ด้วยขณะนี้ ดิฉันเป็นหวัดอยู่
แม้จะไม่ใช่หวัด 2009 ก็ทำให้วิตกอยู่เล็กน้อย
เพราะเกรงว่าการเป็นหวัดจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ
อาจจะมีโอกาสติดไข้หวัดอื่นที่ร้ายแรงกว่า ซ้ำเข้าอีกก็ได้
จึงพยายามกินยา สมุนไพรฟ้าทะลายโจร
ทันที ที่มีอาการคัดจมูก จาม และแสบคอเล็กน้อย
พร้อมกับรีบบำรุงร่างกายอย่างเต็มที่ ด้วยอาหารครบทั้ง 5 หมู่
โดยเน้นผักสดและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ฝรั่ง มะละกอ ส้ม
เงาะ ตำลึง คะน้า กะหล่ำปลี กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ 3
เวลา หลังอาหาร ดื่มน้ำสะอาดประมาณ 8-10 แก้วต่อวัน
กินวิตามินซีเสริมเป็นพิเศษอีกประมาณ 4,000
มิลลิกรัม/วัน และเข้านอนเร็วกว่าปกติ ขณะเดียวกัน
ก็อดคิดไม่ได้ว่า การกินวิตามินซีเสริมแบบ megadoses
ในช่วงนี้ จะให้ผลเสียอะไรไหม นอกจาก เสียเงิน
เพราะเรื่องการกินวิตามินซีเสริม
ก็มีข้อถกเถียงกันมากว่า จำเป็นหรือไม่
และกินเท่าใดจึงจะพอดี
ดิฉันจึงได้ไปค้นหาข้อดี
ข้อเสีย ในการกินวิตามินซีเสริม
และจะขอแบ่งปันให้ผู้ที่สนใจทราบ
และใช้วิจารณญาณกันตามอัธยาศัย

วิตามินซีหรือ กรดแอสคอร์บิค
(Ascorbic acid) เป็นสารอาหารที่ละลายได้ในน้ำ
ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้
จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป
วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย
สามารถป้องกันและรักษาการอักเสบอันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสได้
ช่วยรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นตัวสร้างคอลลาเจน
ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกัน
เป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
เป็นตัวที่ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กให้ร่างกาย
และที่สำคัญอีกอย่างคือ
ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น
ปกติ
คนเรา ไม่ได้ต้องการวิตามินซีมากนัก สำหรับคนอายุ 18 ปีขึ้นมา
the U.S. Food and Nutrition Board of the institute of
Medicine แนะนำให้กินแค่วันละ 90 milligrams มากที่สุด ไม่เกิน 2,000 milligrams
ต่อวัน
จริงๆแล้ว
การกินวิตามินซีในโดซสูงๆ ก็อาจไม่ได้ให้ผลร้ายอะไรนัก
แต่สำหรับบางคน อาจทำให้คลื่นไส้ เวียนหัว เหนื่อยอ่อน ท้องเสีย
เป็นนิ่วในไต มีกรดในกะเพาะสูงด้วยซ้ำไป
ตามประสบการณ์จริงๆจากตัวเองและคนใกล้ชิด::
ทุกคนในครอบครัว แม้กระทั่งคนอื่นๆที่รู้จักและสอบถามดู
ล้วนกินกินวิตามินซีเสริม ในช่วงปกติกันวันละเม็ด ไม่สูงกว่า
วันละ1,000 มิลลิแกรม ล้วนแต่ให้เหตุผลดังนี้
ข้อดี::
1.
เพื่อช่วยไม่ให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง
ซึ่งอาจทำให้ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย
ได้ง่าย แต่ช่วงที่เริ่มจะเป็นหวัด
จะกินมากขึ้น เพื่อทำให้ ลดการอักเสบและช่วยซ่อมแซมส่วน
ที่สึกหรอของร่างกายทำให้ช่วงของการป่วยสั้นขึ้น
ฟื้นไข้เร็วขึ้น ไม่อ่อนเพลีย หรือทรุดโทรมนัก
แต่เมื่ออ่านข้อความใน the U.S. Food and Nutrition
Board ก็แปลกใจ
เพราะปรากฏว่า นักวิทยาศาสตร์มีความเห็นว่า วิตามินซี
ไม่ช่วยให้ป้องกันหวัดธรรมดาได้
แต่อย่างไรก็ดี
สำหรับผู้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ผิดปกติอย่างมากๆ เช่น
นักสกีบนภูเขาที่มีหิมะ ทหารที่ประจำการบนที่หนาวเย็น หรือ
นักวิ่งมาราธอน vitamin C
กลับช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหวัดได้ประมาณ 50%.
