เมื่อวาน ( 6 สิงหาคม 2552) ช่วงบ่ายโมง ผมได้นัดประชุมเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานที่ผมรับผิดชอบอยู่ เนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งในการทำงานที่เกิดขึ้น
โดยปัญหาความขัดแย้งในการทำงานต้นเหตุก็เกิดมาจากตัวผมเองครับ

นั่นคือ ผมมักจะคิดงานขึ้นมาใหม่นอกเหนือจากงานประจำที่ทำอยู่ โดยงานที่ผมคิดขึ้นมาเป็นงานที่ไม่มีองค์ความรู้อยู่ในระบบงานที่ผมทำอยู่ และผมต้องการให้บรรลุผลตามที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ ผมก็เลยต้องทำงานนั้นนอกระบบ เพื่อความคล่องตัว หากนำมาเข้าระบบ ก็จะติดขัดไปหมด หรือ จะให้ใครรับผิดชอบ ก็ต้องเหนื่อยเป็นสองเท่าสามเท่า แถมงานอาจจะออกมาไม่ดี ผมก็เลยรับงานนั้นมาทำเสียเอง
ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น คือ ทางกลุ่มต้องการให้ผมนำงานดังกล่าวเข้ามาอยู่ในระบบ และ ไม่ต้องการให้ผมทำงานเอง เพราะเป็นเรื่องที่ผิดปกติ
ทางออกของเรื่องดังกล่าว เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง คือ ผมยอมรับผิดต่อที่ประชุมครับ

ผมบอกที่ประชุมไปเมื่อเริ่มประชุมว่า “ปัญหาของกลุ่มงานที่เกิด ส่วนหนึ่งมาจากผม ผมผิดเอง ที่ทำงานเอง และไม่นำงานมาอยู่ในระบบ ต่อไป ผมจะไม่ทำอย่างนั้นอีก”
(ซึ่งจริงๆแล้ว งานที่ผมทำ ก็ไม่ได้นอกระบบเสียทีเดียวครับ ผมขออนุญาตและดำเนินการถูกต้องตามระเบียบปฏิบัติของทางราชการทุกอย่าง และเป็นงานพัฒนาการศึกษาโดยตรง เพียงแต่ว่าผมไม่ได้มอบให้ใครทำ ผมนำมาทำเอง)
ผมพูดไปแค่นั้น ต่อไปผมก็ให้เจ้าหน้าที่ในกลุ่มทุกคนพูด ผมก็นั่งฟังอย่างสงบ โดยไม้โต้แย้ง ไม่แก้ตัว และ ไม่หาเหตุผลมาหักล้าง
เจ้าหน้าที่ในกลุ่มก็ให้เหตุผลเหมือนเดิม คือ ไม่ต้องการให้ผมทำงานเอง และ ไม่ต้องการให้ผมทำงานนอกระบบ

เมื่อผมให้ทุกคนได้พูดจนพอใจ โดยผมไม่พูดแทรกแล้ว ผมก็สรุปปิดท้ายว่า ผมขอขอบคุณความคิดเห็นจากสมาชิกทุกคน และ ต่อไปผมก็จะทำตามความต้องการของสมาชิกในกลุ่มตามที่ต้องการ
ผลการประชุมก็ออกมาโดยไม่มีความขัดแย้งหลงเหลืออยู่ ปัญหาที่ค้างคาใจแต่ละคน ก็ได้ระบายออกจนหมด ทุกคนมีสีหน้าที่ดีขึ้น เพราะได้พูด และ ผมรับฟังโดยไม่โต้แย้ง ผมเองก็ไม่ได้เครียดอะไรครับ เพราะถ้ามองในแง่ดี ก็ถือว่ามี “พระโพธิสัตว์” มาโปรด

