ปัจจุบัน ข่าวคราวเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  ยังคงเป็นหัวข้อยอดฮิต ยึดหน้าสื่อทุกประเภทอย่างต่อเนื่อง แม้ทางการจะไม่ให้กระทรวงสาธารณสุขประกาศตัวเลขจำนวนผู้ป่วย และผู้เสียชีวิตแบบรายวัน  แต่ก็ดูเหมือนความวิตกกังวลของผู้คนก็ยังมิได้ลดหายไปแต่ประการใด

ช่วงนี้ กรกฏาคม 2552  สังเกตว่า มีคนเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009  กันมากขึ้น เพราะ แม้เชื้อจะไม่แรงมาก แต่มันแพร่เร็ว และค่าใช้จ่ายสูง ท้าทายทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหมด ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐบาล โรงพยาบาล หมอ พยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือ การดูแลตัวเองของทุกคน เพราะผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นี่เป็นช่วง "ขาขึ้น" ของการระบาด
นพ.เรวัติ วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์
กล่าววันที่ 27 กรกฎาคม2552 ว่า จากการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ขยายวงการระบาดไปทั่วประเทศ ในขณะนี้ คาดว่าประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อโรคนี้จริงๆมาก 5- 6 แสนคน 
 และคาดการณ์ อาจมีการระบาดของโรคระลอกสองในเดือนส.ค.-ต.ค.นี้ แต่ด้วยประสบการณ์ของแพทย์ที่มีแนวทางในการรักษา และประชาชนก็ช่วยกันดูแลตัวเองเป็นอย่างดีแล้ว  ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว คงจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและอัตราการเสียชีวิตลงได้
ข้อดี ที่มากับการระบาดนี้คือ
ปรากฏการณ์ที่ผู้คนตื่นตัวในเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกายและสุขอนามัยของตนเองอย่างไม่เคยมีมาก่อน การรณรงค์เรื่อง "กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ" นั้น ได้ผลอย่างน่าพอใจ กลายเป็นเรื่องเคร่งครัดของทุกครอบครัวที่สมาชิกทุกคนยินยอมพร้อมใจทำตามอย่างไม่มีเงื่อนไข

"ฮีโร่พันธุ์ใหม่ใส่ใจสวมหน้ากากอนามัย"


ผลไม้และผักที่มีวิตามินซีสูงๆ เช่น ฝรั่ง มะม่วง มะละกอ  พุทรา มะกอก เงาะ แคนตาลูป  ผักคะน้า กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ พริกทุกชนิด มะละกอดิบ ผักกาดและผักที่มีใบสีเขียวทั้งหลาย จะขายดีมาก  วิตามินซีมีประโยชน์ในการป้องกันโรค เพราะนอกจากจะทำให้ผิวหนังแข็งแรง ยังช่วยลดอาการ อาการหวัด เช่นน้ำมูกไหล จาม เจ็บแสบคอได้  เมื่อรู้สึกว่าจะเป็นหวัด วิตามินซีเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายได้ดี  เป็นการประกันตัวเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้ไปอีกเปลาะหนึ่ง

สมุนไพรไทย เป็นทางเลือกหนึ่งในการนำมาใช้รักษาและป้องกันเบื้องต้นได้  สมุนไพรไทยมีหลายชนิดมีสรรพคุณหลายอย่าง ที่สามารถต้านเชื้อไวรัสได้ดี เช่น คาวตองหรือพูลคาว ฟ้าทะลายโจร ยาห้ารากหรือจันทลีลา และยาเขียวหอมสำหรับเด็ก ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดคือ สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ดีกว่ายาปฏิชีวนะ ตรงที่ไม่เกิดการง่วงนอน ไม่เกิดการดื้อยา และยัง ป้องกันตับ จากสารพิษหลายชนิด เช่น จากยาแก้ไข้พาราเซตามอล หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม


โรงพยาบาลอภัยภูเบศร อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี กล่าวว่า ประชาชนหลังทราบข่าว ฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ ซึ่งมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบของเซลที่ติดเชื้อไวรัส สามารถใช้ป้องกันและรักษาไข้หวัดใหญ่ได้ ที่ร้านสมุนไพรของ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศ

สมุนไพรอื่นๆ ที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อไวรัสได้  รองลงมา ได้แก่ ขิง มีสรรคุณลดจำนวนเชื้อไวรัสได้  มีฤทธิ์อุ่น และกระเทียม
จากการศึกษาในห้องแลปพบว่า กระเทียมดอง มีสรรพคุณเหมือนวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้ นอกจากนี้   จากการทดลองของคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า สมุนไพรที่มีฤทธิ์แก้ไข้หวัดใหญ่ยังมี น้ำกระเจี๊ยบ ขมิ้นอ้อย มะระ และฟักข้าว ซึ่งมีฤทธิ์ต้านไวรัสเหมือยาโอเซลทามีเวียร์
สมุนไพรเหล่านี้หากเริ่มมีอาการเป็นหวัดก็สามารถช่วยได้ ในช่วง 1-2 วันแรก แต่หากอาการไม่ดีขึ้นจึงไปพบแพทย์
แต่การกินสมุนไพรทุกชนิด ก็ต้องระวังเหมือนกัน เพราะบางคนก็จะมีอาการแพ้ได้
ทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้มีเอกสารเผยแพร่ ข้อดี ข้อเสีย ของการใช้ สมุนไพรต่างๆที่มีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Herbs with anti-influenza activity)   โดยจะขอยกมาเผยแพร่ย่อๆดังนี้...

1.ฟ้าทะลายโจร
Andrographis paniculata (Burm. F) Wall. ex Nees วงศ์ACANTHACEAE
ได้รับเลือกเป็นสุดยอดสมุนไพรไทยแห่งปี 48  มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอักเสบ ฤทธิ์ลดไข้ บรรเทาอาการหวัด ดีกว่าการใช้ ยาปฏิชีวนะในคนที่เป็นหวัดบ่อยๆ ร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิต้านทานอ่อนลง
สาเหตุสำคัญก็เนื่องมาจากในฟ้าทะลายโจรเองมีสารออกฤทธิ์เรียกว่า แอนโดรกราฟโฟไลด์ (Andrographolide) ที่ให้ผลในการลดไข้ ต้านอาการอักเสบ ลดอาการจากการหวัด
ส่วนผลต่อไวรัส สมุนไพรตัวนี้จะมีผลไปลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส จึงทำให้เชื้อไวรัสเข้าสู่เซลล์ของคนเราได้ยากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีฤทธิ์ไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายเราตามปกติ ส่งผลให้ร่างกายของเราต่อสู้กับเชื้อไวรัสได้ดียิ่งขึ้น

ศ.นพ.วิษณุ ธรรมลิขิตกุล ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศึกษาพบว่า เมื่อให้ผู้ป่วยที่มีอาการไข้เจ็บคอรับประทานฟ้าทะลายโจรแคปซูล ในวันที่ 3 หลังรักษาผู้ป่วยหายจากไข้และอาการเจ็บคอไม่ต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาพาราเซตามอ  
หากเป็นผลิตภัณฑ์ขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) บรรจุ 375 มิลลิกรัม รับประครั้งละ 5 แคปซูล  ถ้าแคปซูลที่มีปริมาณ 500 มิลลิกรัม ก็รับประทานครั้งละไม่เกิน 3 แคปซูล

องค์การอนามัยโลก  จึงได้แนะนำให้ใช้ฟ้าทะลายโจรในการบรรเทาอาการหวัดในเอกสาร WHO monographs of selected medicinal plants Volume 2 ภายใต้ monograph "Herba Andrographidis"

ข้อห้ามและอาการแพ้:: 
แต่สำหรับบางคน  จะก่อให้เกิดอาการ รู้สึกหนาว รู้สึกเฉื่อยชา เนื่องจากฟ้าทะลายโจรเป็นพืชเย็น นอกจากนี้ ก็มีปวดท้อง ท้องเดินคลื่นไส้ วิงเวียน ใจสั่น เบื่ออาหาร ผื่นคัน เป็นลมพิษได้
นอกจากนี้ ห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์และให้นมบุตร  ห้ามใช้ในการบรรเทาอาการไข้หรือเจ็บคอจาการติดเชื้อแบคทีเรีย Streptococcus group A  ซึ่งมีอาการรุนแรง ซึ่งการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา เช่น ไข้รูห์มาติค โรคหัวใจรูห์มาติคและไตอักเสบ