ข้อมูลค้านกันอย่างไร
ชอบกล
2. สำหรับหญิงตั้งครรภ์ จะช่วยลดการติดเชื้อที่ urinary
tract แต่คงต้องเป็นวิตามินซีธรรมชาติ
3.วิตามินซี
ช่วยลดอาการหอบหืด
4.วิตามินซีปริมาณสูง
อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ เป็นต้น (ยังมีข้อดีอีกมาก
แต่จะขอเว้นไป เพราะไม่เกี่ยวกับเรื่องการเป็นหวัด)
ข้อเสีย ::
ของการได้รับวิตามินซี มากเกินไป ก็มีอยู่
เช่นการสะสมธาตุเหล็กตามกระดูกข้อต่อต่างๆ มากขึ้น และอาจทำให้เกิด
โรคเกาต์ได้ในที่สุด
หรืออาจเกิดนิ่วในไต
และอาจไปรบกวนการดูดซึมของทองแดงและซีลีเนียมได้
และสำหรับบางคน....การได้รับวิตามินซีเกินวันละ 10,000
มิลลิกรัม อาจทำให้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อได้
และสำหรับหญิงตั้งครรภ์ the U.S. Food and Nutrition Board
ก็ไม่แน่ใจว่า การกินวิตามินซีในรูปอาหารเสริม
จะให้ประโยชน์หรือไม่ แต่ถ้าเป็นวิตามินซี
จากอาหารธรรมชาติ มีประโยชน์แน่นอน
เพราะจะไปช่วยลดอาการภูมิแพ้ในเด็กเมื่อคลอดออกมาได้
สรุปว่า::
เรื่องการกินวิตามินซีเสริม คงแล้วแต่ความเชื่อ
และประสบการณ์ส่วนบุคคลจริงๆ
แต่ส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า วิตามินซี
ช่วยได้บ้างแน่นอน โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นจะมีอาการหวัด
ถ้ากินวิตามินซีเสริม จะรู้สึกว่าอาการหวัดบรรเทาลงเร็วขึ้น
และไม่ค่อยเพลีย และถ้าในกรณี
ที่ในบ้านในช่วงที่เริ่มเป็นหวัด ไม่มีผักผลไม้อะไร
ที่มีวิตามินซีเหลืออยู่ในตู้เย็นเลย คราวนี้ วิตามินซีเสริมนี้
ช่วยได้แน่ เพราะ
คนไม่สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นมาใช้เองได้
ความเป็นมาของความเชื่อว่า
กินวิตามินซีมาก ๆแล้ว ช่วยป้องกันหวัดได้
ความเชื่อนี้มีมาอย่างสำคัญจากนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบิล
ชื่อ
ไลนัส เพาลิ่งก์ the Nobel Prize in Chemistry 1954 /the Nobel
Peace Prize 1962
แนะนำให้คนกินวิตามินซีในขนาดสูง ๆ เพื่อป้องกันหวัด มะเร็ง และโรคจิต
โรคประสาท
เพาลิ่งก์บอกว่า
สัตว์ส่วนใหญ่สร้างวิตามินซีขึ้นใช้เองได้ ยกเว้นคน
ลิงกอริลล่า หนูตะเภา และ ค้างคาวแม่ไก่ เขาบอกว่า
อาหารที่ลิงกอริลล่ากินในแต่ละวัน
แล้วคำนวณหาปริมาณวิตามินซีที่มีอยู่ในอาหาร
เหล่านั้น ผลออกมาว่า กอริลล่าหนึ่งตัว กินวิตามินซีวันละ 4,600
มิลลิกรัม
เมื่อเทียบน้ำหนักลิงกอริลล่ากับคนแล้ว เขาบอกว่า