งานนี้ผมไม่หนีครับ แต่ใช้ยุทธศาสตร์ “ถอย”
ถอยเข้ามาหนึ่งก้าว เพื่อเดินยาวต่อไป
บทความนี้ตรงใจมาก เพราะเพิ่งพบกับตัวเอง
ท่านรองครับ ดีใจด้วยที่ได้ข้อมูลย้อนกลับเรื่องการทำงาน อยากอ่านผลสะท้อนกลับ(reflection)จากเพื่อนร่วมงานว่า ใช้คำพูดว่าอย่างไรบ้าง ครับ ลองถอดคำพูดมาเขียนนะครับ
ใช่แล้วขอรับท่านรอง..
การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น(ปรโตโฆสะ)เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เกิดทัศนคติที่กว้างไกลอย่างถูกต้อง(สัมมาทิฏฐิ)
บางครั้งเราก็ต้องถอยเพื่อตั้งหลักใหม่ดีกว่าพุ่งชนอย่างเดียว แม้แต่องค์พุทธะพระองค์ยังถอยในบางเวลาบางโอกาสเลย..
นี่ถ้าเป็นหนี้นอกระบบท่านรองเดี้ยงแน่(๕๕๕)
ธรรมะยามเช้าขอรับ..
สวัสดีค่ะ
ที่ผ่านมา การทำงานมักจะมีปัญหาเรื่อง "คน" ครับ
และก็เป็นอะไรที่สลับซับซ้อน
ขอบคุณมากครับ
ถ้าเป็นประโยชน์ ผมจะลองถอดคำพูดออกมาเขียนครับ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ขอบคุณมากครับ
ขอขอบคุณมากครับ ที่กรุณาช่วยเสริมด้านธรรมะ
นี่ยังดีนะครับ เป็นงานนอกระบบ ไม่ใช่หนี้นอกระบบ 555..
มาชม
เห็นคมในมุมคิดดีจัง...
ยูมิอ่านแล้วนึกถึงเพลงนี้นะ
ถอยดีกว่า...ไม่เอาดีกว่า...
อิ อิ อิ
เห็นการพัฒนาการเขียนของคุณsmall man มากยิ่งขึ้น เช่น การลงภาพประกอบ ตัวอักษร หรือลูกเล่นๆต่างค่ะ
สงสัยคุณsmall man ได้ครูดีอย่าง อ.ขจิต สอนแล้วบวกกับความสามารถของสามารถของคุณsmall manด้วยค่ะ
จะว่าไปเหมือนสมัยคนจีนนั่งล้อมวงคุยกันบ่อยค่ะ เหมือนนั่งโต๊ะจัดเลี้ยงจีนค่ะ
เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกได้พูด เราก็ฟังเชิงลึกดีมากค่ะ
หวัดดีคับ อาจารย์..
เยี่ยมมากเลยคับ..ถอยเข้ามาหนึ่งก้าว เพื่อเดินยาวต่อไป
เพราะไม่งั้น ปัญหาอื่นๆ คงต้องมีตามกันมาอีกยาว
แต่ยังไง กู๊ดดี้ก็ยังขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์นะคับ..สู้ๆๆๆ คับ
สวัสดีค่ะท่านรอง
สวัสดีค่ะ
เป็นวิธีการลดการขัดแย้งในองค์กร มีการสะท้อนความรู้สึกการอยู่ร่วมกัน และให้ความสำคัญกับบุคลากรในองค์กรของเราได้มีโอกาสได้แสดงความคิดเห็นและร่วมกันหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการมีส่วนร่วของทุกคนค่ะ
ขอชื่นชมท่านรองค่ะ สำหรับการรับฟังความคิดเห็นค่ะ
ชื่นใจมากที่ท่านรองฯ
เป็นผู้นำกระบวนกรที่ยอดเยี่ยมของจังหวัดตราด
สู้ สู้ สู้ ครับ
ถึงคราวต้อง ถอย ดีกว่า ไม้อาววว ดีกว่า (เพลงของคุณอ้อม สุนิสา)
ขอบคุณมากครับ
จำแม่นนะครับ ท่าน อาจารย์ ขจิต กรุณา ให้ความรู้ผมไว้ครับ เกี่ยวกับการใช้ภาพประกอบ
ขอบคุณมากครับ
มองการประชุมแบบโต๊ะกลมของผม เป็นโต๊ะจีนเลยเหรอครับ 555...
น้องกู้ดดี้ ควงสาวสองคน ต้องถอยออกมาบ้างนะครับ 555..
ความขัดแย้ง ถ้ามองในแง่ดี ก็เป็นโอกาสให้เราพิสูจน์ตัวเองครับ
คลีนิกครู นำมาเล่านะครับ ผมจะติดตาม
ขอบคุณมากครับ