ผมเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาเรื่องสภาพด้านการผลิตของดินในพื้นที่ไร่เลื่อนลอย หรือที่บางท่านเรียกว่าไร่หมุนเวียน    พื้นที่ที่ผมเลือกศึกษา ก็เป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในเขตของพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (อุทยาแห่งชาติแห่งหนึ่ง)  ที่มีการถือครองที่ดินเพื่อทำการเกษตรในพื้นที่อนุรักษ์แห่งนั้น

ส่วนทำไมผมต้องมาเลือกพื้นที่ตรงนี้ ผมจะบันทึกเรื่องนี้ในโอกาสต่อไปครับ เขียนไว้กันลืมครับ  เพราะผมมีนิสัยไม่ค่อยจะจำอะไรมากนัก

ผมไม่ได้เรียนทางดินมาตั้งแต่ปริญญาตรีครับ  พื้นฐานการศึกษาของผม ก็คือ การจัดการป่าไม้ และด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

ผมแปลกใจปนตลกว่า  ทำไมเนื้อที่ผืนป่าธรรมชาติมันถึงได้มีความสัมพันธ์ในเชิงผกผันกับ จำนวนนักวิชาการป่าไม้ที่ถูกผลิตออกมาจากรั้วมหาวิทยาลัยทุกปี-ทุกปี  แถมมีลักษณะแบบ strongly negative correlation ซะด้วย

[นี่ถ้าเป็นในฝัน ผมคงถามออกไปว่า…..ใครไม่เห็นด้วย ยกมือขึ้นนั่น เพียบเลย พวกเรียนจบวนศาสตร์ทั้งนั้น….และแล้วหนึ่งในรุ่นพี่ เพื่อน และรุ่นน้องที่รักของผม…..ก็คงตะโกนสวนกลับมาว่า เอ็งไปอยู่ที่ไหนมา ตอนนี้พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นมากแล้วนะ ถึงจะเป็นป่าปลูกก็เถอะ แต่ก็ยังดีกว่าที่มันลดหลงใช่ไหม เห็นไหมว่าพวกเราน่ะ ต้องเหน็ดเหนื่อยกันมากแค่ไหน] 

กลับสู่ความจริงครับ 

ในอดีต พื้นที่แห่งนี้มีความขัดแย้งกันในเรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดินร่วมกัน ระหว่างพื้นที่อนุรักษ์ของรัฐ  กับ ชุมชนท้องถิ่น [ชุมชนได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เนื่องจากปัญหาความมั่นคงด้านระบบการปกครองในช่วงเวลานั้น]

จากที่ผมไปเก็บตัวอย่างดินและข้อมูลช่วงสองปี (2547 ถึง ปี48) ก็ได้รับฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับความขัดแย้งในอดีตของชุมชนและเจ้าหน้าที่ฯ ในการใช้ที่ดิน

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ทางรัฐฯ ได้แก้ไขปัญหานี้แล้วเป็นแบบประณีประนอมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย และลดความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน จนทุกฝ่ายต่างหันมาช่วยกันดูแลพื้นที่แห่งนี้

[แต่เรื่องการตัดไม้และถางป่านี่ มันเป็นสิ่งเกิดขึ้นคู่กับพื้นที่ป่าอนุรักษ์มาเสมอ  อย่างกรณีเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องพอมีให้เห็นกันบ้าง โดยส่วนตัวของผม คิดว่า การที่ชาวบ้านตัดไม้เพื่อนำมาใช้สอยประโยชน์ในครัวเรือน และการหาของป่ามาขาย (ไม่รวมการลักลอบยิงสัตว์ป่านะครับ) เป็นสิ่งที่พอจะอนุโลมกันได้   ซึ่งต่างจากการถางป่าและเผา เพื่อการถือครองพื้นที่  เพราะการกระทำอย่างหลังนี้ ถือว่าเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมของป่าที่รุนแรงกว่ามาก และยังยึดกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นไปเป็นของส่วนตัวอีก] 

หลักเกณฑ์กว้างๆ สำหรับจัดสรรพื้นที่ก็คือ

1. พื้นที่การเกษตรที่อยู่ในเขตอุทยานฯ ที่ทำมาก่อนจะมีการจัดสรร ก็ยกให้ชาวบ้านไปในลักษณะที่ใช้เพื่อการเกษตรอย่างเดียว ไม่สามารถขายต่อได้ แต่สามารถยกให้เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทได้ (ผมไม่แน่ใจว่าเขาเรียก นส 3 หรือว่า สปก กันแน่ครับ)

2. ถ้าพื้นที่การเกษตรของชาวบ้านที่ถูกทิ้งร้าง และไม่ได้ทำการเกษตรต่อเนื่องจะ ต้องส่งกลับคืนมาเป็นพื้นที่ของอุทยานฯ เพื่อฟื้นฟูสภาพป่า (เขาตรวจสอบโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ และการรังวัดสำรวจพื้นที่แต่ละหมู่บ้านน่ะครับ ส่วนรายละเอียดลึกๆ ผมเกรงใจเจ้าหน้าที่ฯ ก็เลยไม่กล้าซักถามมากนัก)

จากวิธีการจัดสรรที่ดินของรัฐฯ นั้น….

ข้อที่ 1 ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะค่อนข้างชัดเจนสำหรับชาวบ้านที่เปลี่ยนมาทำสวนผลไม้ เช่น ลำไย มะม่วง มะขาม ก็จะได้รับสิทธิในการใช้ประโยชน์ที่ดินผืนต่อนั้นไป

แต่ข้อที่ 2 โดยเฉพาะกับพื้นที่ไร่หมุนเวียน หรือไร่เลื่อนลอย จะมีปัญหาในการกำหนดว่าใครจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนั้น  เนื่องจากลักษณะเฉพาะของการเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ต้องมีการทิ้งร้างให้สภาพแวดล้อมฟื้นตัวเองในช่วงระยะเวลาหนึ่งที่เหมาะสม  แล้วจึงกลับมาทำการเกษตรอีกครั้ง

ซึ่งก็มีที่ดินหลายแปลงที่อยู่ในระยะของการทิ้งร้างมาหลายปี ทำให้ถูกมองว่า ที่ดินเหล่านั้น เกษตรกรไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์เท่าที่ควร แต่เก็บเอาไว้เพื่อเพาะปลูกในอนาคต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่.

[นี่เป็นความจริงครับ เพราะระบบไร่หมุนเวียนที่นั่นมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งการตัดสินใจเพาะปลูกในแต่ละปีขึ้นอยู่กับ แรงงาน และสภาพเศรษฐกิจของครัวเรือน  ลักษณะแบบนี้จะต่างกับ ระบบไร่หมุนเวียนของชาวไทยภูเขาทางภาคเหนือตอนบน ที่เป็นแบบ traditional system กำหนดระยะเวลาในการทิ้งร้างค่อนข้างจะยึดตายตัว เช่น ห้าปี สิบปี หรือ ยี่สิบปี เป็นต้น]

สุดท้ายแล้ว    เขาก็ยกผลประโยชน์ให้แก่ชาวบ้าน  โดยที่มีการกำหนดขอบเขตที่ดินของอุทยานฯ และพื้นที่ที่ให้ชาวบ้านใช้ประโยชน์  ส่วนไร่หมุนเวียนที่ชาวบ้านคิดว่ายังจะทำอีกในอนาคต ก็ยังคงมีสิทธิใช้ประโยชน์อยู่เหมือนเดิม     แต่มีข้อตกลงกันว่า ชาวบ้านที่นั้นต้องสัญญาว่าจะไม่บุกรุกแผ้วถางพื้นที่ป่าไม้เพิ่มเติมอีก เป็นอันว่าทุกฝ่ายก็เห็นด้วย และความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้และชุมชนก็ค่อยๆ ลดลงไป
-------------------------------------------------------------------------------------------------------

ผมได้กล่าวถึงพื้นที่ศึกษาของผมไปพอสมควรแล้ว  ผมเองได้อ่านบทความ งานวิจัย และการศึกษาเรื่องไร่หมุนเวียนจากหลายแห่ง ผมพอที่จะแบ่งได้ความรู้สึกของคนที่มีต่อคำว่า ไร่หมุนเวียน ได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ

- กลุ่มที่อธิบายว่าการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนไม่ได้มีผลกระทบเชิงลบต่อสภาพแวดล้อมอย่างที่เข้าใจกัน กลุ่มนี้จะประกอบไปด้วย ชุมชนที่ทำการเกษตรแบบนี้ นักพัฒนาชุมชน เอ็นจีโอ นักวิจัย และ นักวิชาการ

- อีกกลุ่มเป็นกลุ่มคนที่ถูกทำให้เชื่อว่าไร่เลื่อนลอยเป็นระบบการเกษตรที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคมส่วนรวม เป็นสิ่งต้องห้ามในพื้นที่ป่า คนในกลุ่มนี้มีใครบ้าง ก็รู้ๆ กันอยู่ครับ

[หมายเหตุ 1: ผมคงต้องใช้คำว่าไร่เลื่อนลอยไปด้วยครับ เพราะในพื้นที่ศึกษา มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ทุกวันนี้ก็ทิ้งร้างไม่เพาะปลูก แต่ก็ไม่ได้ส่งคืนให้อุทยานฯ เพื่อนำไปปลูกป่าฟื้นฟูสภาพ]

[หมายเหตุ 2: ผมพยายามคิดให้เป็นกลางไม่เอียงไปด้านใด  เพราะทุกฝ่ายก็ทำหน้าที่หรือจำเป็นต้องดำรงชีวิตด้วยกันทั้งนั้น เราควรจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นแล้ว เนื่องจากปัญหาแบบนี้ ไม่มีประโยชน์อันใดจะไปกล่าวหาว่าใครถูกใครผิด]

ไร่หมุนเวียน  ไม่ได้มีผลกระทบในเชิงลบต่อสภาพแวดล้อมตามที่เข้าใจกันหรือไม่นั้น คงยังต้องใช้เวลาในการศึกษาหาความจริงกันอีกระยะหนึ่ง

ทั้งๆ ที่มีนักวิชาการ ได้ทำการวิจัยระยะยาวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาหลายสิบปีแล้ว  นอกจากนี้ไร่หมุนเวียนที่ทำอยู่โดยชุมชนชาวไทยบนภูเขาทางภาคเหนือ ก็ได้พิสูจน์ตัวเองไประดับหนึ่ง ว่าสามารถเป็นระบบการเกษตรแบบยั่งยืนได้  "ถ้าดำเนินไปตามภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ถ่ายทอดกันมา"

ในสภาพปัจจุบันผมคิดว่าลักษณะกิจกรรมต่างๆ ของไร่หมุนเวียนได้เปลี่ยนแปลงไปมาก  ถ้าเรายังพยายามอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ของระบบไร่หมุนเวียนในแบบเดิมๆ อยู่  หรือมีการปิดบังผลการวิจัยบางส่วน หรือไม่พูดถึงผลวิจัยทั้งหมด 

ผมคิดว่าเราจะมองระบบการเกษตรแบบนี้ได้อย่างไม่ลึกซึ้งแท้จริง

เป้าหมายในการศึกษาของผมครั้งนี้ก็คงจะมีแนวทางคล้ายกับนักวิจัยท่านอื่นๆ  ก็เพื่อช่วยให้เกษตรกรที่ยังคงทำการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอยมีสภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------------

ตัวผมเอง ถือได้ว่ายังใหม่มากสำหรับงานด้านการเกษตรและดิน ทำให้บางครั้งทรรศนคติของผมแตกต่างจากคนอื่นไปบ้าง  ผมดีใจครับที่ได้อยู่ในชุมชนของ gotoknow.org เพราะทำให้ผมได้แบ่งปันและแลกเปลี่ยนความนึกคิดของผมกับท่านผู้อื่นบ้าง