สวัสดีครับ

วันนี้ขอนำเรื่องเล่าจากต่างแดนของหลานสาวผม ไปเรียนรู้ที่อเมริกา ไปหาประสบการณ์ แล้วถ่ายทอดเป็นจดหมายกลับบ้าน ผมขอนำบางส่วนมาเล่าสู่กันฟังและเป็นตัวอย่างสำหรับบางท่านที่คิดจะไปอยู่อเมริกาและข้อคิดจากหลานของผม ครับ

สวัสดีคะ ไม่ได้ทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวตั้งนาน ได้แต่ส่งกระแสความคิดถึงไปกับสายลมนะคะ  ผลัดวันประกันพรุ่งมานานวันนี้ได้ฤกษ์เขียนจดหมายรายงานความคืบหน้าชีวิตที่นี่แล้ว หวังว่าทุกคนสบายดีนะคะ ตอนนี้เป็นหน้าร้อนของที่นี่ ร้อน แดดเปรี้ยง แต่บ่นมากไม่ได้ เพราะเป็นเวลาสามเดือนที่มีค่า ที่มีค่านี่หมายความว่า เป็นเวลาที่ได้เห็น พระอาทิตย์ เพราะปกติเวลาฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว ฟ้าจะปกคลุมไปด้วยเมฆ อึมครึม มาอยู่ที่นี่ได้เห็นประโยชน์ของอะไรหลายๆอย่างที่เมืองไทยไง เพราะถ้าแอ๊วอยู่เมืองไทยเราต้องหาที่ร่มๆ หลบแสงแดด แต่ที่นี่เวลาหน้าหนาว เห็นแสงอาทิตย์เมื่อไร ดีใจวิ่งเข้าใส่เลย แปลกดีค่ะ เวลาที่เรามีอะไรอยู่ใกล้ตัว เห็นอะไรปกติ เราไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมัน  แต่ที่นี่เวลาที่สิ่งนั้นหายไป เรารู้สึกเลยว่ามันมีค่า

เอาล่ะเข้าเรื่องเลยดีกว่า ตอนนี้แอ๊วทำอะไรบ้าง  จากจดหมายฉบับที่แล้ว (หลายเดือนมาแล้ว) ที่บอกว่า แอ๊วพยายามหางานทำ ตามความสามารถที่เราได้เล่าเรียนมา.....งานไม่มีเลยต้องไปทำงานอาสาสมัคร ทำอยู่สองที่ ที่ โรงเรียน Barton School สอนนักเรียนชาวยูเครน แบบตัวต่อตัว สามวันต่ออาทิตย์  อีกสองวันที่เหลือ อาสาสมัครที่ โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ ที่แอ๊วเล่าว่ามีนักเรียนมาจากทั่วโลกเลย รัสเซีย ซูดาน อิรัค พม่า ภูฐาน จีน เวียดนาม ส่วนใหญ่ได้เข้ามาที่อเมริกาโดยความช่วยเหลือขององค์การต่างๆ เช่น World Relief  ผู้อพยพเหล่านี้ต้องเรียนภาษาอังกฤษเพื่อความอยู่รอดเพราะเขาพยายามหางานทำที่อเมริกาให้ได้ภายในเวลา 3-4 เดือน แอ๊วกับเพื่อนช่วย ติวเตอร์ให้เขา แล้วแต่ อาจารย์ที่สอนจะให้ช่วยอะไร บางวัน สอน A B C บางวัน สอน การอ่าน สะกดคำ บางวันสอน การสนทนา นักเรียนผู้ใหญ่นี้ เห็นได้เลยว่ามีความตั้งใจ แต่การเรียนภาษาก็ไม่ง่าย 

