เด็กโง่ หรือ.....
"คุณแม่คะ วันนี้น้องกันสอบไม่ผ่านนะคะ"
เพื่อนร่วมงานรุ่นน้องคนหนึ่งเล่าให้ฟังเมื่อตอนเราเจอกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ว่าลูกชายหัวแก้วหัวครก (เราอยู่ใต้ ต้องอนุรักษ์ของใต้ครับ) ของเธอที่กำลังเรียนหนังสือชั้นอนุบาล 1 ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง สอบวิชาภาษาไทยไม่ผ่าน
เรื่องมันมีที่มาที่ไปอย่างนี้ครับ
คุณครูแจ้งมาว่าจะมีการสอบวิชาภาษาไทย โดยให้เด็กรู้จักพยัญชนะไทยตัว ก ถึง ซ ดังนั้นคุณแม่ผู้น่ารักก็เริ่มติวลูกชายหัวแก้วหัวครกคนนี้ โดยให้ลูกรู้จักตัวอักษรดังกล่าวด้วยการสอนให้รู้จักตัวอักษรจริงๆ เช่น หยิบตัว ก มา ลูกก็บอกว่า ก.ไก่ หยิบตัว ง มา ลูกก็บอกว่า ง.งู เอาเป็นว่า คืนก่อนวันสอบจริงนั้น เจ้ากันจังเธอรู้จักพยัญชนะทุกตัวตามมาตรฐาน 100 เปอร์เช็นต์ครับ
"คุณแม่คะ วันนี้น้องกันสอบไม่ผ่านนะคะ" "จริงเหรอคะ" (ทำราวกับว่าไม่เชื่อหูตัวเองอย่างนั้น) "แล้วคุณครูสอบกันยังไงเหรอคะ น้องกันรู้จักพยัญชนะทุกตัวเลยนะคะ" คุณครูก็บอกว่า "น้องกันท่อง ก.ไก่ถึง ซ.โซ่ ไม่ได้ค่ะ ได้แค่ ค.ควาย เท่านั้นเอง" โธ่ถังสัปปะรังเคเตือกเหงือกร่นขนร่วง น้องกันสอบตกเพราะท่องตัว ก.ไก่ ไม่ถึง ซ.โซ่ เท่านี้เองครับ น้องกันโง่อิ๊บฮายเลย
ท่านผู้อ่านครับ ท่านท่องก.ไก่ถึง ฮ.นกฮูกได้ไหมครับ จำได้ไหมว่าครั้งหนึ่งเราเคยท่องกันมานมนาน
ก.เอ๋ย ก.ไก่ ข.ไข่อยู่ในเล้า
ฃ.ขวดของเรา ค.ควายเข้านา
ฅ.คนขึงขัง ฆ.ระฆังข้างฝา (คนใต้บางคนอาจจะออกเสียงว่า ข้างขวา)
ง.งูใจกล้า จ.จานใช้ดี
ฉ.ฉิ่งตีดัง ช.ช้างวิ่งหนี
ซ.โซ่ล่ามที ฌ.เณอคู่กัน
ญ.หญิงโสภา ฎ.ชฎาสวมพลัน
ฏ.ปฏักหุนหัน ฐ.ฐานเข้ามารอง
ฑ.มณโฑหน้าขาว ฒ.ผู้เฒ่าเดินย่อง
ณ.เณรไม่มอง ด.เด็กต้องนิมนต์
ต.เต่าหลังตุง ถ.ถุงแบกขน
ท.ทหารอดทน ธ.ธงคนนิยม
น.หนูขวักไขว่ บ.ใบไม้ทับถม
ป.ปลาตากลม ผ.ผึ้งทำรัง
ฝ.ฝาทนทาน พ.พานวางตั้ง
ฟ.ฟันสะอาดจัง ภ.สำเภากางใบ
ม.ม้าคึกคัก ย.ยักษ์เขี้ยวใหญ่
ร.เรือพายไป ล.ลิงไต่ราว
ว.แหวนลงยา ศ.สาลาเงียบเหงา
ษ.ฤาษีหนวดยาว ส.เสือดาวคะนอง
ห.หีบใส่ผ้า ฬ.จุฬาท่าผยอง
อ.อ่างเนืองนอง ฮ.นกฮูกตาโต
