ไม่ใช่คุยครับ แต่บอกดังๆเลยว่าอาการ "สนุกกับงาน" นั้นผมมีติดตัวมานานแล้ว  เข้าใจได้ดีว่าเป็นอย่างไร  แต่อย่างว่านั่นแหละ ใช่ว่าจะ สุข หรือสนุกไปเสียทุกงาน มีบ่อยเหมือนกันที่ตกกระไดพลอยโจน ต้องทำงานที่ฝืนความรู้สึก ก็จะหาทางปลีกเร้นออกมาเสีย แต่ไม่ให้เขาเสียงานนะ  แท้จริงแล้ว การงานคือชีวิต ผมยังงงอยูว่าชีวิตที่ไม่รักการงานสักอย่าง มีอยู่ได้อย่างไร มันน่าอาย พืช มากเลยนะ  ขอสรุปเท่าที่นึกได้ว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร
  • เริ่มจาก รักศรัทธาและพอใจในงานที่เลือกเองหรือได้รับมอบหมาย คือเกิด ฉันทะ ในสิ่งที่ทำ ทั้งนี้อาจด้วยเหตุผลบางอย่าง หรือหลายอย่างประกอบกันเช่น
        -  งานมีค่าเพราะช่วยนำพาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ได้
        -  เป็นงานที่ท้าทายความสามารถ เพื่อพิสูจน์ตัวเรา
        -  เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆที่เรามุ่งหวัง
        -  เป็นงานที่มีความเสี่ยง (อยากลองของ)
        -  ผลสำเร็จของงานจะนำความปลาบปลื้มและชื่อเสียงมาสู่ตนเอง ครอบครัว หรือ องค์กร ฯลฯ
  • เกิดความพยายามอย่างไม่รู้สึกตัว  เกิดอาการ ตามติด-คิดต่อ หรือ "กัดไม่ปล่อย" เกิด วิริยะ โดยอัตโนมัติ เพราะใจมันตื่นเต้นหรือ สุขล่วงหน้าไปแล้วต่อผลที่คาดหวัง (ต้องไม่ใช่อามิส) โดยมีศรัทธาเป็นตัวผลักดัน
  • เอาใจใส่สม่ำเสมอ ละเอียดรอบคอบกับทุกขั้นตอน บางทีถึงขนาดเข้าข่าย ย้ำคิดย้ำทำ เรียกว่าเกิด จิตตะ โดยอัตโนมัติเช่นกัน  ด้วยหวังที่จะได้อิ่มใจกับผลสำเร็จที่คาดหวัง
  • ได้ผลสำเร็จแล้วยังไม่วายคิดต่อว่า ดีกว่านี้ได้อย่างไร หรือ เหตุใดจึงไม่ได้เต็มที่ตามที่คาดหวัง เรียกว่าเกิดการตรวจสอบ ประเมิน ทบทวนสิ่งที่ทำไปแล้ว จนเกิดการปฏิบัติที่ดียิ่งขึ้นในรอบต่อๆไป มี วิมังสา ตามมาติดๆแบบอัตโนมัติเช่นกัน

               ทำไปทำมา สิ่งที่เรียกว่า ทำงานด้วยความสุข หรือ สนุกกับการทำงาน หรือ พักผ่อนด้วยการทำงาน ก็จะพบได้ง่ายๆในตัวเรานี่เอง บ่อยครั้งที่ถูกถามว่า ไม่เหนื่อยบ้างหรือ คำตอบจะออกมาภายนอกหรือที่อยู่ในใจจะเหมือนกันเสมอคือ "เหนื่อยแต่สนุก" หรือ "เหนื่อยแต่มีความสุข"  น่าเห็นใจคนอีกไม่น้อยนะครับที่ ทำงานแบบ "เหนื่อยไป ทุกข์ไป" เข้าข่าย "ทำงานไป ตกนรกไป" แท้จริงถ้ามองเป็นและจัดการดีๆ  สวรรค์อยู่ที่การทำงานนี่เอง