม้ย้อนแสงจริงๆ ขอบคุณที่แวะมาให้ทักทายนะครับ
  • เป็นบล๊อกที่จะเขียนหนังสือให้แม่กับชุมชนที่บ้านน่ะครับ
  • ขอให้มีความสุข และมีพลังชีวิต ได้สร้างสรรค์สิ่งดีๆอยู่เสมอครับ

สวัสดีครับคุณณัฐรดา

  • แปลกดีนะครับ บางอย่างที่เกิดจากกระบวนการธรรมชาติ ก็อาจจะตรงกันได้พอดีเลย อย่างเรื่องกาแฟหมาน่ะครับ ท่านอาจารย์ขจิตก็บอกว่าที่บ้านก็เรียกว่ากาแฟหมาเหมือนกัน
  • แต่หลังจากยุคหม้อหุงข้าวไฟฟ้าซึ่งไม่มีการเช็ดน้ำข้าว และบ้านเรือนไม่มีใต้ถุน ไม่เลี้ยงหมาไทยแล้ว กาแฟหมาก็คงหหมดไปโดยปริยาย
  • ชอบรูปกล้วยไม้ของคุณณัฐรดาเช่นกันครับ

อาจารย์ครับ

อ่านบันทึกช้าๆ นิ่งๆ แล้วรู้สึกตามที่อาจารย์ได้ถ่ายทอดออกมาเลยครับ อาจจะรู้สึกมากขึ้นด้วยเพราะผมเองก็มีสภาพไม่ค่อยต่างไปจากเรื่องราวที่อาจารย์ถ่ายทอดครับ

"เรา" หมายถึงครอบครัวผม เราก็ต้องดิ้นรนเพื่อเดินไปข้างหน้าด้วยกันในสภาพที่ไม่พร้อมมากนัก ผมในฐานะพี่ชายคนโต ก็ต้องทำงานหลายอย่าง เหนื่อยสักหน่อย แต่ไม่เคยท้อ...

เรื่องราวชีวิตในอดีตหล่อหลอมให้ผมเป็นผมในปัจจุบัน นึกย้อนกลับไปต้องขอบคุณความขาดแคลนเหล่านั้นนะครับ ทำให้เราได้เรียนรู้ ต่อสู้ มีเลือกนักสู้ตั้งแต่เด็ก ไม่มีวันนั้น ก็คงไม่มีวันนี้

บันทึกอาจารย์มีคุณค่ามากครับ ...ประวัติศาสตร์ชีวิตอาจารย์ทำให้ผมใกล้ชิดอาจารย์มากขึ้น..

ขอให้กำลังใจอาจารย์ในการถ่ายทอด และเป็นส่วนหนึ่งของการภิวัฒน์ความรู้ให้แก่ผู้มาอ่าน ผู้ที่สนใจ รวมถึงลูกศิษย์ที่ติดตามอ่านบันทึกอาจารย์ด้วยครับ

ขอบคุณมากครับผม

----------------------------------------------------

*** ผมเจอพี่เหมียว พี่โม่ง ที่งาน Thailand Research Expo 2009 เลยได้คุยกันหลายเรื่องเลยครับ อยู่ใกล้กันเเค่นั้นเองแต่กลับต้องไปเจออีกสถานที่หนึ่ง :)

 

ผมเพิ่งรู้จักคำว่า "กาแฟหมา" ก็ในบันทึกของอาจารย์ บันทึกนี้

รูปที่อาจารย์วาด ทำให้อึ้งไปเหมือนกัน ทำให้ผมจินตนาการไปถึงชีวิตวัยเด็กของผมด้วย ผมคิดถึงคุณพ่อที่เสียไปด้วยครับ

 