จะเห็นว่าบทที่ท่องนั้นมีคำสัมผัสคล้องจองกันอย่างสวยงาม ไพเราะเพราะพริ้ง ผมแทบจะลืมไปแล้วจนกระทั่งเมื่อลูกวสาวเริ่มเรียนหนังสือ เลยต้องวิ่งหาหนังสือ ก.ไก่ รุ่นสำนักพิมพ์ประชาช่าง ที่หน้าปกเป็นสีส้มๆ มีรูปเด็กนั่งเล่นของเล่นอยู่ไงครับ
เชื่อไหมว่า ที่โรงเรียนของน้องกันเขาไม่ได้สอน ก.ไก่ แบบชนิดที่มีสร้อยตาม มันเป็นแบบนี้ครับ ก.ไก่ ข.ไข่ ฃ.ขวด ค.ควาย ฅ.คน...แห้งๆแล้งๆ กับเด็กอนุบาล 1 อายุราว 3-4 ขวบปีแรกของชีวิต ช่วงเวลาที่เด็กต้องรักการเรียน รักภาษาไทย รักคุณครู รักการอ่านหนังสือ รักที่จะเข้าสังคม รักอะไรอีกมากมายเท่าที่เขาจะไม่รู้สึกว่ามันน่าเบื่อ
เจ็ดปีที่แล้ว ตอนที่น้องแตงกว่า ลูกสาวของพี่เปิ้ลเตรียมตัวจะเข้าเรียนหนังสือ เราได้ไปกรุงเทพด้วยกัน ผมเลยได้มีโอกาสอ่านหนังสือ ก.ไก่ ให้เธอฟังก่อนนอน อ่านไปก็ทำท่าไปเพื่อประกอบตัวอักษรและเพื่อความมันแบบผม เช่น ก.เอ๋ย ก.ไก่ พร้อมกันนั้นก็ทำท่าไก่กุ๊กๆ ข.ไข่อยู่ในเล้า ว่าแล้วก็ทำท่าเอามือมารองกันเป็นเล้าไก่ เป็นต้น เล่นกันจนถึง ฮ.นกฮูกตาโต ที่น้าแป๊ะทำท่าเป็นนกฮูกใส่แว่นตา แตงกวาคงจะชื่นชอบเอาอย่างแรง เพราะเช้าวันต่อมาที่เธอกับครอบครัวต้องเดินทางไปอีกจังหวัดหนึ่ง แตงกวาเรียกหม่าม๊าให้ดูเธอทำท่าประกอบก.ไก่อย่างภาคภูมิใจ
ครั้นเมื่อได้เข้าโรงเรียนจริงๆ เธอก็วิ่งไปหาคุณครูด้วยความภาคภูมิใจว่าเธอท่องก.ไก่ได้แล้ว ว่าแล้วก็ทำท่าแบบน้าแป๊ะให้คุณครูดูอย่างฉะฉาน เพียงครู่หนึ่ง คุณครูอันเป็นที่เคารพก็เบรกน้องแตงกว่าแล้วบอกว่า "แตงกวาไม่ต้องทำท่าแบบนี้ เดี๋ยวครูสอนใหม่ให้เอง ต้องอย่างนี้ ก.ไก่ ข.ไข่ ฃ.ขวด ค.ควาย..........ฮ.นกฮูก ต้องอย่างนี้ เขาใจไหมแตงกวา" เข้าใจไหมเพื่อนมนุษย์ เข้าใจความผิดหวังไหมเพื่อนพ้องน้องพี่ เข้าใจไปถึงหัวใจของเด็กอนุบาลหนึ่งที่หอบความภาคภูมิใจมาอย่างเต็มเปี่ยม ฉับพลับมันก็ดับวูบลงไปไหมครับ บางคนอาจจะบอกว่า ผมอ่อนไหวเกินไปหรือเปล่า อาจจะใช่ เพราะผมรู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงกับสิ่งที่พี่เปิ้ลเล่าให้ฟังในครั้งนั้น
มาถึงน้องกันกันอีกครั้ง ผมเลยอยากจะถามว่า กันจังโง่ไหม โง่ที่ไม่สามารถท่องก.ไก่ ถึง ซ.โซ่ได้ ทั้งๆที่กันจังรู้จักมันทุกตัว แต่จำลำดับที่แห้งๆของมันไม่ได้ จำรากเหง้าของลำดับอักษรของบ้านเกิดตัวเองไม่ได้