ถ้าคนจะเอาอย่างกอริลล่า ก็ควรจะกินวิตามินซีวันละ 2,500
มิลลิกรัม
และนี่คือที่มาของคำแนะนำให้กินวิตามินซีในขนาดที่สูงกว่าธรรมดา
คำแนะนำอันนี้ ในวงการแพทย์ยังไม่ยอมรับ
และไม่มีการทดลองใดที่สนับสนุนทฤษฏีของเพาลิ่งก์ได้อย่างน่าเชื่อถือ
อยู่ที่ประสบการณ์ของแต่ละคน ว่า เมื่อเป็นหวัด
และกินวิตามินซีขนาดสูงกว่าปกติไปแล้ว
อาการหวัดบรรเทาลงไหมและฟื้นตัวเร็วกว่าปกติหรือไม่ ร่างกายของแต่ละคน
ไม่เหมือนกัน และมีการตอบสนองต่อยาหรือ วิตามิน ก็ไม่เหมือนกัน
เรื่องนี้ เป็นประสบการณ์ของตนเองว่า
วิตามินซีเสริมชั่วคราวในโดซสูงหน่อย ให้ประโยชน์อย่างมาก
แต่สำหรับผู้อื่น
อาจไม่มีความแตกต่างแต่อย่างใดก็ได้
และเรื่อง high doses ของ vitamin
C ก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง ที่เป็นเหตุผลว่า
ทำไมบางคนชอบกินวิตามินซีเสริมกัน คือ วิตามินซี เป็น
antioxidant ที่จะป้องกัน cells
ของเราไม่ให้ถูกทำลายจากพวก อนุมูลอิสระ (free
radicals) มากเกินไป และ Free
radicals นี้ ทางการแพทย์ก็อาจจะเชื่อกันว่า เป็นต้นเหตุ
ของโรคหลายโรค ซึ่งรวมถึงหวัดด้วย
::รูปส่วนประกอบทางเคมี
ของวิตามินซีจาก วิกิพีเดีย
::ข้อมูลบางส่วนอ้างอิงจาก the
U.S. Food and Nutrition Board of the institute of
Medicine
เรื่องบางเรื่องข้อสรุปไม่ชัดเพราะทำวิจัยต้องใช้เวลานานและจำนวนคนเยอะ
แต่คนก็มักจะกินไว้ก่อนค่ะ เผื่อจะดี
ความเห็นหมออยากให้กินอาหารตามธรรมชาติมากกว่าค่ะ
เวลาป่วยเป็นหวัดไม่มียาให้ กินวิตามินชีก็ดีเหมือนกันค่ะเพราะอย่างน้อยคนไข้ยังรู้สึกว่าหมอได้รักษาแล้วค่ะ
คุณพี่ดูแลตัวเองและให้หายเร็วๆนะคะ (ถึงแม้จะใกล้หมอ)เพราะไข้หวัด2009 บางคนอาการน้อยค่ะ
สวัสดีค่ะ
ตามมาอ่านอีกแล้ว ปกติไม่ค่อยทานวิตามินซีเสริมค่ะ ทานแต่ผักผลไม้ แต่ไม่ทราบเหมือนกันว่า ผักผลไม้แต่ละอย่าง ให้วิตามินซีอะไรบ้างคะ คือ ทานไปทุกอย่าง แต่ไม่ทราบ แต่ละอย่าง มีอะไรมากน้อยเท่าใด
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหมอพ.ญ. อัจฉรา เชาวะวณิช
ดีใจจริงที่คุณหมอมาให้ข้อคิดเห็นค่ะ เพราะพี่เองไม่ใช่หมอ แต่สนใจดูแลสุขภาพของตนเอง และคนใกล้ชิด พร้อมทั้งพนักงานแต่ละคนมาตลอด บางที ก็ถูกบ้าง ผิดบ้างค่ะ เป็นประสบการณ์ดีค่ะ
ปกติ พี่กินวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ไม่เกินกำหนด ที่ the U.S. Food and Nutrition Board of the institute of Medicineกำหนดไว้ บางวัน ก็ไม่ได้กินค่ะ