สวัสดีครับคุณจตุพร

  • เสียดายงาน Thailand Research Expo 2009 มากๆ ตั้งใจไว้ว่าปีนี้จะเริ่มเปิดหูเปิดตากะเขาบ้าง แต่จนแล้วจนรอดก็ละวางงานไปไม่ได้ เสียดายครับ
  • เหมียวกับโม่งเขามาเล่าถ่ายทอดให้ทราบอยู่ว่าได้เจอคุณเอก ฝน และอาจารย์หลายท่าน เหมียวกับโม่งเขาชื่นชมคุณเอกให้ฟังอยู่เสมอๆ เขากำลังช่วยผมวิเคราะห์ข้อมูลและเขียนรายงานวิจัย เลยขอร้องให้ไปร่วมงานหน่อย เพื่อเปิดโลกทัศน์ทางวิชาการไว้เป็นฐานที่ดีสำหรับทำงานวิเคราะห์ และเขียนรายงาน
  • คุณเอกก็มีวัตถุดิบอยู่กับตัวเองดีๆมากมายนะครับ ที่สำคัญคือมีวิธีจัดการความรู้เพื่อนำเสนอและถ่ายทอดดีๆเพียบ-รอบตัว
  • มองในแง่จัดการความรู้เพื่อเพิ่มพูนพลัง และสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงออกจากภายใน วิธีอย่างที่ผมทำนี้จะดีและเหมาะสมมากสำหรับงานที่เป็น Creative และงานที่เน้นการสร้างมาตรฐานตนเองตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
  • แต่มองอย่างนี้  ทฤษฎีความรู้ และความหมายของการเรียนรู้กับการสอน จะต้องเป็นอีกชุด
  • แนวอย่างนี้เชื่อว่าความรู้คือสิ่งที่มีและสร้างขึ้นอยู่ในตัวปัจเจก หรือนอนนิ่งอยู่แล้วในตัวคุณเอก
  • แนวความเชื่ออย่างนี้ จึงไม่เน้นนำเอาความรู้จากที่อื่นมาถ่ายเทสู่ตัวปัจจเจก แต่จะจัดวางให้เป็นแค่สภาพแวดล้อมทางการเรียนรู้เฉยๆ
  • เมื่อความรู้และการสร้างความรู้มีอยู่แล้วในตัวคน หน้าที่เราและบทบาทการจัดการความรู้ ก็ต้องเริ่มต้นตรงจุดที่ว่า ความรู้ พลังการสร้างความรู้ และพลังการเรียนรู้ ที่ทุกคนล้วนมีเป็นของตนเองอยู่แล้วนั้น จะหนุนเสริมให้เขานำออกมาใช้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้อย่างไร
  • ซึ่งคำตอบก็คือ...สร้างแรงบันดาลใจ เสริมพลังใจ เสริมพลังชีวิตแห่งการเรียนรู้  จากนั้น การเรียนรู้และความรู้จึงจะถูกสร้างขึ้นในตัวคน
  • หากเราเคยเกิดพลังและมีแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งต่างๆด้วยตัวเราอย่างากมายมหาศาล เราก็จะรู้ว่า การเป็นแรงบันดาลใจให้กันนั้นสำคัญมาก และมันเป็นมากกว่าการสอนความรู้
  • ในชุดนี้ผมจะเขียนเป็นหนังสือให้แม่ในปีหน้าซึ่งจะจัดงานครอบรอบ ๗๗ ปีให้แม่ เพื่อให้แม่ได้อ่านในขณะยังมีชีวิตเพื่อเป็นกำลังใจในยามแก่เฒ่าให้แม่น่ะครับ
  • อันที่จริงเหตุมันมาจากผมมีปัญหาข้อมือและกล้ามเนื้อมือมันขัดๆอยู่เรื่อยเหมือนจะล็อค และสายตาเมื่อเพ่งจอคอมฯนานๆก็เบลอะ มองและใช้ทำงานไม่ได้ ต้องหาวิธีเปลี่ยนอริยาบทให้ใกล้ๆกับงาน ซึ่งวาดรูปก็ช่วยได้มาก เลยวาด แล้วก็ทำให้มีความหมายต่อเรื่องอื่นไปด้วย แล้วก็นำมาแบ่งกันดูเพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่คนบ้านนอกเหมือนกัน

เหรอ..บ้านครูอ้อยเล็กไม่เรียกกาแฟหมานิ..ก็เรียกน้ำข้าว...ไม่เคยทิ้งเลย..แม่จะรินใส่อ่างไว้เราเรียกว่าอ่างน้ำข้าวเป็นอ่างดินเผาค่ะ..อ่างข้าใครอย่าแตะ..แม่บอกเพราะถ้าพวกลูกไปแตะแล้วอ่างจะแตกค่ะฮา..แต่ก็หนีไม่พ้นแตกจนได้เพราะครูอ้อยหัดหุงข้าวก็ทำอ่างน้ำข้าวของแม่แตกไป 2 ใบ น้ำข้าวลวกไม่นับฮาอีกแระ..เวลากินน้ำข้าวให้ออกรสชาติก็ใส่น้ำตาลทรายนิดหน่อยพอออกหวานนิดๆหวานมากไม่ได้เปลืองน้ำตาล...วันไหนที่ไม่มีน้ำข้าวนั่นหมายถึงข้าวจะหมดค่ะ..แม่จะต้มข้าวต้มล่ะทีนี้...กับข้าวต้มของเราหรูมากค่ะ..จะมีปลาเค็มนานาชนิดให้เลือกกินกันค่ะ..เช่น ปลาเข็ม ปลากระดี่รำวง ปลาสร้อย ปลาช่อน ปลาหมอ ปลาตะกับ(บางคนเรียกปลาหมอ..อะไรไม่รู้ค่ะจำไม่ได้) รวมไปถึงปลาหลดและปลารากกล้วยค่ะ..เรามีเยอะค่ะเพราะพ่อจะไปดักปลามาในหน้าน้ำหลากมีจำนวนมากขายแล้วก็ยังเหลือแม่เลยทำปลาเค็ม และหมักน้ำปลากินเองด้วย...ต่อมาก็ผัดผักบุ้งไฟแดง เป็นผักบุ้งอวบๆเก็บมาจากในคลองค่ะหรูเน๊าะไม่ใส่เต้าเจี้ยวอะไรหรอกค่ะอัดน้ำปลากะกากหมูเข้าไปก็อร่อยกันหมดไปข้างนึงเลยค่ะ

อาหารหวานก็มันเทศเชื่อม..เชื่อมกันเป็นหม้อๆแม่เรียกหม้อเบอร์ 32 แล้วตั้งทิ้งไว้ลูกๆก็จะมาตักไปกินเองค่ะ..กินไปเรื่อยๆจนหมดกันไปแม่จึงจะเปลี่ยนเป็นพุทราเชื่อมที่พวกครูอ้อยไปเก็บมาแล้วตากแห้งไว้ค่ะ...