2.ขิง --Zingiber officinale Rosc./ Ginger-แก้ไอ และขับเสมหะ ฝนกับน้ำมะนาวแทรกเกลือ ใช้กวาดคอหรือจิบบ่อย ๆ บางคน มีอาการแสบร้อนกลางอก และในทางเดินอาหาร

3.ผักคาวตอง/ พลูคาวตอง Houttuynia cordata Thunb. วงศ์ Saururaceaeใช้ผักคาวตองเป็นส่วนประกอบในตำรับยารับประทาน สำหรับยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็ง เพิ่มภูมิต้านทาน และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส แต่อาการแพ้ ยังไม่ปรากฏ

4.จันทลีลา-  แก่นจันทน์ขาว แก่นจันทน์แดง บอระเพ็ด รากปลาไหลเผือก มีฤทธิ์ลดไข้ มีรสขมมาก อาการแพ้ ยังไม่ปรากฏ นอกจาก มีรสขมมาก

5.บอระเพ็ด- Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook. F. & Thoms. มีฤิทธิ์แก้ไข้ได้ แต่อ่อนกว่าแอสไพริน แต่ใช้นานๆ จะมีเอนไซม์ในตับสูงขึ้น ห้ามใช้กับผู้ป่วยโรคตับ ไต หรือสตรีมีครรภ์ ห้ามใช้ติดต่อกันนานๆ

6.ยาเขียวหอม--   แก้ไข้สำหรับเด็ก แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ยามีรสขมเย็น ยังไม่มีรายงานอาการแพ้

7.กระเทียม--Allium sativum L. วงศ์ Liliaceae เป็นสมุนไพรกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (Immunomodulator / Immunostimulant) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกระเทียมที่มีสาร allicin  คนที่กินกระเทียมเป็นประจำ  มีโอกาสเป็นหวัดน้อยกว่า  และเมื่อเป็นหวัดแล้วหายเร็วกว่าคนที่ไม่ชอบกิน   มีอาการไม่พึงประสงค์ถ้ากินสดๆ คือ รสเผ็ดร้อนมาก ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หัวใจเต้นแรง ร้อนที่คอและกลางอก  ลมหายใจและกลิ่นตัวแรง

8.กระเจี๊ยบแดง-- Hibiscus sabdariffa L. วงศ์ MALVACEAE  ส่วนที่ใช้คือ ใบ ละลายเสมหะ แก้ไอลดการอักเสบ ต้านไวรัสเริม ไข้หวัดใหญ่ ขับเมือกมันในลำไส้ ทำให้โลหิตไลเวียนดี ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ ขับปัสสาวะ เป็นยาระบายและบำรุงธาตุ น้ำจากดอกกระเจี๊ยบ ถ้ากินส่วนสกัดนี้ในขนาดสูงและในระยะเวลานาน อาจทำให้เป็นพิษต่อตับได้


9.มะแว้ง Solanum trilobatum L. วงศ์ Solanaceae เป็นพืชผักที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยา ผลสดรับประทาน เป็นผัก ซึ่งผลของมะแว้ง จะช่วยบำรุงธาตุทำให้เจริญอาหาร สำหรับ ประโยชน์ทางยา ในตำรับยาแผนโบราณทั้งไทย และต่างประเทศ ได้กล่าวถึงสรรพคุณของ มะแว้งไว้ในการใช้ เป็นยาแก้ไอขับเสมหะ และกระทรวงสาธารณสุขได้มีประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2511 ระบุยา "ประสะมะแว้ง" ให้เป็นยาสามัญ ประจำบ้าน แผนโบราณ สำหรับใช้แก้ไอ ขับเสมหะ ไม่พบว่าก่อให้เกิดอาการเป็นพิษอย่างใด

10.มะระขี้นก-- Momordica charantia L. วงศ์Cucurbitaceae ลดน้ำตาลในเลือด แก้ไอ แก้ไข้ แก้ร้อนใน แต่ไม่ควรใช้กับสตรีมีครรภ์ บางทีเกิดอาการชักในเด็กได้ อาจจะมีสารที่ทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ

11.หอม-- Allium ascalonicum L.วงศ์ Alliaceae ชื่ออื่นๆ ปะเซอก่อ ปะเซะส่า หอมแดง หอมไทย หอมบัว หอมเล็ก หอมหัว Multiplier shallot, Shallot
มีสารก่อกลายพันธุ์ฤทธิ์อ่อนๆ  แต่ฤทธิ์จะสูงขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยเอนไซม์ในร่างกาย เมื่อสลายสารนี้ด้วยเอนไซม์ b-glucuronidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่พบที่ลำไส้ใหญ่ พบว่าฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์จะรุนแรงเพิ่มขึ้น
หัวหอม มีรสฉุน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ช่วยย่อยและเจริญอาหาร แก้บวมน้ำ แก้อาการอักเสบต่างๆ ขับพยาธิ ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ตำรายาไทยใช้หัวหอมแดง ผสมรวมกับเหง้าเปราะหอมสุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก และกินเป็นยาขับลม



  การใช้สมุนไพรเป็นยา ที่ถูกต้อง ต้องศึกษาก่อน ถึงข้อดี ข้อเสียที่อาจจะมี สรุปคือ
1. ใช้ให้ถูกต้น สมุนไพรมีชื่อพ้องหรือซ้ำกันมากและบางท้องถิ่นก็เรียกไม่เหมือนกัน
2. ใช้ให้ถูกส่วน ต้นสมุนไพรไม่ว่าจะเป็นราก ใบ ดอก เปลือก ผล เมล็ด จะมีฤทธิ์ไม่เท่ากัน บางทีผลแก่ ผลอ่อนก็มีฤทธิ์ต่างกันด้วย บางส่วนใช้เป็นยาได้ บางส่วน ใช้ไม่ได้
3. ใช้ให้ถูกขนาด สมุนไพรถ้าใช้น้อยไป ก็รักษาไม่ได้ผล แต่ถ้ามากไปก็อาจเป็นอันตราย หรือเกิดพิษต่อร่างกายได้
4. ใช้ให้ถูกวิธี สมุนไพรบางชนิดต้องใช้สด บางชนิดต้องปนกับเหล้า บางชนิดใช้ต้มจะต้องรู้วิธีใช้ให้ถูกต้อง
5. ใช้ให้ถูกกับโรค เช่น ท้องผูกต้องใช้ยาระบาย ถ้าใช้ยาที่มีฤทธิ์ผาดสมานจะทำให้ท้องผูกยิ่งขึ้น

อาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร เกิดขึ้นได้น้อย เพราะสมุนไพรมิใช่สารเคมีชนิดเดียวเช่นยาแผนปัจจุบัน ฤทธิ์จึงไม่รุนแรง (ยกเว้นพวกพืชพิษบางชนิด) แต่ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้นควรหยุดยาเสียก่อน ถ้าหยุดแล้วอาการหายไป  อาการที่เกิดจากการแพ้ยาสมุนไพร มีดังนี้

1. ผื่นขึ้นตามผิวหนังอาจเป็นตุ่มเล็กๆ ตุ่มโต ๆ เป็นปื้นหรือเป็นเม็ดแบนคล้ายลมพิษ อาจบวมที่ตา (ตาปิด) หรือริมฝีปาก (ปากเจ่อ) หรือมีเพียงดวงสีแดงที่ผิวหนัง
2. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง) ถ้ามีอยู่ก่อนกินยาอาจเป็นเพราะโรค
3. หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง
4. ประสาทความรู้สึกทำงานไวเกินปกติ เช่นเพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็แสบหนังศีรษะ ฯลฯ
5. ใจสั่น ใจเต้น หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้น และเป็นบ่อยๆ
6. ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลืองและเมื่อเขย่าจะเกิดฟองสีเหลือง (เป็นอาการของดีซ่าน)
ใครที่มี อาการเหล่านี้  แสดงถึงอันตรายร้ายแรงต้องรีบไปหาแพทย์  และการใช้สมุนไพรเพื่อเป็นยารักษาโรค ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

อ้างอิงข้อมูลจาก-- กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
                     -- การใช้คู่มือยา จากสมุนไพร
                     -- สถาบันวืจัยสมุนไพร
                    --  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล