สวัสดีค่ะคุณกิติยา เตชะวรรณวุฒิ 18
ตอนนี้ เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังยึดหน้า 1 ของสื่อทุกฉบับนะคะ
เมื่อ 2-3 วันก่อน....นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีการเชิญนักวิชาการเข้าหารือเกี่ยวกับการให้คลินิกเอกชนจ่ายยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ให้กับผู้ป่วย เพื่อแก้ปัญหาผู้ป่วยได้รับยาช้าทำให้เสียชีวิต
แต่ข่าววันนี้ 28-07-2552 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือ องค์การอนามัยโลกไวรัสสัตว์สู่คน กล่าวว่า ...
นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า การกระจายยาลักษณะนี้ไม่ถูกต้อง.... ทั้งนี้ การจะกระจายยาในลักษณะเช่นนี้ได้คลินิกจะต้องผ่านเกณฑ์หลักๆ 4 ข้อ คือ
1.มีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับโรคนี้
2.แพทย์ในคลินิกจะต้องสามารถให้คำแนะนำกับผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำงานเป็นกะทำให้ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ตลอดเวลาเช่นในโรงพยาบาล เนื่องจากการรักษาโรคนี้จำเป็นต้องติดตามผู้ป่วยสม่ำเสมอ และให้คำแนะนำหากมีอาการรุนแรงขึ้นให้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล
3.คลินิกต้องมีความสามารถในการแยกผู้ป่วยไข้หวัดและผู้ป่วยที่ไม่ใช่ผู้ป่วยไข้หวัด
และ 4.ต้องมีระบบการรายงานข้อมูลผู้ป่วยให้กับกระทรวงสาธารณสุขอย่างชัดเจน ซึ่งคลินิกในประเทศไทยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว
"สาเหตุที่จะต้องกระจายยาให้กับคลินิก เป็นเพราะนักการเมืองอยากได้คะแนนเสียง เพราะคิดว่าการให้ยากับผู้ป่วยเร็วที่สุด จะลดอัตราการเสียชีวิตได้ ทั้งที่ผู้ป่วยไข้หวัดที่มาพบแพทย์ไม่ได้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทุกราย อาจเกิดการให้ยาเกินความจำเป็น"ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า ผู้ป่วยเสียชีวิต เนื่องจากการรับยาช้าศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวด้วยว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการกระจายให้กับคลินิก แต่ถูกล็อบบี้จากฝ่ายการเมือง คิดว่า หากดำเนินการเช่นนี้แล้วจะดี สร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน
เมื่อจำเป็นต้องเห็นด้วย คณะอนุกรรมการจึงได้กำหนดเงื่อนไขคลินิกที่จะสามารถจ่ายยาโอเซลทามิเวียร์ให้กับผู้ป่วยไว้อย่างชัดเจน คือ ต้องมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ข้างต้นทั้ง 4 ข้อ
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ผู้ป่วยเสียชีวิตอาจไม่ใช่ เนื่องจากการได้รับยาช้า ต้องพิจารณาถึงเรื่องวิธีการให้ยาด้วย
โดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วยที่ไม่สามารถกินยาเม็ดได้ ต้องนำผงยามาผสมกับน้ำแล้วให้ทางท่อสายยาง อาจทำให้การดูดซึมเข้าร่างกายได้ไม่ดี บวกกับที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่สามารถตรวจชันสูตรศพผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ได้แม้แต่รายเดียว จึงไม่ทราบว่าผู้เสียชีวิตมีเชื้อที่ดื้อยาด้วยหรือไม่
"การเสียชีวิตของผู้ป่วยอาจมาจากสาเหตุอื่น เพราะถ้ารู้ว่าปัญหาอยู่ที่การให้ยาช้า การแก้ปัญหาต้องให้ความรู้บุคลากรทางการแพทย์ ไม่ใช่ปล่อยให้กระจายยากระจัดกระจาย เพราะปัจจุบันไม่ใช่ระยะรุนแรงของโรค
ถ้ามีการให้และเกิดการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ก็ไม่มีมาตรการรองรับ ก็จะตายกันทั้งประเทศ หมดทางรักษา เนื่องจากเมื่อเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ ต้องให้ยาซานามิเวียร์ ซึ่งไทยยังผลิตเองไม่ได้ และยามีราคาแพงมาก ไม่สามารถซื้อมาให้กับผู้ป่วยได้ครอบคลุมทั้งหมด หากเกิดการระบาดใหญ่ในอนาคต"ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว
อ่านแล้ว เห็นว่า ทางการเมือง กับทางการแพทย์ คงต้องมาแถลงข่าวร่วมกันดีกว่านะคะ มิฉะนั้น ประชาชน จะสับสน แต่ข้อสำคัญที่สุดของเราคือ เราต้องดูแลตัวเอง ให้ดีที่สุดก่อนค่ะ อีกข้อหนึ่งคือ เรื่อง ยานี้ มีทั้งประโยชน์และมีทั้งโทษ แน่นอนค่ะ ไม่ว่า ยาอะไร