ผลไม้..มะขามเทศมันค่ะครูอ้อยกับน้องเสาร์อาทิตย์จะตระเวนอยู่ตามคันนาหาสอยมะขามเทศมันค่ะ มีมากพอที่จะกินด้วยและแม่จะทำเป็นกระทงๆเอาไปขายที่ตลาดหนองดินแดงแลกเปลี่ยนเป็นเงินซื้อของที่เราไม่มีกลับบ้านค่ะครูม่อย

พุทรา..ทั้งเก็บโคนต้นและเขย่ากินสดและตากแห้งเอาไว้ให้แม่เชื่อม

ลูกหว้า..โอชะโอชากินกันปากม่วงเชียว..คลุกเกลือไว้อร่อยดี

ไข่เน่า..เก็บมาใส่เกลือแก้ขื่น..ทำพริกเกลือ..อร่อยค่ะ..

ลูกตาล..ปืนป่ายทั้งขอทั้งขโมย..โดนโวยวายหลายครั้งจากเจ้าของนาอิๆแต่ได้ประโยชน์เยอะค่ะ หัวตาลเอามาแกงคั่วใส่ปลาย่างอร่อยค่ะ หรือจะต้มจิ้มน้ำพริกก็อร่อย ถ้าไม่ต้มฝานบางๆคั้นกับเกลือพอหายฝาดก็กินดิบกับน้ำพริกได้อีกเช่นกัน

ลูกสำเนียง..ลูกเล็กๆสุกแล้วสีดำ ก็พอจะกินได้อยู่แต่ไม่ค่อยชอบค่ะ..

มะม่วงยายจง..ทั้งหมู่บ้านยายจงปลูกอบู่บ้านเดียวด้วยว่าเป็นที่ดอนกว่าเพื่อน..โดนลูกหลานขอตั้งแต่ลูกยังขบเผาะ..ยายจงอนุญาตให้เก็บที่หล่นโคนต้นกินได้..เท่านั้น..พวกเราก็เอา..เอากะปิไปด้วย ก็กินมะม่วงขบเผาะจิ้มกะปิอยู่แถวโคนต้นแหล่ะ..เท่ๆ

มีอีกเยอะค่ะ..วันนี้แลกเปลี่ยนได้เท่านี้ค่ะ..ไปนอนก่อนนะคะราตรีสวัสดิ์ค่ะ...

พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)

เจริญพรโยมอาจารย์วิรัตน์และผู้อ่านทุกท่าน

  • ในหนองบัว-หนองกลับ มีรางน้ำข้าวหมาที่ทำด้วยไม้(รางข้าวหมา) บ้านไหนมีหมาหลายตัวจะทำรางน้ำข้าวยาวหน่อย
  • กาแฟหมานี่มีประสบการณ์ตรงและคนในบ้าน(หนองบัว)รุ่นหุงรินน้ำข้าว-ดงหม้อข้าวนี่ก็เรียกกาแฟหมาด้วย
  • น้ำข้าวใส่เกลือเค็มปะแล่ม ๆ อร่อยดีเหมือนกับโยมอาจารย์ขจิตว่าเลยแหละ หรือไม่งั้นก็ใส่น้ำปลาก็ได้(คนหนองบัวพูดว่า เหยาะน้ำปลา)
  • แต่แบบเติมน้ำตาลสูตรโยมอาจารย์อ้อยเล็กนี่ ไม่เคยได้ใช้สูตรนี้เลยนะครูอ้อยเล็ก(คงไม่ชอบกินข้าวผสมของหวานมั้ง)
  • นอกจาก ลูกหว้า ลูกไข่เน่าพุทรา...แล้วยังมี ลูกขี้อ้าย ลูกมะดูกอีกนะที่กินได้.

ขอเจริญพร

พระมหาแล ขำสุข(อาสโย)

  • ผมพยายามนึก คุณครูอ้อยบอกว่าเป็นเพื่อนรุ่นอาจารย์กู้เกียรติ อาจารย์กู้เกียรติบอกว่าเป็นรุ่นน้องผมที่สาขาจิตรกรรมสากล เพาะช่าง แต่เรื่องราวชีวิตที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของคุณครูอ้อยนี่มันรุ่นเก่าอย่างรุ่นผมมากเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็น หุงข้าวเตาถ่านและมีน้ำข้าวกิน และลูกไข่เน่า ซึ่งเป็นต้นไม้ยืนต้นและมีผลเป็นยา ใช้เป็นสมุนไพรได้ รวมทั้งชุบน้ำเกลือแล้วตากแดดพอหมาดๆ ทำเป็นของกินเล่นได้ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว คนรุ่นใหม่ไม่น่าจะรู้จัก เหล่านี้เป็นต้น
  • แต่ก็พอจะเป็นไปได้ เพราะแถวอำเภอพุทธมณฑล เมื่อ ๔-๕ ปีท่ี่ผ่านมา แม้กระทั่งบัดนี้ ชาวบ้านบางรายในรอบนอก ยังคงใช้น้ำคลองและอยู่กับวิถีชีวิตดั้งเดิมอยู่อย่างไม่น่าเชื่อ เคยมีงานศึกษาของชาวต่างประเทศแนววัฒนธรรมชุมชน เคยตั้งข้อสังเกตไว้เหมือนกันว่า ชุมชนและพื้นทีบริเวณชายขอบของเขตการปกครอง หรือชายขอบองค์กรที่รับผิดชอบงานสาธารณะ จะมีลักษณะเหมือนต้นไม้และผืนดินในพื้นที่ไหล่เขา แดด ฝน หรือโอกาสการพัฒนาต่างๆมักผ่านเลยไปหมด ทำให้บางเรื่องมีกันดารและยังคงมีความดั้งเดิมกว่าพื้นที่ห่างไกลเสียอีก แถวบ้านคุณครูอ้อยอาจจะเป็นอย่างนี้มั๊ง
  • ได้มองเด็กชายปัญญา-เด็กหญิงเรณูในปี ๒๐๐๙ ตอบคุณครูอ้อยเล็กและชวนทุกท่านขึ้นรถไฟไปเที่ยวบ้านลุงที่ในชนบทด้วยครับ