ถ้าเป็นหวัด ก็จะกินประมาณ 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เฉพาะเท่าที่จำเป็น พอรู้สึกดีขึ้น ก็ลงไป 1,000 มิลลิกรัมเท่าเดิมค่ะ
พี่อ่านพบบ่อยค่ะ ว่าโทษภัยของวิตามินซีที่กินเกินขนาด เช่น 2,000 มิลลิกรัมขึ้นไป แม้จะเกิดไม่บ่อย แต่มีรายงานในวารสารทางการแพทย์อยู่บ้าง เช่น ถ่ายท้องเป็นพิษภัยที่พบบ่อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกับเด็กๆเล็กๆ ซึ่งมีประสบการณ์จากหลานพี่เองค่ะ ท้องเสียทุกครั้งที่กินวิตามินซี เมื่อตอนอายุ ไม่ถึงขวบค่ะ แต่พอโตขึ้น ก็หายสนิทค่ะ ไม่แพ้อีกเลย
แม้แต่นิ่วในไต ก็ทราบว่า พบในคนกินวิตามินซีขนาดที่สูงบ่อยกว่าคนทั่วไป เป็นประจำ แต่ก็มีหลายคนนะคะ ที่กินนาดสูง ประมาณ 3000 มิลลิกรัมต่อวัน มา 30ปี ก็ไม่เป็นอะไรเลย สบายดีทุกอย่าง
ซึ่งแสดงว่า ร่างกายของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน และมีการตอบสนองต่อยาหรือ วิตามิน ไม่เหมือนกัน แต่โดยส่วนเฉลี่ย น่าจะต้องระวังไว้ดีกว่า
ยังมีอีกนะคะ อ่านพบว่า ผู้ชายบางคน อาจมีลูกได้ยาก ถ้ากินวิตามินซีขนาดสูงเป็นประจำ และมีฤทธิ์เป็นยาคุมกำเนิดอย่างอ่อน ๆ ในผู้หญิง
แท้งลูก มีรายงานว่า ในกลุ่มหญิงที่กินวิตามินซีวันละ 6,000 มิลลิกรัม 20 คน เกิดการแท้งลูกหลังจากตั้งท้องได้ไม่กี่วันถึง 16 คน
ตับพิการ ในหนูที่ให้กินวิตามินซีขนาดสูง พบว่าเกิดความเสียหายต่อตับ บางคน แต่น้อยคน กระดูกเปราะ ฯลฯ

ดังนั้นถ้าดูจากข้อมูลแล้ว คงพอสรุปว่า ถ้าเป็นปกติประจำวัน ก็ไม่ควรกินวิตามินซีเสริมมากเกินกำหนด และดีที่สุด ถ้าได้วิตามินซีจากอาหารธรรมชาติ
สวัสดีค่ะ
เป็นเพื่อนคุณกฤษณาค่ะ เป็นหวัดอยู่ และเป็นบ่อยมาก ทานวิตามินซีก็ไม่ได้ผลเท่าใด คงทานน้อยไป วันละ 500 มก.ค่ะ แต่อ่านดูแล้ว เห็นว่า 1000 มก.ก็ได้ ไปเพิ่มอีกหน่อยดีกว่า จะลองดูค่ะ
มาอ่านครับ สงสัยอยู่เหมือนกันว่า ต้องกินวิตามินซีเม็ด วันละเท่าไรดี จึงพอเพียง
สวัสดีค่ะคุณครู ครูคิม 3
ขอบคณค่ะที่มาอ่าน และมาให้กำลังใจ
เรื่องวิตามินซีนี่ ที่ดีที่สุดคือ วิตามินซีที่ได้จากธรรมชาตินะคะ
เวลาพี่เจ็บคอ พี่จะใช้
1. น้ำมะนาว 1 ส่วน
2. ผสมน้ำ 1 ส่วน (น้ำอุ่นหรือน้ำเย็นก็ได้)
3. ใส่น้ำเชื่อมประมาณ 1 ส่วน (หรือน้ำผึ้ง หรือใส่น้ำตาลปรุงรสตามาชอบ)
4. เกลืออีกนิดหน่อย คนให้เข้ากันดี ค่อยๆจิบ อาการเจ็บคอ และไอ จะทุเลาขึ้นมากค่ะ
ในน้ำมะนาว มี กรดซิตริก และวิตามินซี อยู่เป็นจำนวนมาก