ใครหนอที่เคยสอนผมว่า เด็กๆต้องเรียนแบบหลากหลายรูปแบบ เรียนโดยใช้สีสัน เรียนไปเล่นไป เล่นไปเรียนไป สอนเด็กต้องสอนอย่างน่าสนใจ เพราะสมาธิของเด็กหลุดง่าย ปรัชญาของการเรียนการสอนต้องมุ่งเน้นให้เด็กแสดงออก เด็กคิด เด็กอยากรู้ และเด็กถาม แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นครับ แล้วหลักในการประเมินวัดผลของโรงเรียนควรเป็นแบบใด เป็นแบบที่ไม่ต้องสนใจกระบวนการเรียนรู้ของเด็กเลยกระนั้นหรือ เป็นแบบที่ไม่ต้องรู้ว่ากันจังรู้จักอักษรมันทุกตัว ไม่ต้องสนใจมันหรอก
เป็นอันว่า จบการสนทนาในวันนั้น ก็ต้องไปกอดลูกสาวที่รักทั้งคู่ อ่านหนังสือให้คุณจ้าฟัง และหลังจากที่พี่แป้งหลับไปแล้ว ผมก็มากอดน้องจ้า ร้องเพลงให้เธอฟัง "ก.เอ๋ย ก.ไก่ ข.ไข่อยู่ในเล้า....." ลูกสาวก็หลับไปอย่างอิ่มเอม ลูกสาวของผมโชคดีจังที่ไม่โง่ แต่เอ๊....เธออาจจะโง่แบบสุดโต่งก็ได้ หากไปเรียนที่เดียวกับกันจัง ใช่ไหมครับ
น้องสาวก็เกิดปัญหาเช่นนี้ค่ะ มาถาม "ป้า เดี๋ยวนี้ ก ไก่เขาท่องแบบใหม่แล้วเหรอ สอนลูกไปแบบเก่า ครูบอกว่าไม่ถูก " หุ..หุ
ถ้าเขาทำแบบเก่า เขาก็ขายไม่ออกน่ะซี ก็คนรุ่นเก่าท่องกันได้หมดแล้วนี่
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ...
* เห็นใจน้องกันจังค่ะ...
* อยากให้คุณครูผู้สอนอ่านนะคะ...
* อย่างน้อยครูต้องหาวิธีอื่นที่...ก่อนจะชี้ว่าน้องไม่ผ่าน...
* เห็นด้วยค่ะว่าการสอนภาษาไทย..หรืออีกหลายวิชา..ควรคงของเดิมที่ดีและมีคุณค่าไว้...
* เป็นกำลังใจให้คุณแม่และน้องกันค่ะ...
ขอยคุณครับครูแป๋ม อีกทั้งครูป.1 ที่อุตส่าห์เข้ามาแชร์
ครูคิมครับ บทความผมเป็นของสาธารณะครับ เชิญก๊อปไปได้เลย ออกชื่อผมได้เต็มปากเลยครับ
สาวสวยมวยไทยครับ เห็นทีจะยาก เรียกว่าไม้แก่ๆนี่ ยากส์ส์ส์
ทุกวันนี้ ก็ รร.ครึ่ง ที่บ้านครึ่ง ประมาณนั้นครับแป๊ะ
คือสอนอะไรที่ รร. อาจจะต้องกลับมาปรับแต่งต่อที่บ้าน ไม่ใช่ดูถูกดูแคลนอะไรกับครู แค่อยากจะให้ลูกเลียนแบบเรามากกว่าเลียนแบบครู... เท่านั้น
ตอนหลังนี่ บทอาขยานก็ไม่มีท่อง วรรณคดีก็ไม่มีอ่าน ความสุนทรีย์ขอภาษามันเกิดขึ้นตอนไหนก็ไม่ทราบได้ ตะก่อน เรามี "ระฆังดังเหง่งหง่าง ฆ้องใหญกว้างครางหึ่งๆ..." เรามี "ครานั้นเพชรกล้าได้ฟังถาม ก็ชื่นชอบตอบความหาช้าไม่..." เรามี "แหวนนี้ท่านได้แต่ใดมา เจ้าพิภพโลกา ท่านให้..."