ขอบคุณครับคุณจตุพร เช่นกันเด้อครับเด้อ

พระคุณเจ้าพูดถึงต้นไข่เน่าและลูกมะดูกนี่ไม่แปลกใจครับ เพราะข้างสนามบอลของโรงเรียนหนองคอก อำเภอหนองบัว (ที่จริงเป็นทุ่งเลี้ยงวัวด้วย) มีต้นดูก เด็กๆก็ชอบกัดกินแล้วขว้างเล่น เยอะแยะจริงๆ แต่เดี๋ยวนี้ใครเอาลูกหว้า ลูกไข่เน่า และลูกดูกมาขาย คงต้องซื้อและทนุถนอมกันตาเหลือกเลย เพราะหายาก จนถึงหาไม่ได้ในหลายท้องถิ่นแล้ว

แต่เรื่องราวชีวิตที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของคุณครูอ้อยนี่มันรุ่นเก่าอย่างรุ่นผมมากเลยนะครับ .....................................ฮา.....

อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อม..หรือที่ท่านกู้เกียรติท่านชอบพูดว่าบริบท..ฮาๆ..ครูอ้อยเติบโตมากับคนรุ่นปู่ย่าตายายพี่ป้าน้าอาครบวงจร..เรียกว่าอบอุ่นเกินบรรยายทุกสิ่งอย่างที่เป็นภูมิปัญญาจะถูกถ่ายทอดโดยสายเลือด วัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิม..แบบไม่มีสารพิษทางวัฒนธรรมเมืองเข้าไปปนเลยถ้าเป็นศิลปะก็เป็นศิลปะบริสุทธิ์อย่างนั้นเลยค่ะครูม่อย..และที่สำคัญ memories ship ของครูอ้อยมันก็เก็บความทรงจำในช่วงนั้นๆได้ดีมากมายค่ะ..ไม่รู้เป็นเพราะอะไร..ระลึกได้..ระลึกถึงมันก็เหมือนร่างกายได้หลั่งสารเอ็นโดฟินด์เต็มพิกัดหล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจให้สู้ต่อไปค่ะ..ทุกวันนี้ทราบดีเสมอว่าได้ดีเพราะได้ผ่านความยากลำบากอย่างนั้นๆมาอย่างโชกโชน..ความสวยงามของร่างกายไม่ต้องหา..มีแต่ความแข็งแรงและสุขภาพใจภายในเท่านั้นที่เปล่งประกายความสุขออกมาโดยไม่สนใจและไปเปรียบเทียบกับผู้ใด..ไม่มีแม้แต่เวลาจะคิดอะไร..ความน้อยใจในโชคชะตาก็ไม่เคยมี..เพราะความสุขที่เราได้จากชีวิตมันมีค่ามากเกินพอแล้วสำหรับชีวิตหนึ่งที่ให้เกิดมา..พ่อจะบอกเสมอว่า กินเพื่ออยู่ ต่อสู้เพื่อการศึกษา...เล่ายาวอีกแล้ว..

http://www.oknation.net/blog/lelawadee/2009/06/23/entry-1

ขึ้นรถไฟไปแวะสามควายเผือกด้วยนะคะ...

  • นมัสการ ท่านพระมหาแล ขำสุข(อาสโย)

อยากจะขอนิมนต์ท่านมาเขียนบันทึกบ้างจังเลยครับ ติดตามอ่านเฉพาะข้อคิดเห็นก็สนุกมากกับวิธีเขียนของท่าน

  • อาจารย์ ดร.วิรัตน์ ครับ

ก่อนอื่นรู้สึกดีใจมากๆครับ ที่บันทึกของอาจารย์มีผู้มาเเลกเปลี่ยนกันอย่างคึกคัก ผมอยากให้บทความ(บันทึก)ดีๆของอาจารย์เป็นประเด็นตั้งต้นให้ผู้เข้ามา ลปรร.ได้มีพลัง มีแรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องราวจากตัวเอง เขียนแบบธรรมชาติ และอ่านง่ายๆมีความสุขเหมือนบันทึกอาจารย์

และเดือนนี้คงต้องขอลุ้นอาจารย์กับกิจกรรมดีๆของ gotoknow ด้วยอย่างใจจดจ่อครับ

 

  • เลยนึกขึ้นได้ คุณครูอ้อยเล็กคือคุณลีลาวดีในโอเคเนชั่นนี่นะ
  • ยินดีที่ได้เจอและได้คุยกันในนี้อีกครับ
  • เมื่อคืนมีน้องๆโทรมาบอก เลยก็ได้เห็นและลุ้นไปด้วย
  • ขอบคุณครับ ได้มีบรรยากาศแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเป็นแรงบันดาลใจให้กันมากมาย ก็ดีใจมากโขแล้วครับ
  • หากมีการบันทึก ถ่ายทอด และคุยเหมือนเดินออกมาจากเรื่องราวตนเองมากมายจากที่ต่างๆของประเทศ โดยเฉพาะในที่อันห่างไกล ผมก็เชื่อว่าหากมีเวทีพัฒนาและบ่มตนเองดีๆ ให้ยกระดับจากงานบันทึก-- สู่การเขียนรายงานประสบการณ์-- เป็นรายงานสนาม แล้วก็เป็น Mini-Research ของคนตัวเล็กๆ  ผมว่าจะทำให้เกิดมิติใหม่ๆหลายอย่างที่เป็นพลังความหลากหลายของสังคมโดยชุมชนระดับต่างๆนะครับ เลยเห็นด้วยครับ

