วันนี้ก่อนออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปบรรยายที่ปัตตานี ก็นัดหมายหัวหน้าทีมวิจัยคุยสรุปสิ่งที่จะต้องปรับแก้ไขในรายงานวิจัยซึผู้ทรงคุณวุฒิได้อ่านและให้ข้อเสนอแนะไว้ ข้อสรุปนี้ส่งมาให้สองสัปดาห์แล้วครับ แต่อยู่ที่หัวหน้าทีม ผมยังไม่ได้อ่าน และวันนี้เป็นวันแรกที่อ่านๆ แล้วก็ได้ข้อสรุปเดิมครับ

รายงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยที่รัฐกลันตัน มาเลเซีย  ซึ่งผมเล่าเรื่องการไปเก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องครับ มันเสร็จแล้ว ปิดเล่มไปเรียบร้อยแล้ว นานเกือบๆ ครึ่งปีแล้วมั๊งครับ และนี่ก็ได้รับการให้ข้อเสนอแนะมาแล้ว

เพื่อนๆ อาจารย์ที่นั่งฟังการคอมเม้นท์งานวิจัย บอกว่าเป็นงานที่ได้รับคำชมมากที่สุด แต่ผมอ่านจากข้อคิดเห็นแล้ว ผมว่าเป็นการชมพร้อมกับมีข้อปรับปรุงครับ เป็นคำชมประเภทว่า ดีแล้วแต่จะดีกว่านี้หาก.... ที่สำคัญผู้อ่านงานยังสร้างประเด็นเพิ่มในการวิจัยครั้งนี้ด้วยครับ อันนี้น่าสนใจ แต่คุยกับหัวหน้าทีมแล้วว่า เราคงไม่เขียนเพิ่มลงไป เพราะมันนอกเหนือจากประเด็นสำคัญที่เราศึกษา

จากข้อวิจารณ์งานชิ้นนี้ และอีกสองชิ้นที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้ ผมเห็นความบกพร่องของผมชัดขึ้นครับ  และความบกพร่องอันนี้เป็นสาเหตุของการไม่คืบหน้าไปไหนเลยของวิทยานิพนธ์ของผมในขณะนี้ด้วย ข้อบกพร่องที่พบ (เอาประเด็นเบาสุดก่อนนะครับ) คือ การพิมพ์ผิด พิมพ์ตก และที่สำคัญคือ "ขาดความชัดเจนในการทำกรอบวิจัย" ปัญหานี้ใหญ่จริงๆ ครับ อย่างงานวิจัยที่กลันตัน ผู้อ่านงานวิจารณ์ไว้ว่า

"แม้ว่านักวิจัยจะไม่ได้นำเสนอแนวคิดที่จะเป็นกรอบหรือเป็นแนวทางการเก็บข้อมูลอย่างชัดเจนแต่แรก เช่น แจกแจงประเด็นความหมายของความหลากหลายทางวัฒนธรรม... ซึ่งจะช่วยให้มีแนวทางการเก็บข้อมูลที่ชัดเจนขึ้น และผู้อ่านมองเห็นภาพรวมชัดขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหามากนักเพราะผู้วิจัยมีสัญชาตญาณการวิจัยที่ดีมาก ค่อยๆ focus ประเด็นในการเก็บข้อมูลไปเรื่อย ช่วยให้ผู้อ่านมีความชัดเจนขึ้น"

ถ้าอ่านคร่าวๆ จะเห็นว่าเป็นคำชมครับ แต่ความจริงคือ มันสะท้อนปัญหาความเป็นนักวิจัยของผมชัดเจนมากครับ โดยเฉพาะผมโดนแบบนี้มาสามครั้งซ้อนๆ กัน "กรอบวิจัย" ครับ และหากนำเอาประสบการณ์ผมมาขยายจะได้เห็นภาพชัดอย่างนี้ครับว่า งานวิจัยที่ผมถูกคอมเม้นท์อย่างนี้ส่วนใหญ่คือ งานวิจัยที่ผมเกือบจะไม่มีภูมิรู้ในเรื่องนั้นมากนัก ผมมีเพียงประเด็นที่อยากทำวิจัย แล้วผมก็เขียนหลักการจากความอยากทำ อยากรู้ แต่ผมไม่ได้มีการขยายคำสำคัญในการวิจัยนี้ออกมาเป็นประเด็นๆ ให้ชัดว่าคำตอบที่อยากได้มีอะไรบ้าง ดังนั้นคนที่อ่านโครงการวิจัยผมจะรู้สึกว่า ผมจะตอบคำถามอะไรบ้าง ดูประเด็นไหนเป็นประเด็นสำคัญของการวิจัยบ้าง

ซึ่งโดยปกติ พอผมเริ่มงานวิจัยจริงๆ กรอบมันจะชัดขึ้นเองครับ ผมจะกำหนดว่า อะไรที่ผมสนใจ อะไรที่ไม่ใช่ แล้วผมก็จะเจาะเป็นประเด็นๆ ตอนลงภาคสนาม ซึ่งสุดท้ายจะได้คำตอบที่น่าสนใจ อันนี้สอดคล้องกับผู้อ่านงานผมเสนอไว้จริงๆ (ผมขอยกนิ้วให้กับผู้อ่านงานนี้จริงๆ ครับ)

กรอบงานวิจัยจะเริ่มชัดขึ้น เมื่อผมเริ่มทบทวนวรรณกรรมและลงสนามเก็บข้อมูลครับ และแน่นอนยิ่งนักครับว่า ตอนเขียนโครงการ ส่วนใหญ่ผมจะยังไม่ได้ทบทวนวรรณกรรม ผมมักจะใช้ข้อมูลเดิมๆ ที่ผมมี มาเรียบเรียงให้เป็นโครงการเพื่อส่งขออนุมัติ (ซึ่งจริงๆ หากกรรมการพิจารณาโครงการจากทั้งหมดของโครงการ ผมว่า โครงการผมส่วนใหญ่น่าจะตกรอบ แต่ที่ผ่านมาได้โดยตลอด อยู่ที่ประเด็นในหัวข้อวิจัยน่าสนใจ และกรรมการมักจะคิดไปเองว่าผมจะทำอะไร) เล่ามาถึงตรงนี้แล้วนึกออกครับ ตอนพัฒนาโจทย์วิจัยเรื่องระบบเขียนภาษามลายูปาตานีด้วยอักษรยาวี (ตอนนี้ก็กำลังแก้ไขรายงานครั้งสุดท้ายแล้ว) ตอนนั้นผู้ทรงคุณวุฒิจากมหิดลตั้งคำถามเกี่ยวกับทฤษฏีทางภาษาศาสตร์ (แฮะแฮะ) ผมตอบไปว่า วันนี้อาจารย์ตั้งคำถามกับผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ และจะให้ผมตอบในเวทีนี้เลย ผมก็ตอบได้เลยว่า ผมไม่รู้ แต่ในทีมวิจัยผมมีคนจบด้านภาษาศาสตร์ บังเอิญวันนี้ไม่ได้มาเข้าประชุมด้วย และผมมั่นใจว่า เมื่อเริ่มงานวิจัยแล้ว ผมจะตอบคำถามเหล่านี้ของอาจารย์ได้ทั้งหมด (ซึ่งก็จริง) คำตอบนี้ของผมสะท้อนปัญหาที่ผมบอกไว้นั่นแหละครับ คือ กรอบวิจัยไม่ชัดอันเนื่องจากภูมิรู้ของนักวิจัยเองที่ไม่ได้ทำการทบทวนวรรณกรรมใดๆ เลย ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาโจทย์วิจัย

ข้อที่บ่งบอกถึงความไม่ชัดเจนในกรอบวิจัยของผมได้มากที่สุดคือ วิธีการวิจัยของผมมักจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเสมอเมื่อลงภาคสนาม เหตุผลง่ายๆ ครับคือ พอตอนทำจะรู้ว่า วิธีการที่เขียนไว้ในโครงการตอบคำถามวิจัยไม่ได้ ต้องปรับกิจกรรม ปรับแผน (ซึ่งมักเป็นสาเหตุของงบปานปลายด้วย) เดิมผมเข้าใจว่า การปรับแผนเป็นเสนห์อย่างหนึ่งครับ เพราะมันหมายถึง คำตอบที่เราต้องการนั้นมันยากที่จะได้มาด้วยวิธีการธรรมดา และเป็นความท้าทายที่จะให้ได้คำตอบนั่นมา แต่ถ้ามองกลับในมุมของผู้อ่านงานจะบอกได้ว่า นั่นไม่ใช่ความท้าทายหรอกนายอีย์เอ๋ย แต่มันเป็นเพราะคุณไม่ศึกษาให้ดีก่อนทำวิจัยเท่านั้นเอง ฮา

จำได้ว่าหลังจากจบ ป.โท ใหม่ๆ สิ่งแรกๆ ที่ผมจะแนะนำคนอื่นในการทำวิทยานิพนธ์หรือวิจัยคือ อ่านในสิ่งที่จะทำให้เยอะๆ ไว้ ก่อนที่จะทำเค้าโครงเสนอ จะได้ไม่ผิดหวังภายหลัง ซึ่งจริงๆ อันนี้ก็ยังเป็นปัญหาให้ผมจนถึงปัจจุบันครับ อ่านไปทำไปมันไม่ได้ช่วยงานวิจัยเท่ากับการอ่านให้จบและตกสะเก็ดเสียก่อน แล้วค่อยเริ่มงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ ซึ่งตอนนี้ผมจึงระวังเรื่องนี้มากครับ ผมตั้งเกณฑ์ให้กับตัวเองว่าจะต้องอ่านให้เยอะ ตกผลึกมันให้ได้เสียก่อน แล้วเค้าโครงวิทยานิพนธ์จะดีเอง แฮะแฮะ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาอ่านหนังสือเพื่อทำวิทยานิพนธ์เลยครับ มันเลยหยุดแน่นิ่ง ยิ่งกว่าซากแมมมอสเสียอีก ฮือ

สุดท้ายผมต้องขอบคุณทุกท่านที่อ่านงานวิจัยและงานอื่นๆ ของผม และให้ข้อเสนอแนะดีๆ นำมาสู่การปรับปรุงและพัฒนาให้กับผมได้มากๆ มาโดยตลอดครับ ผมได้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า ข้อวิพากษ์มีความสำคัญต่อการพัฒนานักวิจัยมากเลยครับ หากทำเสร็จ ไม่มีการวิพากษ์ งานชิ้นนั้นคืองานที่ด้อยค่าจริงๆ และหวังว่า บันทึกผมเรื่องนี้จะก่อประโยชน์ให้กับนักวิจัยมือใหม่ได้นะครับ อุตสาห์เอาตัวเองมาเผากลางานขนาดนี้ ไม่มีประโยชน์บ้างก็แย่แล้ว ฮิฮิ