ส่วนการท่อง ก ไก่ แบบนั่งรถชินกังเซนนั้น จะทำให้ขาดความสุนทรีย์ของทิวทัศน์อักษรแก่ใครไปก็ช่าง เราทำอีกอย่างที่บ้านก็ได้ครับ ฮึ ฮึ
ตถตา
ขอบคุณครับอาจารย์นกไฟ
ตอนนี้ซื้อพระอภัยมณีมา อยากจะอ่านให้น้องจ้าฟังก่อนนอนเหลือเกิน ท่าทางน่าจะได้เวลาเริ่มซะแล้ว
สุนทรียทางภาษานั้น ผมว่ามันเริ่มสูญหายไปตั้งแต่ยุคที่มีโรงเรียนกวดวิชารุ่งเรืองนั่นแหละอาจารย์ ปรัชญาของการเรียนก็คือสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ เรียนกันแทบตายเพื่อเข้ามหาวิทยาลัย เมื่อสอบเข้าได้เหมือนมันหมดก๊อก เลิกเรียนกันเฉยๆ รีไทร์ไปตั้งเยอะ ท้องไปก็มาก เฮ้อ
ตถตา
กลับมาแล้วครับหมอแป๊ะของผม ลีลาแบบนี้
คนใต้ต้องอ่านแบบนี้ครับ
ง.ฮอ ฮู ใจกล้า 555 (ภาษาใต้วันละคำ)
คุณหมอพาเฮินมาหรือเปล่า
สรุปว่าโรงเรียนสมัยนี้ก็สอนกันไปแบบงั้นๆ ผมอยากจะใช้คำว่าโรงเรียนเห็นแก่ตัวมากๆเลย ไม่เคยเห็นและเข้าใจเด็กๆ เรียนแบบยัดทะนานกันเข้าไป เรียนเพื่อสอบแข่งขัน ถ้าสอชนะเลิศก็สรรเสริญยกยอโรงเรียนก่อน เด็กตามหลัง โรงเรียนได้หน้าตา ชื่อเสียง และการตลาด แล้วเด็กได้อะไร ได้ความรู้ที่เกินระดับตัวเอง แล้วอยากถามต่อว่า เรียนรู้ล่วงหน้าแล้วทำไม เพราะเดียวถึงระดับนั้นก็ต้องเรียนอยู่ดี แต่ที่แน่ๆเด็กๆ
เสียเวลาและโอกาสในการเรียนรู้สิ่งที่ตัวเองรักและชอบ
เสียเวลาและโอกาสในการทดสอบและทดลองเล่นๆเรียนๆในสิ่งที่แปลกๆใหม่ๆ
เสียเวลาและโอกาสในการทำกิจกรรมสัมผัสกับสาธารณะมากขึ้น
และยังมีเรื่องที่เสียเวลาและโอกาสอีกเยอะแยะไปหมด
ในกรณีของน้องกันรู้สึกเห็นใจและขอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ของน้องกันนำน้องกันไปเรียนที่อื่นเถอะครับ
คุณครูสอนศิลปะที่โรงเรียนลูกๆได้พูดไว้ว่า" เวลานี้การเรียนรู้ควรต้องเป็นแบบเด็กอยู่ข้างหน้าผู้ปกครองเป็นเพียงกองหลังคอยสนับสนุนเท่านั้น เพราะเด็กๆต่างหากที่จะอยู่ต่อไปในสังคมของพวกเค้าในอนาคต"
ที่แน่ๆอาทิตย์หน้าคุณหมอว่างเปล่า ขอเชิญร่วมกิจกรรม สานศิลป์ร้อยครอบครัว ที่โรงเรียนด้วยครับ
วันไหน เมื่อไหร่ พี่หนึ่งช่วยบอกด้วยนะครับ
ครั้งก่อนพี่แป้งไม่บอกเลย จึงไม่ได้ไปร่วม เอ๋อเลยครับ
ที่โรงเรียนพี่จาวา ให้เรียน ก. ไก่ แบบท่องเป็นกลอน
ไก่เอ๋ยไก่ ทำไมจึงขยัน
ไก่ตอบว่าฉัน ต้องทำมาหากิน
อักษร 1 ตัว ท่องยาวขนาดนี้ ถ้า 44 ตัว เด็กคงหลับก่อนท่องจบหล่ะค่ะ มันมีความสุนทรีย์ก็จริง แต่ กอเอ๋ยกอไก่ ขอไข่อยู่ในเล้า แบบเดิมก็ดีอยู่แล้ว (รึปล่าวคะ) มีความคล้องจองกัน ไม่สั้นหรือยาวจนเกินไป หรือว่าเราคุ้นเคยกับการท่อง กอเอ๋ยกอไก่ แบบเดิม เลยดูว่าแบบใหม่ยาวเกิินไป เอาไว้ว่าง ๆ จะเอาหนังสือพี่จาวามาพิมพ์ให้ดูแล้วกันค่ะ ว่าถ้าครบถึง ฮอนกฮูก จะเป็นยังไง
คุณแม่ครับ
แบบไหนก็ดีทั้งนั้นแหละครับ
แบบเจตจำนงค์คือความงดงามของภาษา
ที่บ้านผมมี version ของอ.เนาวรัตน์ ด้วยซ้ำ
ไก่เอยไก่ขัน ปลุกฉันทุกเช้า
ลุกขึ้นเร็วเข้า ล้างหน้าล้างตา
ไข่เอยไข่ไก่ ไข่ให้คุณค่า
กินข้าวกินปลา กินไข่วันละฟอง
ขวดเอยขวดน้ำ น้ำใสใยยอง
สีเหลืองสีทอง ขวดน้ำผึ้งหวาน
ควายเอยความทุย ลุยโคลนทนทาน
ไถนามานาน เป็นเพื่อนชาวนา
คนเอยคนดี มีธรรมรักษา
มีความเมตตา กรุณาต่อกัน
ระฆังเอยระฆังน้อย ร้อยรอบเรียงรัน
เหง่งหง่างครางครันครัน สัญญาณเวลา
ฯลฯ
งั้นก็ยาวพอ ๆ กันหล่ะค่ะ
คือเพิ่งอ่านข้อความของคุณหมอ เกี่ยวกับน้องแป้งและโรงเรียนนกฮูกนะค่ะ คือ เมื่อก่อนก็เคยได้ยินชื่อรร.อยู่บ้างแล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจเพราะไม่ค่อยทราบข้อมูลและรายละเอียดเท่าไร ก็เลยส่งลูกเรียนรร.นครหาดใหญ่ (ตอนนี้อยู่ อ.2 ค่ะ) ก็ดีค่ะ เห็นลูกมีความสุขดี คุณครูดูแลดี เป็น ร.รแนวพัฒนาการค่ะ เรื่องของวิชาการเลยค่อนข้างอ่อนหน่อย ถ้าเทียบกับร.ร.อื่น ก็เลยไม่รู้ว่าคิดถูกรึเปล่า ถ้าลูกเรียน ป.1 ที่โรงเรียนแนววิชาการจะทันเพื่อนไหม
เห็นรร.นกฮูก (คนพูดถึงกันเยอะ) ว่าเป็นรร.แนวพัฒนาการเตรียมความพร้อมของเด็กเหมือนกัน คือเน้นความสุข ไม่ทราบว่าเรื่องวิชาการที่นี้ ok รึเปล่าค่ะ คือลูกคนเล็กต้องเข้าอนุบาล1ปีหน้า กำลังหารร.ให้ลูกอยู่ค่ะ ทำไมเด็กที่จบจากนี่ จะเข้าต่อรร.ธำรงค์ฯ กันเกือบหมดค่ะ มันเป็นเครือข่ายเดียวกันรึเปล่า ไม่ทราบว่าค่าเทอมอยู่ที่ประมาณเท่าไร
คือที่สนใจ เพราะว่ามีญาติพี่น้องที่เป็นหมอ เขาก็ให้ลูกเรียนที่นี่ แล้วคนจะพูดเยอะว่า ส่วนมากเด็กที่เรียนที่ธำรงค์ฯ จะเป็นลูกคุณหมอซะส่วนใหญ่
คือดิฉันกลับมานั่งคิดว่าดิฉันไม่ได้เป็นหมอ สมัยเรียนก็ไม่ได้เคร่งเครียดกับวิชาการ แต่ทำไมเวลามีลูกถึงอยากให้ลูกเรียนเก่งๆ วิชาการแน่นๆ อยากให้ลูกมีอาชีพเป็นหมอ
แต่ในทางกลับกันดิฉันเห็นคุณหมอหลายท่าน หรือเพื่อนที่เรียนจบคณะวิศวะที่ออกมาทำธุรกิจส่วนตัวกัน เวลาเรียนเขาต้องเน้นวิชาการเยอะๆ เขากลับส่งลูกเรียนรร.แนวพัฒนาการกัน เขาไม่สนใจให้ลูกเรียนแนววิชาการเลย เขาบอกให้ให้ลูกไปรร.แล้วมีความสุขดีกว่า โตขึ้นจะเป็นอะไรก็ช่างขอให้ลูกเป็นคนดี(ซึ้งไหมค่ะ) แต่ส่วนมากคนที่พูดแบบนี้คือค่อนข้างมีฐานะหน่อยนะค่ะ หมายถึงลูกเรียนไม่จบหรือไม่มีงานทำก็ไม่มีปัญหาสำหรับเขาค่ะ