เรื่องราวและการถ่ายทอดทรงคุณค่าเหลือเกินค่ะ

  • เป็นการนำเอาเรื่องราวรอบตัวในชีวิตมาย่อยเป็นทุนประสบการณ์ไปในตัวด้วยน่ะครับ
  • เป็นการคุยเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนต่างหวัด รวมทั้งให้ได้มุมมองเพื่อทำครอบครัว ชุมชน และโอกาสทางสังคมทุกอย่าง ให้เป็นเรื่องราวของการเรียนรู้ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ตลอดเวลาไปด้วยครับ
  • ดีใจที่คุณ kumfun ชอบครับ งานเขียนและผสมผสานกับการวาดรูปให้นั่งดูไปด้วยได้อย่างนี้ อยากให้คนอ่านได้พักผ่อน เพื่อเอาพลังไปทำงานหนักๆเหนื่อยๆด้วยครับ

เปลี่ยนเป็นน้ำส้มบ้างนะคะอาจารย์..

  • เปิดมาเจอปั๊บน้ำลายไหลปุ๊บเลย มีสองแก้วพอดี คุณคุ้มฝันกับผมแบ่งกันคนละแก้วก็แล้วกันนะครับ ขอบคุณครับ

ในสมัยก่อน 60 ปีที่แล้วมีการใช้หม้อดินหุงข้าว หรือใช้หม้ออลูมิเนียมหุงข้าวโดยวิธีรินนำ เอานำที่รินออกมาดื่มแทนนำนมวัว สมัยเด็กๆผมก็ดื่มนำข้าวประจำใส่เกลือนิดหน่อยหรือใครที่ออกลูกแล้วไม่มีนมให้ลูกกินก็จะหานำข้าวมาให้ลูกกินแทนนำนม ต่อมาเพื่อให้ข้าวที่หุงได้มีคุณค่าทางโภชนาการ หุงข้าวโดยวิธีเช็ดนำคือไม่ต้องรินนำออก ใช้ไฟอ่อนๆเพื่อไม่ให้ข้าวไหม้

แปลกดีค่ะ ไม่เคยได้ยินคำว่ากาแฟหมามาก่อน ปกติที่บ้านก็เรียกน้ำข้าวธรรมดา สงสัยว่าทำไมเรียกกาแฟคะ หรือสีมันคล้ำเหมือนกาแฟ ดีใจที่ได้มาอ่าน ทำให้ได้รู้จักอะไรที่แปลกแตกต่างมากขึ้น

  • สวัสดีครับคุณวิชัย รุ่นผมตอนที่อยู่บ้านนอก ก็ยังทันใช้หม้อดินหุงข้าวครับ แต่ไม่นานก็มีหม้ออลูมีเนียมมาแทน
  • หุงแบบไม่ต้องเช็ดน้ำนี่เป็นระดับฝีมือแล้วครับ ผมก็พอทำได้ แต่เพื่อนๆส่วนใหญ่ก็ทำได้ ผมเลยลองทำต่ออีกคือไม่เช็ดน้ำและพรางไฟให้พอดีกับข้าวสุก พอคนครั้งแรก ก็พรางไฟให้เหลือพอที่ข้าวจะระอุและไม่ไหม้ เสร็จแล้วก็ออกไปเล่นและทำอย่างอื่นได้ กลับมาก็ข้าวสุก ไฟมอดดับ และข้าวก็ไม่ไหม้ เรียกว่าทั้งไม่ต้องเช็ดน้ำและไม่ต้องดับไฟเลยทีเดียว
  • มีหลายคนที่เป็นเด็กชนบทก็เรียกเหมือนกันทั้งที่อยู่คนละภาค-คนละจังหวัดเลยครับ สีไม่คล้ำหรอกครับ ก็เป็นน้ำข้าวและสีน้ำข้าวนี่แหละ
  • เข้าใจว่าเรียกให้มันดูดี ทำให้มันเป็นเรื่องสนุกกับการดำเนินชีวิตอย่างนั้นกระมังครับ อย่างนั่งเล่นทำเงาจากแสงตะเกียงแล้วก็ให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่เล่านิทาน พ่อแม่ก็เรียกว่าหนังสี่จอ
  • หนังสี่จอก็คือมุ้งนี่แหละครับ คือหลอกล่อเด็กๆให้เข้าไปนอนแล้วก็เล่านิทานให้ฟังจนอยากหลับ แต่เรียกว่าให้ไปนอนมันก็ไม่สนุก พอพ่อแม่หรือผู้ใหญ่เขาบอกเด็กๆว่า ป่ะ ไปดูหนังสี่จอกัน  เท่านี้ก็เดินตามเข้ามุ้งกันเป็นพรวน
  • กาแฟหมาก็คงทำนองเดียวกันครับ  เรียกกินน้ำข้าวกันนี่มันไม่มีจินตนาการ แต่พอเรียกกาแฟหมา ก็ฟังดูขำๆและเข้าท่าดี
  • รูปเขียนเด็กสวยและให้เรื่องราวดีจังเลยครับ
  • ขอบคุณครับ

อาจเป็นเรื่องราวภายในครอบครัวของคนในชนบท .......ครอบครัวหนึ่ง แต่ก็สะท้อนถึงวิถีชีวิต/สภาพความเป็นอยู่ที่น่ารื่นรมย์ และอบอุ่นอย่างมีชิวิตชีวา