ซึ่งกรดซิตริก มีฤทธิ์ลดไข้ แก้หิวน้ำได้ เครื่องดื่มผสมผสานกรดซิตริกนี้ จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน และป้องกันหวัดได้ดี
ทางต่างประเทศ ก็ได้เคยทดลองมะนาว (เป็นมะนาวที่อยู่ในตระกูลเดียวกันกับมะนาวในเมืองไทย แต่คนละพันธุ์) พบว่า น้ำมะนาว สามารถฆ่าเชื้อโรคทำให้เจ็บคอได้ถึง 90-99 เปอร์เซ็นต์ ภายใน 20-30 นาที (เชื้อสแท็ฟออเรียส)
แต่ก็มีข้อควรระวังเหมือนกันค่ะ
1. ถ้ากินมากเกินไปจะไอ แสบคอ เพราะฉะนั้นถ้ากินแล้วไอให้หยุดไว้พักหนึ่งก่อน
2. อย่าจิบทีละมากๆ ควรจิบทีละน้อยๆ แต่บ่อยๆ เพื่อให้น้ำมะนาวออกฤทธิ์ที่คออย่างสม่ำเสมอ ถ้าจิบทีละมากๆ หรือดื่มรวดเดียว ยาจะไปอยู่ที่ท้องหมด
3. ถ้าจิบแล้วรู้สึกแสบคอมาก แสดงว่าน้ำมะนาวมากเกินไปผสมน้ำมากขึ้น
4. เมื่อจิบไปหลายๆ ครั้งแล้ว ควรบ้วนปากแปรงฟัน เพื่อล้างน้ำมะนาวที่ติดฟัน เพราะน้ำมะนาวเป็นกรดจะกัดฟันเสียได้ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณ ธมลวรรณ 2
เรื่องวิตามิน สำคัญๆ ที่คนเราควรได้รับภายใน 1 วัน ไปค้นมาให้แล้วค่ะ ดังตารางข้างล่างนี้นะคะ
สวัสดีค่ะคุณยูงรำ
วันนี้ คุณกฤษณา ยังไม่ได้เข้ามาอ่านเลยค่ะ คิดถึงอยู่
สำหรับวิตามินเสริมวันละ 500 มิลลิกรัม ก็มากแล้วค่ะ คิดว่า ที่คุณเป็นหวัดบ่อยๆ คุณไม่ได้เล่าว่า เป็นหวัดช่วงไหน
อาจมีเรื่องภูมิแพ้เข้ามาเกี่ยวข้องไหมคะ เพราะในครอบครัวดิฉัน ก็มีคนเป็นภูมิแพ้ แบบคัดจมูก มีน้ำมูกบ่อยๆ แต่จริงๆ ไม่ได้เป็นหวัดค่ะ
ถ้าเป็นภูมิแพ้ เช่นคัดจมูก น้ำมูกไหล มักเป็นเมื่อเราไปสัมผัสหรือสูดดมสิ่งที่แพ้ เช่นแพ้เกสรดอกไม้ หรือแพ้ฝุ่นละออง แพ้ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอะไรอย่างนี้
แม้ว่า อาการหวัด กับการแพ้ จะคล้ายคลึงกัน แต่ถ้าเป็นหวัด มักจะเป็นประมาณ 7 วันแล้ว ก็หาย ตอนแรกอาการไม่ค่อยดี แต่จะเริ่มดีขึ้นๆ และหายในที่สุด
แต่ถ้าเป็นภูมิแพ้ มักจะเกิดตอนเราไปเจออะไร ที่เราแพ้เข้า และจะเป็นอยู่อย่างนั้น จนกว่าเราจะกำจัด ตัวที่ทำให้เราแพ้ออกไปได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจ ก็ไปหาแพทย์ดีกว่าค่ะ
สวัสดีค่ะคุณเฉลิมชัย 6
ดิฉันเอง ชอบทานผักผลไม้มาก จริงๆก็ไม่ขาดวิตามินซี แต่ ในบางครั้ง ที่มีความรู้สึกว่า วันไหน ไม่ค่อยได้ทานผักผลไม้ ก็จะทานวิตามินซีเสริมค่ะ ไม่เกิน 1000 มิลลิแกรม/วัน