ทุกครั้งที่แอ๊วกับเพื่อนไปช่วยสอนในชั้น เราก็จะได้รับการต้อนรับจากนักเรียนเหล่านี้อย่างดี ดูแล้วเขาดีใจที่เราได้ไปช่วยสอนเค้า สนุกดี ถึงแม้จะไม่ได้ตังค์แต่รู้ว่า วิชาที่ได้รู้เรียนมาไม่สูญเปล่า (นำคุณค่าของความรู้ที่ได้เรียนมาใช้ประโยชน์)  มีรูปมาให้ดูว่าโฉมหน้านักเรียนของแอ๊วเป็นไงบ้าง เป็นรู้จากงานเลี้ยง เวลาจบเทอมหนึ่ง เค้าก็จะมีงานเลี้ยงสักที นักเรียนและครูก็ทำอาหารไปทานกัน เค้าเรียกว่า POTLUCK อย่างที่เคยเล่าว่านักเรียนบางคนมาจากพม่า บางคนเค้าเคยไปอยู่ค่ายอพยพที่ประเทศไทย บางคนเค้าก็มาพูดภาษาไทยกะแอ๊ว บางทีทำให้แอ๊วอย่างเรียนอีกหลายๆ ภาษา จะได้พูด และช่วยนักเรียนหลายๆคนด้วย International มากๆเลยเนี่ย

แอ๊วกับเพื่อนช่วยอาจารย์ (ผู้หญิงคนที่ใส่เสื้อสีดำ) สอนในชั้น ในชั้นมีนักเรียนประมาณ 30 คนได้

ผ่านไปเดี๋ยวเดียวก็ครึ่งปีแล้ว ตอนนี้แอ๊วได้งานทำอีกที่แล้ว งานนี้เพื่อนแนะนำแอ๊วมาอีกที เพราะว่าเพื่อนคนนี้รู้จักกับเจ้าของ Day Care เพื่อนเห็นว่าแอ๊วหางานมาตั้งนาน เลยแนะนำให้แอ๊วลองไปสมัครดู เค้าต้องการครูสอนเด็ก อายุประมาณ 2-3 ขวบ จริงๆ แอ๊วก็ไม่ค่อยมีประสบการณ์ สอนเด็กมาก่อน นอกจากที่จะเป็นอาสาสมัครดูแลเด็กๆ ที่โบสถ์ทุกวันอาทิตย์ (งานนี้ก็ยังทำอยู่ค่ะ การทำประโยชน์เพื่อสังคม)

เจ้าของ Day Care นี้ชื่อ Jessica เป็นคนค่อนข้างใจกว้าง บอกแอ๊วว่าถึงแม้ว่าจะไม่มีประสบการณ์ แต่ถ้าแอ๊วอยากเรียนรู้ก็จะสอนให้ เพราะของแบบนี้ทำไปก็จะเรียนรู้ได้เอง (เรียนรู้และฝึกทักษะ จากประสบการณ์ จากปัญหาที่พบเห็น)  งานสอนเด็กๆ ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่งานที่แอ๊วได้เรียนมา ถ้ามีใจรักเด็กก็คงทำได้ (ประสบการณ์ที่เรามีอยู่ จากการเลี้ยงน้องๆ บางคนที่เมืองไทย ขอบใจนะจ๊ะ)

แอ๊วเริ่มทำงาน ที่นี่ได้ประมาณ 2 เดือนแล้ว เวลาผ่านไปเร็วจริงๆเลย แอ๊วไปทำงานตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง เลิกงานประมาณ 4 โมงครึ่ง ถึงแม้ว่าจะดูแลเด็กๆ แอ๊วต้องวางแผนงานสอน เพราะว่าแต่ละอาทิตย์เด็กๆ จะได้เรียนรู้ เรื่องต่างๆ เช่น สัตว์นำ ไดโนเสาร์ ฤดูร้อน ....แอ๊วต้องวางแผน เช่น อาทิตย์นี้สอนเรื่อง ไดโนเสาร์ จะสอนอะไรดีให้เด็กๆ ....แน่นอน แอ๊วก็ไปห้องสมุด แอ๊วชอบไปห้องสมุดของที่นี่มาก เพราะสามารถหาหนังสือที่มีภาพประกอบต่างๆ แอ๊วก็ได้ฝึกเล่านิทานให้เด็กๆ ด้วย (การค้นคว้าหาความรู้ ไม่มีที่สิ้นสุด)