อ่านข้อเขียนของอาจารย์แล้ว นึกย้อนกลับไปในอดีตถึงเรื่องราวภายในครอบครัวของตัวเอง ในหมู่บ้าน หมู่บ้านใกล้เคียง ชีวิตในวัยเรียนชั้นประถม - มัธยม ตลาดหนองบัว - ท่าตะโก - ชุมแสง.............คิดถึงพ่อ แม่ ที่มีลูกถึง 10 คน และท่านได้เลี้ยงดูให้เจริญเติบโตมากันอย่างพร้อมหน้า อยู่กันอย่างครบถ้วน เป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น

เห็นภาพประกอบคำบรรยายของอาจารย์แล้ว...............ใช่เลย

เป็นภาพในอดีตที่ไม่อาจย้อนกลับมาได้ แต่ก็สามารถทำให้จินตนาการได้อย่างลึกซึ้ง......และกว้างไกลจริง ๆ ครับ อาจารย์

ขอบคุณครับ.

สวัสดีครับ คุณสมบัติ ก้อนทอง 

คุณสมบัติพูดเหมือนรุ่นพี่ท่านหนึ่งวันนี้เลย อันที่จริงแกเป็นทั้งรุ่นพี่และเป็นหัวหน้าคนแรกในการทำงานราชการของผม เดิมนั้นแกพื้นเพเป็นคนใต้ แต่อยู่กรุงเทพฯตลอดชีวิตกว่า ๕๐ ปี เพราะฉนั้นก็เป็นคนกรุงเทพฯไปแล้ว 

วันนี้แกแวะมาให้ผมได้คารวะแล้วก็นั่งคุย เอางานที่ต่างก็ทำสะสมไว้มาอวดกันดู ผมเองก็เอาสมุดสะสมงานมาแผ่ให้พี่แกดู  พอเปิดให้ดูก็นั่งเงียบ ทำตาลุก แล้วก็ดูไปจดหมด เสร็จแล้วก็พูดว่า ใช่เลย.....สะใจจริงๆ ว่างั้น  แกบอกว่าเหมือนดึงแกกลับไปเห็นชีวิตเมื่ออยู่ในชนบท

ก็คงจะมีแนวคิดเบื้องหลังเหมือนกับคุณสมบัติทำถ้อยเสียงสำเนียงลาวนั่นกระมังครับ คือ นำด้านที่ให้ความรอบรู้และรื่นรมณ์ใจเมื่อได้เห็นมาทำ ซึ่งจะทำให้ผู้คนได้ความซาบซึ้งและได้คุณค่าที่ลึกซึ้งในสิ่งที่เมื่อมองผ่านๆแล้วก็เหมือนไม่เห็นมีอะไร ทำให้สามารถมีความสุขและได้ความรื่นรมย์ในชีวิตที่ดีแต่เรียบง่าย

ผมลองทำต่อยอดเข้ากับงานวิจัยท้องถิ่นดูน่ะครับ ลองนำเสนอแบบนี้ก็รู้สึกว่าได้ผลดีมากครับ ทำให้คนเห็นแง่งามที่หนักแน่นของชีวิตชนบท เห็นพลังชีวิตและความสร้างสรรค์ของมนุษย์เต็มไปหมด แล้วก็น่าสนใจ มีความเชื่อมั่นที่จะได้ร่วมสร้างความรู้และถ่ายทอดด้วยตนเองบ้าง ทำให้มีวงพูดคุยและแลกเปลี่ยนเรียนรู้สังคมและโลกกว้างจากประสบการณ์ชีวิต เหมือนกับเริ่มเห็นลางๆในนี้เลยแหละครับ

อย่างที่ได้เห็นคุณเสวกคนหนองบัว วาดรูปและถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตมาบันทึกไว้เป็นระยะๆ หรือการสนทนารวมทั้งเป็นผู้ขับเคลื่อนให้ได้คิดและคุยกันของพระมหาแล ซึ่งรวมทั้งคุณสมบัติด้วยครับ

แต่กรณีของคุณสมบัตินี่ต้องจัดให้อยู่ในฐานะมือวิชาการที่จะดึงออกมาเล่นหรือดึงออกมาเพื่อไปเขียนอะไรก็ได้แล้วครับ ซึ่งรวมทั้งเรื่องท้องถิ่นในแง่มุมที่คนอื่นมองได้ไม่ถึง โดยเฉพาะเรื่องราวอีกมากมายของชุมชนหนองบัว

ขอชื่นชมลูกบ้านนอกหนองบัว ที่สามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างทะลุทะลวงทั้งเพื่อสังคมในวงกว้าง  สังคมในภูมิภาค และสังคมของท้องถิ่นครับ ยิ่งไปกว่านั้นก็ยังผูกพันกับโรงเรียน ครูอาจารย์ เพื่อพี่น้องและคนเก่าก่อน นับถือครับ-นับถือ

ขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงครับที่ชม....แต่ผมก็ขอชื่นชมอาจารย์เป็นอย่างมากเช่นกันครับที่เปิดเวทีนี้ขึ้นมา

คงเนื่องด้วยวิถีของบ้านนอกหรือคนชนบทนี่เองกระมังครับ ที่หล่อหลอมให้มนุษย์คนหนึ่งมีพฤติกรรม ความคิดที่จะนำสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้จิตสำนึกออกมาแสดงต่อสาธารณะ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง...หรือไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง.......ถ้ามีโอกาส

คนบ้านนอกนั้น น้อยคนครับที่จะไม่มึความรู้สึกผูกพันกับบ้านเก่าและรักถิ่นเกิด ส่วนจะเป็นเพราะเหตุใดนั้นเข้าใจว่าทุกท่านคงทราบได้ดี....เพราะหลายสิ่ง หลายประการที่อาจารย์ได้แสดง จุดประกายและทำออกมาให้เห็น ถือเป็นตัวอย่างที่น่าสรรเสริญ และน่าขยายวงออกไปสู่มวลสมาชิกกลุ่มต่าง ๆ....ชาวหนองบัว....หมูบ้านโดยรอบที่ไกลออกไป ให้มีเพิ่มมากขึ้น ถือป็นการช่วยเสริม เติม ต่อ คนละนิด คนละหน่อย

สรุปง่าย ๆ ...ุคุณรู้.........ผมไม่รู้ ผมรู้....คุณไม่รู้ ทั้งคุณทั้งผมก็ไม่รู้......แต่มีคนอื่นที่รู้ ต่างก็นำสิ่งที่รู้มาแบ่งปันกัน ก็จะได้ความรู้ที่กว้างขวาง ลึกซึ้ง ครบถ้วน สมบูรณ์ เกิดประโยชน์ที่แท้จริงต่อชุมชนของเรา ซึ่งคงไม่มีใครรู้ดีเท่ากับพวกเรากันเองหรอกครับ

ตามประสาคนเคยเป็นเด็กวัด .....ขอเปรียบเทียบให้เห็นอย่างนี้ว่า........ ในหมู่บ้านหนึ่ง พอถึงวันพระ ต่างคนต่างก็ทำกับข้าวคนละอย่างมาถวายพระ พอพระฉันเสร็จ ทั้งชาวบ้านและเด็กวัดต่างก็ได้กินกับข้าวหลายอย่าง ครบถ้วนทุกหมู่ ตามหลักโภชนาการ

กาแฟที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน..ครูอ้อยเล็กเป็นคนหนึ่งที่ติดกาแฟ...จำไม่ได้ว่าติดตั้งแต่ตอนไหน..รางๆว่าติดตอนทำงานน่าจะใช่...เหมือนกับว่าตอนนั้นรับราชการเป็นทหารเรือเมื่ออายุ 21 ปี เหมือนเด็กกำลังติดขนมค่ะอาจารย์อยู่เพาะช่างก็จะข้ามไปซื้อโรตีกรอบหน้าเพาะช่างทานกับเพื่อนอยู่เสมอ(ปัจจุบันร้านนี้ยังอยู่ดีคู่กับร้านสวีท)พอไปเป็นทหารอาหารการกินค่อนข้างลำบา่กเพราะไกลค่ะ..ในค่ายทหารจะเป็นระบบระเบียบตรงไหนขายก็ขายตรงไหนเป็นอะไรจะถูกจัดเรียงไว้อย่างดีไม่มาก้าวก่ายกัน..ครูอ้อยเล็กอยู้่กองบัญชาการใต้ถุนตึกมีแต่ร้านขายข้าวอยู่ร้านเดียว..เหงาปากค่ะไม่มีขนมกินเลยหันมาชงกาแฟของพี่ๆทหารที่เขาเตรียมไว้นั่นแหล่ะค่ะกินแทนขนม..สงสัยก็คงติดตั้งแต่ตอนนั้นแหล่ะค่ะ...จนมาปัจจุบันก็ยังขาดไม่ได้..ตอนนี้วิวัฒนาการของกาแฟเปลี่ยนมาเป็นกาแฟสุขภาพกันมากขึ้น...กาแฟก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆไม่หยุดการพัฒนาเหมือนกันค่ะ...

สวัสดีครับคุณสมบัติครับ เห็นด้วยเป็นอย่างมากครับ แต่เรียกว่าสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนและในชนบทต่างๆดีกว่าครับ อันที่จริงตามบ้านนอกและในชนบทต่างๆ ซึ่งบางทีชาวบ้านอาจจะยากจนหรือเศรษฐกิจไม่ดีนั้น ก็มีด้านที่เป็นศักยภาพและทุนทางสังคมหรือสิ่งที่มีคุณค่าที่ไม่ใช่เงินแต่เป็นสิ่งที่อยู่ในคนกับชุมชน ที่เป็นโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างสรรค์ชีวิตส่วนรวมได้อีกเยอะ เหมือนอย่างเราคุยกันเรื่องไอ้เป๋ ไอ้ไฮ้ ซึ่งโดยความหมายแล้วก็คือแม้คนที่เหมือนไม่มีอะไรเลย แต่ก็ยังมีคุณค่าและความหมายต่อความทรงจำอันงดงามที่ทำให้เรามีความสุขในชุมชนได้ แสดงว่าที่เหลือนอกนั้นก็ย่อมยังมีสิ่งต่างๆอยู่อีกมากมาย

แต่ถึงแม้จะมีศักยภาพและทุนทางสังคมเหล่านั้นอยู่มากมาย  ชุมชน-บ้านนอกก็ดูเหมือนไม่ค่อยมีสิ่งที่น่าสนใจ เพราะชาวบ้านไม่มีวิธีดึงออกมาเรียนรู้ตัวเอง

คนภายนอก แม้เป็นนักวิจัยและนักวิชาการชุมชน รวมทั้งลูกหลานคนท้องถิ่น ก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสช่วยกันทำสิ่งต่างๆที่มีอยู่ให้ปรากฏอย่างกว้างขวาง