คนเรา ถ้าทานวิตามินซี น้อยไป จะรู้สึกไม่สดชื่น เหนื่อยอ่อน กล้ามเนื้อและกระดูกไม่แข็งแรง อาจจะน้ำหนักลดด้วยนะคะ
คุณลองพิจารณาดูค่ะ ว่าแต่ละวัน มีวิตามินซีเข้าไป ในร่างกายพอเพียงไหม นะคะ
สวัสดี ครับ พี่sasinad
ได้อ่านบันทึก คุณภาพ ที่อยู่ในกระแส ขนาดนี้
ดีจังเลย
ขอบพระคุณ ครับ
ขอบคุณครับ พี่ศศินันท์ ;)
สวัสดีค่ะคุณ แสงแห่งความดี 11
ขอบคุณที่ีเข้ามาอ่านค่ะ พี่เป็นคนที่ชอบทานผักผลไม้มาก ถ้าวันไหน ทานผักผลไม้สดๆน้อยไปนิด พี่ก็มักจะเสริมด้วยวิตามินซี วันละ 1000 มิลลิกรัมค่ะ
นอกจากจะช่วยเรื่องการทำให้ร่างกายเรา มีภูมิคุ้มกันดีขึ้นแล้ว ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระในร่างกายของเรา ที่เป็นต้นเหตุของโรคภัยไข้เจ็บอีกมากนะคะ เช่น ผนังของหลอดโลหิตแดงกระด้าง atherosclerosis, cancer, โรคปอด lung disorders, โรคหวัด the common cold, eye ตาต้อ cataracts และความจำเสื่อม เป็นต้นค่ะ
ช่วงที่พี่เป็นหวัด พี่ดื่มน้ำมากเป็นพิเศษ โดยลอยมะนาวเอาไว้ด้วยค่ะ ให้มีวิตามินซี ผสมอยู่ด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์Wasawat Deemarn
ขอบคุณมากๆ ที่อาจารย์มาเยี่ยมนะคะ เห็นว่า เจอคนเป็นไข้หวัดนี้อยู่ ต้องระวังติดเหมือนกันนะคะ
พอหายหวัด พี่ก็ไปเที่ยวเลย ไปรับอากาศดีๆ รู้สึกว่า ร่างกายแข็งแรงสบายดีค่ะ
เคยมี คนรู้จักเป็นโรคโลหิตจาง เพราะเม็ดโลหิตแดงของเขาแตกตัวเร็วกว่าปกติ เขากินวิตามินซี 1,000-2,000 milligrams/วัน กับเหล็กคู่กัน อาการดีขึ้นมาก จนเป็นปกติ แต่ก็ต้องคอยดูแลตัวเองอยู่เสมอ เพราะ เป็นหวัดบ่อยมากกว่าคนอื่นๆ
พี่ว่า ผักสดสะอาดๆ กับผลไม้ มีประโยชน์มากๆ อาหารที่ปรุงจนสุกเกินไป ก็จะไม่มี vitamin C เหลือแล้ว
ส่วนคนที่ตั้งครรภ์ แม่ที่ให้นมลูก คนที่มีไข้ คนที่ได้รับการผ่าตัดมา รวมทั้งคนสูบบุหรี่ ก็เป็นกลุ่มคน ที่ต้องได้วิตามินซีมากหน่อยนะคะ
นี้คือ น้ำมะนาว ที่เหยาะน้ำดอกอัญชันลงไปค่ะ สีสวยมากเลย
สวัสดีค่ะพี่ศศินันท์
อ่านบันทึกนี้แล้ว ชอบใจมาก ๆ ค่ะ เปิดให้พี่สาวอ่านด้วย เนื่องจากพี่สาวชอบทานสารพัดวิตะมิน ... ในขณะที่บางครั้งทานแล้วก็ไม่สบายตัวนัก
น้องจึงเปิดและอ่านให้พี่ฟัง เพราะแต่ละคนมึความต้องการ ความทนทานต่างกัน เราควรฟังเสียงและความรู้สึกจากร่างกายของเราเป็นหลักในการดูแลตัวเอง
สำหรับส่วนตัวน้องแล้ว พบว่าการทานวิตะมินซีเม็ด 500 มก. ช่วงที่เพิ่งเริ่มเป็นหวัดช่วยได้มากค่ะ แต่ก็ค่อยอยากทานนัก เพราะวิตะมินก็คือ เคมีชนิดหนึ่งเช่นกัน....