ถ้าคุณหมอมีเวลาก็เมลมาให้คำแนะนำบ้างนะค่ะ ช่วงนี้ลูกอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อค่ะ คนนึงจะต่อ ป1 อีกคนจะเข้าอนุบาล
สวัสดีครับ
โรงเรียนนกฮูกกับธำรงค์เป็นโรงเรียนเดียวกัน แต่อยู่คนละที่ นกฮูกอยู่ที่จายเบียร์เก่า เป็นชั้นอนุบาล ส่วนธำรงค์เป็นนกฮูกใหญ่ครับ อยู่ที่โรงเรียนดรุณเก่า
ทำไมต้องโรงเรียนนี้
ก็เพราะว่าผมเกลียดโรงเรียนอื่นๆน่ะสิครับ โรงเรียนที่คุณครูเป็นใหญ่เสียจนสามารถบอกให้ลูกเราทำอะไรก็ได้ตามที่ครูเห็นว่าดี (ซะเหลือเกิน) บางโรงเรียนเราต้องง้อครูซะจนต้องกราบ (ขอให้ลูกเรียนในโรงเรียนนี้ให้ได้)
ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่เข้าใจว่า การตัดผมให้สั้นจนถึงติ่งหู มันทำให้เด็กฉลาดขึ้นตรงไหน
โรงเรียนนกฮูกนั้น เน้นที่การพัฒนาศักยภาพครับ
แรกเริ่มเดิมที ผมบอกครูว่า อยากให้ลูกเล่นมากกว่าเรียนครับ เรื่องสอนการเขียนอ่านเป็นหน้าที่ผมเอง แต่ปรากฏว่า ภายใต้การเล่นนั้น ลูกผมกลับเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีการบ้านมาให้ปวดหัวทุกคืน อะไรทำนองนี้
ใครพาลูกเข้าโรงเรียนแบบนี้ต้องทำใจครับ เพราะวิชาการจะน้อย เล่นมาก แต่ก็ไม่เห็นลูกจะโง่ตรงไหนเลย
คุณครูที่นี่เป็น role model ที่ดีได้ คุณครูไหว้พ่อแม่ก่อนเสมอ นี่เป็นสิ่งที่ผมถือที่สุดครับ เพราะใครจะมีความสำคัญต่อลูกมากไปกว่าพ่อแม่นั้นไม่มี แต่บางโรงเรียนพ่อแม่ต้องไหว้ครู อันนี้เกลียดที่สุดครับ
เอาเป็นว่า ผมค่อนข้างกบฏเล็กน้อย ผมเกลียดกระทรวงศึกษาของประเทศไทย ผมเกลียดหลักสูตรของเด็กไทย จึงต้องเลือกโรงเรียนนี้ครับ
ขอบคุณมากค่ะ สำหรับความคิดเห็นและแนวคิดดีๆ ตอนนี้พี่สะใภ้ ซึ่งมีลูกอยู่วัยอนุบาลก็ไปดูบรรยากาศในรร.นกฮูกอยู่ เดี๋ยวดิฉันคงได้คำตอบว่าเป็นอย่างไรบ้าง
ดิฉันชอบลิงค์ที่คุณหมอให้อ่านเกี่ยวนิทาน โรงเรียนสัตว์นะค่ะ ดิฉันคิดว่ามันใช่เลยค่ะ
นั้นคือสิ่งที่ดิฉันต้องการ คนเรามีความสามารถต่างกัน หาตัวเองให้เจอ แล้วพัฒนาความสามารถของตัวเองให้ก่อประโยชน์กับตัวเองสูงสุด เรามัวมาเสียเวลากับสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดเพื่อที่จะอยู่รอดในสังคมนั้นๆ ได้ สิ่งที่ถนัดกับสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ก็ทำไม่ได้ดีสักอย่าง
คุณหมอให้ลูกเรียนที่นี้ แล้วเด็กจำเป็นต้องเรียนพิเศษเพิ่มเติมที่ไหนอีกรึเปล่า ดิฉันก็เคยให้ลูกเรียนพิเศษพวกนี้เหมือนกัน เพียงแต่ระยะหลังๆนี้ดิฉันมองว่ามันเสียเวลาและเหนื่อยลูกและเหนื่อยตัวเองด้วย เปลืองค่าใช้จ่ายด้วย ตอนนี้ลูกสาวเรียนแต่บัลเลย์อย่างเดียวอันนี้เขาเลือกเอง เพราะเขาคงเห็นว่าแต่งตัวสวย แล้วเขาก็มีความสุข ส่วนดิฉันมองว่าก็ดี จะได้ฝึกบุคลิกและออกกำลังกาย