เรื่องทำนองนี้คนของชุมชนช่วยกันทำเองก็คงจะเป็นทางออกอย่างหนึ่ง ซึ่งหากมีคนช่วยกันทำเหมือนอย่างในนี้ให้ยิ่งมากๆขึ้นในสังคม ทั้งคนของชุมชนและสาธารณะเห็นแล้วก็มีแรงบันดาลใจให้คิดและทำสิ่งต่างๆต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ ทำให้มีทุนประสบการณ์ในการพัฒนาตนเองที่ดี

พอทำสิ่งหนึ่งได้ ก็นำไปสู่การสามารถทำอีกสิ่งหนึ่งเพิ่มขึ้นมาอีกได้ อย่างนี้เป็นต้น พอเห็นคุณสมบัติสะท้อนมุมมอง เห็นความสำคัญ แล้วก็มีความรอบรู้ที่ช่วยๆกันนำคิดและทำขึ้นมาอีกมากขึ้น เลยแสนจะดีใจครับ

เหมือนกับตัวอย่างอุปมาอุปไมยปิดท้ายนั่นเชียวครับ เราหิ้วกับข้าวและขนมติดมือจากบ้านคนละเล็กละน้อย พอไปรวมกันที่ศาลาวัดก็กลายเป็นอาหารหลายอย่างที่ได้ทั้งโภชนาการและเพียงพอแก่ทุกๆคน

หากมีโอกาสจะหาถ้อยเสียงสำเนียงลาว ของคุณสมบัติมาอ่านครับ

สวัสดีครับคุณครูอ้อยเล็ก รูปถ่ายของครูอ้อยเล็กทำให้เหมือนกับหอมกรุ่นกลิ่นกาแฟเลยเชียว ผมเคยกินกาแฟวันละหลายแก้วเหมือนกัน แต่ตอนนี้ลดลงไปได้เยอะ ไม่ใช่กลัวติดเกินไปอย่างเดียวครับ แต่กลัวอ้วนมากกว่าเดิม  

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับอาจารย์ ที่ให้ความสนใจหนังสือ

ผมได้รับความกรุณาจาก ฯพณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แห่ง สปป.ลาว คนปัจจุบัน เขียนคำนิยมให้ครับ ท่านผู้นี้เคยดำรงตำแหน่ง เอกอัครรัฐทูต สปป.ลาว ณ บางกอก ยาวนานถึง 8 ปี ( 2สมัย) หนังสือมีจำหน่ายทาง online ที่ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ www.chulabook.com สำหรับที่อื่น ๆ ก็มีบ้าง อาทิ มหาจุฬาบรรณาคาร ร้านริมขอบฟ้า ศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น (ทั่วภาคอีสาน) ฯลฯ ขณะนี้ใกล้หมดเต็มทีแล้ว...........ไว้วันที่ 6 ธันวาคม ปีนี้ ถ้าไม่ติดธุระอะไรที่สำคัญมาก ผมจะนำไปฝากในงานชุมนุมศิษย์เก่า โรงเรียนหนองคอกครับ

ผมอยากซื้อไว้สัก ๓ เล่มครับ อยากเอาไปบริจาคให้เด็กๆที่โรงเรียนวันครู (๒๕๐๔) ไว้ศึกษาแล้วก็ชาวบ้านกับผู้นำชุมชนได้เก็บไว้อ่านหาความรอบรู้

ด้วยความยินดีครับอาจารย์

วันที่ 6 ธันวาคม ผมจะนำไปมอบให้ด้วยตนเอง

ผมตั้งใจว่าจะไปนะครับ (ต้องทำท่าแบบลิเกป้องปากพูดว่า จะได้ไปไหมเนี่ย ตอนนี้กำลังเขียนหนังสืออยู่น่ะครับ ต้องหาเวลาปลีกวิเวกเท่าที่ทำได้อยู่เสมอ) แต่ก็ขอร่วมรณรงค์ไว้ก่อนให้ทุกท่านที่เป็นคนหนองบัวและศิษย์เก่าของโรงเรียนหนองบัวได้ไปนะครับ

ขอบพระคุณครับ อ่านแล้วน้ำตาซึม ทำให้ความทรงจำในอดีตหวนคืนมาอีกครั้ง เป็นความสุข ความอิ่มเอมใจ เป็นชีวิตแห่งการเรียนรู้ ขอบพระคุณที่สิ่งดี ๆเหล่านี้ไม่เคยเลือนหายไปจากสังคมไทย ชีวิตตระกูลผม ไม่แตกต่างเลยกับทุกข้อเขียน ที่กล่าวมาข้างต้น ก็ได้แต่สำนึกและทำงานอยู่ตลอดเวลาที่ยังมีลมหายใจ เพราะคิดว่าการทดแทนพระคุณของแนดินเป็นสิ่งที่ผมทำได้มากที่สุด เท่าที่ตนเองมีพละกำลังจะกระทำได้

สวัสดีครับคุณชุมพล สายแสงทองครับ
ขอให้มีความสุข ได้ความรู้สึกความงดงาม ในวันแม่ครับ

มาอ่าน..ยังไม่สามารถอ่านให้จบค่ะอาจารย์ bookmark ไว้ก่อน

เกิดอาการ ร้องไห้ในหัวใจ..

เป็นการได้ย้อนไปยังสภาพสังคมในอดีต
ได้เห็นวิถีชีวิตของครอบครัวชนบทไปในตัวน่ะครับ 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี