เมื่อวันที่ 22 ก.ค.52 ที่ผ่านมาผู้เขียนได้เดินทางไปนิเทศก์โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน  3 โรงเรียน  เนื่องจากเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและทางสถาบันวิจัยและพัฒนา        มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม   จ.พิษณุโลกให้การอบรมด้านการสอนต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว  ซึ่งเป็นครั้งแรกของการเดินทางมาของผู้เขียน   ซึ่งก็คุยอวดไว้ว่า เด็กมช.นั้นสบายมากเรื่องการขึ้นเขาไม่มี เมารถ แน่นอน  ยาแก้เมาไม่ต้องทาน

                    ผู้เขียน   รองอธิการบดีและผู้อำนวยการสถาบันฯ  ผู้กำกับสุชาติตลอดจนทีมงานออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า    มาแวะรับประทานอาหารเช้ากันก่อนขึ้นอ.ชาติตระการเนื่องจากมีร้านอาหารอยู่ร้านเดียวทางขวามือชื่อ ร้านเทพประสิทธิ์ ขอบอกว่า...อร่อยและถูกมากค่ะ  จากนั้นควรจะเข้าห้องน้ำที่ปั๊มแถวนั้นให้เรียบร้อยก่อนขึ้น

                   ผู้เขียนเลือกเดินทางไปโรงเรียนที่อยู่ไกลสุดก่อน  คือโรงเรียนบ้านรักไทย   โดยไปเยี่ยมชมทั้งส่วนปฐมวัยและประถม   โรงเรียนนี้มีเด็กไม่ค่อยมากแค่ 38 คน    ทางสถาบันฯเตรียมหนังสือ ขนมและนมเปรี้ยวมาฝากเด็กๆ  โดยมอบให้กับครูใหญ่ของโรงเรียน

 

          ทางรองอธิการบดีและผู้เขียนได้เข้าเยี่ยมนักเรียนและทดสอบทักษะด้านการอ่านของนักเรียนป.5 และป.6 ซึ่งรวมกันแล้วมีอยู่ 9 คน จากการสังเกตเด็กทุกคนเวลาอ่านหนังสือจะใช้นิ้วชี้ไล่แต่ละบรรทัด  แต่ถ้าเป็นหนังสือที่ทางเราเตรียมมาให้มีคำศัพท์แปลกๆ นักเรียนจะนิ่งไปพอสมควรกว่าจะอ่านได้   ส่วนบางห้องจะนำน้องมาเลี้ยงด้วย(เนื่องจากคุณแม่เป็นครูตชด.นี่เอง) คุณครูบอกว่าเด็กที่นี่ชอบการเรียนแบบมีกิจกรรมด้วย ไม่ชอบให้เน้นวิชาการอย่างเดียว

 

            ช่วงพักกลางวันเด็กแต่ละคนจะหิ้วกระติ๊บข้าวเหนียวไปที่โรงอาหาร  แต่ก่อนอื่นต้องมาจัดแถวให้พร้อมเพรียงกันเสียก่อนเหมือนการฝึกระเบียบแถวของทหาร   ทันใดนั้นก็มองเห็นร่มเล็กๆกางอยู่ตรงเสาไกลออกไปเลย  ต้องเดินไปดูก็พบว่าที่ด้านใต้ของร่มมีมือถืออยู่สองเครื่องห้อยอยู่  ทราบจากครูตชด.ว่าตรงนั้นเป็นมุมเดียวที่สามารถโทรศัพท์ได้  จึงแขวนมือถือไว้สำหรับให้ติดต่อสื่อสาร  เห็นน่ารักดีจึงถ่ายรูปมาฝากค่ะ

             เมนูในวันนี้คือผัดถั่วงอกซึ่งทางโรงเรียนเพาะเองกับอีกอย่างไม่แน่ใจว่าเป็นผัดหน่อไม้หรือเปล่ามองไม่ออก  หนึ่งถาดจะทานรวมกันสี่คนเด็กแต่ละคนจะมีกระติ๊บข้าวเหนียวปั้นจิ้มกันใหญ่   ส่วนบางกลุ่มอาจจะมีเตรียมเพิ่มมาจากบ้าน  ในรูปบนขวามีแหนมแท่งเล็กๆหนึ่งแท่ง  และมีผู้ปกครองคนหนึ่งล่าหมูป่าได้เลยทำหมูทอดมาให้ลูกทานด้วย  ก่อนรับประทานอาหารก็ต้องทำตามระเบียบเหมือนกับทหารทุกประการ  น่ารักดีค่ะ  มีเจ้าตัวน้อยจากปฐมวัยมาร่วมแจมด้วยค่อนข้างซนทีเดียว

 

         โรงเรียนบ้านรักไทยเป็นโรงเรียนนำร่องเรื่องการทำห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  โดยทีมผู้บริหารสถาบันฯชุดก่อนได้มาพัฒนาไว้  แต่เท่าที่ชมห้องนี้(รูปล่างขวา) จะต้องเป็นห้องปลอดเชื้อ  มีการกั้นห้องกระจกเล็กๆแล้วติดแอร์ให้ 

         ส่วนพื้นห้องมีความจำเป็นต้องปูพื้นกระเบื้องซึ่งทางโรงเรียนก็ได้ขอความอนุเคราะห์ทางผู้เขียนมาด้วย งบประมาณ  18,000 บาท   ซึ่งทางผู้เขียนคิดว่าจะขอความร่วมมือจากผู้ที่มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนในครั้งนี้  เพราะการสร้างห้องนี้จะทำให้โรงเรียนนี้ได้พัฒนาเรื่องการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเกิดเป็นอาชีพให้กับเด็กๆและชาวบ้านได้ต่อไปทำให้พวกเขาพึ่งตนเองได้      เพราะถ้าให้เป็นเงินไปเลยเดี๋ยวมันก็หมด   เคยมีผู้บอกว่าการทำบุญแต่ละครั้งเราไม่ควรทำคนเดียว  ควรแบ่งบุญให้กับหลายๆคนด้วย   ตอนนี้อยู่ในขั้นคิดค่ะ เพราะทราบว่าสมเด็จพระเทพท่านสนใจเรื่องการทำห้องเพาะเลี้ยงเนือเยื่ออยู่ด้วย  อยากมีส่วนช่วยเล็กๆในโครงการของพระองค์ท่านบ้าง  ท่านใดสนใจอยากมีส่วนร่วมคนละเล็กละน้อยก็มาร่วมกันได้นะคะ

 

                  จากนั้นเราเดินทางย้อนกลับมาที่โรงเรียนบ้านนุชเทียนซึ่งเป็นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนที่ได้รับรางวัล   มีครูใหญ่หนุ่มไฟแรงดูแลและพัฒนาโรงเรียนอย่างโดดเด่นมาก  เห็นได้จากเด็กทุกคนจะยกมือไหว้แล้วทักทายเรายามเราเดินผ่าน  เจ้าหนูเสื้อฟ้าดูเหมือนจะติดใจของที่นำมาและติดใจผู้เขียนเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ตลอดเวลา

           ช่วงที่ไปถึงเป็นเวลาพักกลางวันเลยแอบถ่ายห้องเรียนมาฝาก  ที่นี่เพิ่งจะมีผู้มีจิตศรัทธามาสร้างห้องสมุดให้สวยงามทีเดียว   ก็ได้เจอแก๊งค์เด็กๆเลยขอถ่ายรูปและโชว์รูปถ่ายในกล้องซึ่งภาพใหญ่มากเด็กๆเลยไม่ไปไหนแล้วรุมดูกันใหญ่   กลายเป็นขวัญใจเด็กๆไปเลย

             วิวที่นี่สวยมากสามารถมองเห็นภูสอยดาวอยู่ไกล จากการพูดคุยกับครูใหญ่ท่านบอกว่าหน้าหนาวอากาศจะเย็นมาก  เหมาะแก่การมากางเต้นท์นอนมาก    ต้องบอกว่าที่นี่ตั้งอยู่ทำเลดีมาก  มีสนามฟุตบอลกว้างมาก  ครูใหญ่บอกว่ามากันประมาณสิบคนก็ติดต่อมาได้เลยจะเตรียมตัดหญ้าไว้ให้  แหม...อยากมาจริงๆเลย

 

           ทางโรงเรียนเตรียมอาหารไว้เลี้ยงรับรองซึ่งมองผิวเผินก็อาหารธรรมดาๆ  แต่พอได้ทาน อร่อยจังเลย  น้ำพริกปลาดุกย่างกับผักสดๆ  ผัดยอดฟักม้ง(ที่นี่บอกว่าไม่ให้เรียกยอดฟักแม้ว)   ไข่เจียวหมูสับ  ผัดบวบใส่ไข่และแกงหน่อไม้  และ..... ที่เห็นในรูปยังมีเหลือคือ ครูตชด.ท่านมาเติมให้สามรอบแล้วค่ะ อิอิ     จากนั้นแอบมาดูนักเรียนเตรียมนั่งสมาธิก่อนเข้าชั้นเรียน  น่ารักอีกแล้วค่ะ  ครูใหญ่บอกว่าต้องฝึกกันตั้งแต่เด็กๆเขาจะได้มีสภาพจิตใจที่ดี   ต้องขอชื่นชมครูโรงเรียนนี้จริงๆค่ะ

           ด้านหลังมีเรือนเพาะเลี้ยงเห็ด   เลี้ยงไก่  และพืชผักสวนครัว   มีเรือนเพาะชำ  สวนพฤกษศาสตร์โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  เน้นโครงการอาหารกลางวันตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง   มองจากด้านบนห้องเรียนมองลงมาจะเห็นห้องสมุดอยู่ด้านล่าง  ท่ามกลางต้นไม้ร่มรื่นมาก แค่สองโรงเรียนก็ทำเอาแบตกล้องหมด  เซ็งไปเลย  

            ต้องรอรูปถ่ายที่ขอครูตชด.โรงเรียนสุดท้ายส่งเมลมาให้  ไว้จะมาเพิ่มเติมนะคะ  เพราะโรงเรียนสุดท้ายตั้งใจแล้วว่าต้องแวะไปขอข้าวทานให้ได้  อิอิ...ที่นั่นมีอะไรดีต้องรอเฉลยค่ะในตอนต่อไป(รอรูปถ่ายก่อนนะคะ)  แต่ผู้เขียนไปถึงแบบอาการไม่ค่อยดีนักเพราะการเดินทางมาโรงเรียนที่สามคือ โรงเรียนบ้านลาดเรือ มีเนินปราบเซียนอยู่ด้วย  ทำเอาคนไม่เคยเมารถอย่างผู้เขียนเมารถเลยทีเดียว   แต่...คราวหน้าจะเตรียมพร้อมมากกว่านี้ค่ะไม่ประมาทแล้ว