เราพยายามที่จะใช้มุมมองการสอนแบบที่เขาทำกันใน school of MBA แต่เมื่อไม่ใช่เรื่องของธุรกิจ ก็คงต้องเรียกว่า MSA = Master of social administration มังนะ ซึ่งในแง่ที่สอนโดยครูกฎหมาย ก็จะต้องเป็น MSA by Law
วันนี้ เป็นวันอาทิตย์
แต่ก็มีสอนหนังสือ เป็นการสอนใน “โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ”
หัวข้อที่สอน ก็คือ “กฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ”
สถานที่สอน ก็คือ ณ อาคารพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา พุทธมณฑล นครปฐม
สอนเป็นเวลา ๖ ชั่วโมง ช่วงเช้า ๓ ชั่วโมง และช่วงบ่าย ๓
ชั่วโมง
โครงการนี้เป็นโครงการระหว่างมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยโดยกองวิเทศสัมพันธ์
ร่วมกับสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
ภายใต้การแนะนำ ควบคุมดูแลของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์
(อุปเสณมหาเถร) โครงการนี้ดำเนินการมาแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๔๘
ผ่านมาแล้วรวม ๑๑ รุ่น ที่สอนวันนี้ เป็นรุ่นที่ ๑๑ ค่ะ
วัตถุประสงค์ ก็คือ เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความสามารถ ความมั่นใจ
และความพร้อมในการออกเผยแพร่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
รุ่นละประมาณไม่ต่ำกว่า
๕๐ รูป ดังนั้น ก็มี ไม่น้อยกว่า ๕๐๐ รูปแล้วที่ได้พยายามถวายการศึกษา
เราพยายามที่จะใช้มุมมองการสอนแบบที่เขาทำกันใน school of
MBA แต่เมื่อไม่ใช่เรื่องของธุรกิจ ก็คงต้องเรียกว่า
MSA = Master of social administration มังนะ
ซึ่งในแง่ที่สอนโดยครูกฎหมาย ก็จะต้องเป็น MSA by Law

เรามีกำลังใจมากที่สอนมาแล้วถึง ๑๐ ปี
เพราะคิดเข้าข้างตัวเองว่า
แม้แหกคอกที่จะสอนกฎหมายแบบละเลยนิติอักษรศาสตร์
ก็ยังมีคนเชิญสอนมาเรื่อยๆ ก็มันไม่เชื่อจริงๆ นี่นาว่า
กฎหมายมันจะแยกกันอยู่กับสังคมได้อย่างไร ?
ตัวความต้องการของสังคมต้องเป็นเป้าหมายของการทำงานซิ
ลูกความเป็นพระเจ้า เวลาที่สอนกฎหมายธุรกิจ ลูกความก็ต้องเป็นผู้ลงทุน
แต่เมื่อมาสอนกฎหมายสำหรับพระธรรมทูต
ลูกความก็คือพระที่ปวารนาตัวที่จะไปเผยแพร่ศาสนาพุทธในต่างประเทศ
ดังนั้น ๑๐ ปีที่สอน ก็คือ ๑๐ ปีที่ต้องค้นคว้าว่า
ข้อกฎหมายแบบใดที่ลูกความต้องการรู้
ความปลอดภัยของธุรกิจอาจจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนอยากทราบ
สิ่งที่พระธรรมทูตอยากทราบ ก็คือ
อะไรคือความทุกข์ร้อนของญาติโยมในต่างประเทศ ? ทั้งนี้
เพื่อพระธรรมทูตจะได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่ญาติโยมได้
และเมื่อกลับมาในประเทศไทย ความรู้ที่สอน
ก็จะทำให้พระมีโอกาสที่จะช่วยเหลือญาติโยมที่ประสบปัญหาอันเกี่ยวกับต่างประเทศ
หรือคนต่างด้าว
และที่ต้องสอนในทุกปี ก็คือ ปัญหาของคนที่เกิดและอยู่ในประเทศไทย
แต่ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร ก็คือ พูดถึง “คนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ”
ก็นั่นแหละ สิ่งที่อยากให้ใครหลายๆ คนทราบ
ความไร้รัฐปรากฏเป็นปัญหาของเด็กวัดอย่างมาก และพระที่เป็นอดีตเด็กวัด
เมื่อไม่มีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลเลย อยู่ในวัด เป็นพระ
ก็ดูจะปลอดภัย และทำคุณประโยชน์ได้มากกว่าที่จะเป็นฆราวาส
เคยถามตัวเองว่า มีสักวันไหมนะที่ในหัวสมอง
จะไม่มีเรื่องของคนไร้รัฐคนไร้สัญชาติ ......
คงมีสักวันมังนะ......