พอดีเริ่มรู้ข้อมูลมาบ้างแล้วว่า ที่รร.นกฮูก+ธำรงค์ เขามีหลักการตอนแนววิทยาศาตร์ เน้นการทดลอง หาเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้น ฝึกเด็กให้รู้จักเป็นคนสังเกตุ มีเหตุผล รู้หน้าที่ของตัวเอง และรับผิดชอบต่อหน้าที่ โดยทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากการบังคับเด็ก แต่มาจากความร่วมมือ และเต็มใจของเด็กเอง ดิฉันทึ่งค่ะ อีกอย่างนึงเขามีเรียนดนตรี ภาษาอังกฤษแต่ลืมถามค่ะว่าเขาสอนทุกวันรึเปล่า และที่สำคัญที่ชอบมากคือเขาสอนหลักสูตรวิชาพวกนี้ให้ตั้งแต่เด็กเตรียมอนุบาลเลย ทำให้ดิฉันมองเลยว่า รร.เขามองเห็นคุณค่าและความสามารถของเด็กจริง เด็กวัยเล็ก(เตรียมอนุบาล) เป็นวัยที่สมองแตกกิ่งก้านสาขามากที่สุด ดิฉันมักจะทึ่งกับความสามารถของเด็กเล็กเสมอ ว่าเขาจำดี สามารถเรียนรู้ (แต่อาจยังไม่เข้าใจในทันที)ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ดิฉันตัดสินใจได้เลยค่ะว่าดิฉันจะต้องพาคนเล็ก อายุ 2.3 ขวบของดิฉันไปสมัครเตรียมอนุบาลก่อน อยากดูพัฒนาการของเขาจริงๆค่ะ ว่าจะเป็นอย่างที่ดิฉันคิดรึเปล่า ไม่รู้ว่าสมัครเข้าได้รึเปล่าต้องรอดูก่อน
สวัสดีค่ะ....คุณธนพันธ์
ตอนนี้ลูกสาวของดิฉันอายุ 3.6 ปี ดิฉันคิดว่าน่าจะเข้าโรงเรียนได้แล้ว แต่คนอื่นๆ ในบ้านบอกว่าน่าจะให้ไปสัก อนุบาล 2 หรือ 3 ดีกว่า เพราะกลัวว่าเด็กยังไม่พร้อมแต่เราผลักภาระไปให้โรงเรียน อนุบาล 1 น่าจะสอนเองที่บ้านก็ได้ แต่พอสอนเรื่องสี หรือ ตัวเลข แกก็จะไม่เอาร้องไห้ อาละวาดบอกไม่เอาท่าเดียว ดิฉันสอนลูกไม่ได้น่ะค่ะ แล้วหลายโรงเรียนที่ตั้งใจจะให้เข้า เขาก็ไม่รับกลางคัน เพราะต้องเรียนอนุบาล 1 ตั้งแต่แรก แล้วตอนนี้ดิฉันก็ยังไม่ได้พาลูกไปสมัครเรียนที่ไหนแบบนี้จะทำยังไงดีค่ะ ดิฉันมีความรู้สึกว่าลูกจะเครียดมาก หากบอกว่าให้ไปโรงเรียนเหมือนไม่มีความสุขเลยค่ะ
พอได้อ่านโพสต์ที่คุณให้ โรงเรียนอนุบาลนกฮูก แล้วรู้สึกว่าเป็นโรงเรียนที่น่าเรียนแต่ดิฉันอยู่ อำเภอสะเดา ค่ะ มีไม่กี่โรงเรียนให้เลือก แล้วส่วนใหญ่ก็เป็นโรงเรียนทั่วไปที่เน้นให้เด็กอ่านออก เขียนได้ ถ้าจะให้ไปหาดใหญ่ก็คงไปส่งไม่ไหว เพราะไกล
ดิฉันเลยอยากถามว่าควรไม่ที่จะให้ลูกอยู่ที่บ้านไปก่อน
เมื่อถึงเวลาแล้วแกพร้อมที่จะไปโรงเรียนเอง แล้วจะเรียนทันเพื่อนหรือเปล่าค่ะ
.....................................................................................
สวัสดีครับคุณ....