เด็กที่นี่ ชอบที่จะให้เราอ่านหนังสือให้ฟัง อ่านแล้วอ่านอีก ก็ไม่มีปัญหา นอกจากนี้แอ๊วก็ได้สอนเด็กๆให้ทำศิลปะด้วย งานนี้ชอบมาก เพราะเด็กๆ ชอบระบายสี ไม่ว่าจะเป็นสีเทียน สีน้ำถ้าจะพูดให้ถูกจริงๆ เด็กๆ ชอบกินสี ทำสีเปรอะ มากกว่า ศิลปะ ออกแนวสร้างสรรค์มากๆ  อิอิ แต่ไม่ต้องห่วงที่นี่ทุกอย่างปลอดภัย ล้างออกง่าย.... มาดูโฉมหน้าของเด็กๆกันบ้างนะคะ อ๋อ จะบอกว่าที่นี่ เค้าต้องเรียกคุณครู แบบชื่อเต็ม มิส วรรณพร แต่เด็กๆ เรียนแอ๊วว่า คอน คอน (อาจจะยาวไปสำหรับเด็กๆ)

นี่เป็นโฉมหน้าบางส่วน ปกติ แอ๊วก็จะมีนักเรียนประมาณ 3 - 5 คน บางวันยุ่งหน่อยมีถึง 7 คน มีเวลาพักเที่ยง คุณครูจะกินข้าวกับเด็กๆ  

ขอบอกว่าเด็กๆที่นี่ ตักกินข้าวเองได้ เลอะเทอะ เป็นเรื่องธรรมดา แอ๊วก็ได้เรียนรู้เยอะ ตอนนี้กำลังฝึกให้เด็กๆ ทำตามคำสั่ง ไปเข้าห้องน้ำ ไปล้างมือ เด็กๆ ยังวิ่งหนีอยู่บาง ได้วิ่งไล่จับอยู่ ประมาณจับปูใส่กะด้ง งานนี้ก็ดีค่ะ ได้เรียนรู้ไปอีกแบบ

แอ๊วก็ยัง มองหางานในสายที่เราเรียนมาอยู่ ไม่มีเวลามาก เหมือนแต่ก่อน แต่ยังไงก็เชื่อว่า งานที่เราทำตอนนี้ ก็เป็นพื้นฐานเราในอนาคต (เรียนรู้ สะสมประการณ์ เพื่อก้าวต่อไป)

มาดูรูปแอ๊วบางส่วน ถ้ามีเวลาตอนนี้ก็ออกไปสำรวจ Spokane มากขึ้นค่ะ เพราะตอนที่เรียน ไม่ค่อยได้มีเวลา แอ๊วก็ไปเที่ยวที่ อุทยานแห่งชาติ เดินออกกำลังกาย ที่ Spokane และเมืองใกล้เคียง มีสวน และ อุทยานแห่งชาติ ให้คนที่นี่ออกกำลังกาย ไปปิคนิค ขี่จักรยาน เที่ยวสวนดอกไม้ (เรียนรู้การทำให้ตนเองและเพื่อนมีความสุข เรียนรู้ความสุขจากธรรมชาติ)

 

สรุป : การเรียนรู้จากหนังสือจากตำราและจากประสบการณ์สามารถเชื่อมโยงกันได้ การได้ฝึกฝน เป็นการสร้างเสริมชีวิต

ประสบการณ์การเลี้ยงน้องๆที่เมืองไทย มีประโยชน์ที่เมืองนอก

การทำประโยชน์เพื่อสังคม ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติใด ก็สามารถทำได้อย่างมีความสุข