ทานผัก ผลไม้ หมั่นออกกำลังและหลีกเลี่ยง ไม่เสี่ยงกับการรับเชื้อได้น่าจะดีที่สุดค่ะ
ขอให้พี่หายจากอาการหวัดโดยเร็วนะคะ ...
ขนาดพี่ไม่สบายแท้ ๆ ยังหาความรู้มาแบ่งปันได้อีก...ดีจังค่ะ
ระลึกถึงพี่ค่ะ
(^___^)
ยอดอ่อนของต้นอัญชัญ...ซึ่งออกดอกทุกวัน วันละตะกร้าเล็ก ๆ ค่ะ
สวัสดีค่ะน้องคนไม่มีราก
เป็นความจริงอย่างที่สุด ที่น้องบอกว่า....ทานผัก ผลไม้ หมั่นออกกำลังและหลีกเลี่ยง ไม่เสี่ยงกับการรับเชื้อได้น่าจะดีที่สุดค่ะ
แต่ทีนี้ เวลา เราไม่ได้ทานผักหรือผลไม้ ในวันนั้นเลย จะด้วยเหตุผลอะไร ก็แล้วแต่ เราก็ยังมีทางเลือก ที่จะทานวิตามินเสริม เท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วง ที่เราอาจรู้สึกไม่ค่อยจะสบายอยู่บ้าง
อีกอย่างหนึ่ง การดูดซึมสารอาหารของคนเราไม่เท่ากัน บางที เราทานผักผลไม้ ในจำนวนที่คิดว่า พอ แต่ร่างกายเรา อาจดูดซึมเข้าไปได้ไม่เต็มที่ จึงอาจได้รับน้อยไปหน่อยก็ได้ค่ะ
แต่ก็ไม่ใช่ เป็นกฏตายตัว ที่เราต้องทานวิตามินเสริมทุกวัน ทานบ้าง ไม่ทานบ้างก็ได้ค่ะ ไม่ต้องเคร่งครัดอะไรนัก
จริงๆแล้ว หน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของวิตามินซีคือ เป็นAntioxidants เหมือนกับ beta carotene วิตามิน อี และseleniumค่ะ
วิตามิน ที่เป็น Antioxidants เหล่านี้ จะไปขัดขวาง ทำให้กระบวนการการที่เซลล์ของเราจะถูกทำลายโดยอ็อกซิเย็นนี้ ให้หยุดหรือเป็นไปอย่างช้าที่สุด ซึ่งกระบวนการที่ให้ผลร้ายกับร่างกายเราเหล่านี้ เกิดจาก สิ่งที่เรียกว่า free radicals หรือ อนุมูลอิสระ
โดยวิตามินซี อี เบต้าแคโรทีน และเซเลเนียม จะทำหน้าที่ป้องกัน ไม่ให้เกิดกระบวนการเช่นว่านี้ค่ะ ซึ่งกระบวนการนี้ ถ้าไม่ป้องกัน ต่อไป จะทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น heart disease และ diabetes
นอกจากนี้ ตัว Antioxidants นี้ จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเรา ทำหน้าที่ดีขึ้นด้วยค่ะ ทำให้เราติดเชื้อน้อยลง มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งน้อยลง
เหมือนๆกับ เราจะไปพยายามหน่วงเหนี่ยว ไม่ให้ลูกแอปเปิ้ล หรือผลไม้ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และจะเน่าในที่สุด โดยเราจะเอาผลไม้ดังว่านี้ ไปจุ่มไว้ในวิตามินที่เป็น Antioxidants ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณมนัญญา ~ natachoei ( หน้าตาเฉย) 16
ค่ะ ถ้าเราระวัง ดูแลสุขภาพให้ดี หรือ คนที่เป็น ก็มีความรับผิดชอบต่อสังคม เราก็คงไม่เป็นกันง่ายๆนักค่ะ
จริงๆ เท่าที่ศึกษาอาการของโรคนี้มามาก รู้สึกว่า เหมือนๆกับ ...
โรคหวัด ตามฤดูกาลนะคะ แต่มีอาการมากกว่า คือ มีไข้สูง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และไอ แต่บางคนก็มีน้ำมูก เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย ด้วย
แต่พวกเรา ก็เตรียมตัวกันดีอย่างนี้ คงไม่ติดใครง่ายๆนะคะ
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณคุณครู อิงจันทร์ 16 มากค่ะที่มาเยี่ยม

พี่เอง เวลาไปบล็อกคุณครู มีความสุขทุกที เพลงเพราะมากๆ ขอบอกจริงๆ
ในเรื่องไข้หวัด ส่วนตัว ก็ระวังเรื่อง Close contact ค่ะ
หมายถึง การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยในระยะไม่เกิน 1-2 เมตร ซึ่งจริงๆ ยังไม่เคยที่มีใครเป็นหวัดแล้วมาใกล้ชิดเหมือนกัน
ได้อ่านคำชี้แจงของกรมควบคุมโรค ก็พบว่า มีการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยในประเทศไทย พบว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิด A (H1N1) มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่ความรุนแรงอาจจะมากกว่าเล็กน้อย น่าจะทำให้เกิดปอดอักเสบได้มากกว่า
การแพร่กระจายได้เร็วกว่า เกิดการติดเชื้อกับเด็กนักเรียนและวัยหนุ่มสาวเป็นส่วนใหญ่ และยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้.
ในการวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ ต้องคำนึงถึงการวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆตามกระบวนการทางการแพทย์ด้วย.
โรคติดเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่
ระยะฟักตัวของโรค:
- 1-3 วัน (ส่วนน้อยนานถึง 5 วัน)
ระยะแพร่เชื้อ:
- 1 วันก่อน - 5 วัน หลังป่วย (อาจถึง 7 วัน เป็นส่วนน้อย)
- ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้มากที่สุดใน 3 วันแรก
- ผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำอาจแพร่เชื้ออยู่นานหลายสัปดาห์ หรือเดือน
การดำเนินโรค:
- ผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการ ส่วนใหญ่มีอาการเหมือนไข้หวัดธรรมดา คือมีไข้ต่ำๆ เจ็บคอ ไอเล็กน้อย กินอาหารได้พอ บางคนมีอาการของไข้หวัดใหญ่
- ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ มักจะมีไข้สูง (อาจหนาวสั่น) 48 ชม. วันที่ 3 จะเริ่มดีขึ้น โดยปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ตัวร้อน เบื่ออาหารน้อยลง
3
- ผู้ป่วยกว่าร้อยละ 90 มีอาการน้อย หายได้เองโดยไม่ต้องรับการรักษาที่โรงพยาบาล.
โดยทั่วไป อาการจะหายภายใน 5-7 วัน
- ผู้ป่วยคนไทย ที่เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ A(H1N1) ประมาณ 30 ราย ร้อยละ 70 มีโรคประจำตัวหรือภาวะสุขภาพที่ทำให้โรครุนแรง. ร้อยละ 30 ไม่พบโรคประจำตัว แต่บางรายเสียชีวิตเพราะการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องขณะป่วย
อ่านแล้ว ก็สบายใจขึ้นนะคะ ว่า ถ้าเรามีสุขภาพดี เจ็บป่วย รีบรักษา ก็คงไม่เป็นอะไรมากนักนะคะ
พี่เอง ตอนนี้ กำลังจะให้แม่บ้านตุ๋นไก่ใส่ผักหลายๆสี ไว้ดื่มเป็นน้ำซุปบำรุงร่างกาย
ต้องให้เขาเคี่ยวนานๆ จนโปรตีนย่อยสลายเป็นไดเปปไทด์ ( กรดอะมิโนสองโมเลกุล ) อาจช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ร่างกายสดชื่น และยังให้โปรตีนที่ดีต่อร่างกายด้วยค่ะ
คนจีน ให้ดื่มน้ำซุปไก่กันมานานแล้วนะคะ โดยเฉพาะคนป่วย แต่ไม่ได้อธิบายว่า เป็นเพราะมีกรดอมิโนถูกย่อยออกมา