เป็นปัญหาหนักอกจริงๆเลยนะครับ
อันที่จริงแล้ว ผมเองก็ไม่ได้เป็นจิตแพทย์หรอกนะครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร บริบทของครอบครัวเราไม่เหมือนกัน
แต่คำแนะนำก็คือ คนเราไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเมื่ออายุเท่ากันทั้งหมด เช่น 3 ขวบกว่า ต้องเข้าอนุบาล 1 แต่ควรจะเข้าเมื่อมีความพร้อมทางด้านจิตใจครับ จะ 4 ขวบแล้วเรียน อ. 1 ไม่ได้หมายความว่าลูกเราจะเป็นเด็กโข่งนะครับ ในทางกลับกัน เด็กที่อายุมากกว่าเพื่อน จะมีวุฒิภาวะมากกว่าลูกคนอื่นมากเลยครับ อันนี้ confirm
อีกอย่าง หากเราไม่สามารถสอนลูกได้ ก็ต้องพาไปโรงเรียนนั่นแหละครับ แล้วก็ใจแข็งไว้ เพราะลูกร้องขี้แตกขี้แตนแน่นอน แต่อย่าลืมว่า ทุกคนต้องผ่านกระบวนการนี้ทั้งนั้น ร้องไห้เดี๋ยวก็หยุด และยอมรับการเรียนในที่สุด ที่สำคัญก็คือ เด็กต้องเข้าใจว่า แม่จะไม่ทิ้ง นั่นคือ ไปรับให้ตรงเวลาที่สุด เร็วที่สุด ผ่านไปไม่นานก็ดีเอง
ลูกสาวคนโตของผม ร้องไห้ทั้งวันอยู่ราว 1 เดือนครับ เธอเก่งไม่ใช่เล่น ฮ่า ฮ่า เดี๋ยวนี้ ไปรับเป็นคนสุดท้ายก็ไม่โวยวาย
ได้เรื่องได้ราวไหมครับ
ขอโทษหากตอบได้ไม่โดนใจนะครับ
ธนพันธ์
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณน่ะค่ะ ที่ตอบ mail ดิฉันอยากรู้จัก โรงเรียนอนุบาลนกฮูก น่ะค่ะ ไม่ทราบว่ามีข้อมูลให้บ้างไหมค่ะ ค่าเทอมเท่าไหร่ค่ะ โรงเรียนเค้าคงดีแน่ ๆ เลย เห็นมีทั้งลูกคุณหมอ ลูกเภสัชฯ ไปเรียนกันทั้งนั้น อยากให้ลูกได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีน่ะค่ะ
.....................................................................................
ค่าเทอมสำหรับอนุบาล เทอมละ 22472 ครับ รับเด็กไม่เกินปีละ 20 คนเท่านั้น
จะเข้าระหว่างปีก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอนุบาล 1 เสมอไป
แนะนำว่า อยากให้ลูกเรียนที่ไหน เราต้องไปคุย ไปดู มากๆครับ ต้องให้ตรงจริตเราครับ
โรงเรียนนี้สอนน้อย เล่นมาก พวกหมอจึงเอาลูกไปเรียนครับ
เบื่อไอ้พวกโรงเรียนที่ชอบให้เรียนมากๆ การบ้านเยอะๆ ตัดผมถึงติ่งหู มาโรงเรียนตรงเวลาเป๊ะ
จริตผมค่อนข้างขบถหน่อยๆครับ จึงไปอยู่ที่โรงเรียนนี้ได้
.......................................................................................
สวัสดีค่ะ คุณธนพันธ์
คงไม่เป็นการรบกวนน่ะค่ะ ที่ดิฉัน mail มาคุยและขอคำปรึกษาน่ะค่ะ
ตอนนี้ดิฉันตัดสินใจแน่วแน่แล้วค่ะ ว่าปีการศึกษานี้คงไม่ให้ลูกสาวไปโรงเรียน
ดิฉันจะเลี้ยงแกเอง เพราะถ้าหากจะพูดว่าสอน ก็คงไม่ต่างกับโรงเรียนที่ต้อง เข้มงวด ให้เด็กหัวฟู กลับบ้านทุึกวัน
เพราะก่อนหน้านี้ดิฉันจะบังคับให้แกชี้ อ่าน ก ไก่ หรือ ตัวเลข ไปทีละตัว เครียดกันทั้งแม่ทั้งลูก สุดท้ายไม่ได้อะไรเลย
ลูกก็ร้องไห้ แม่ก็โมโห เพราะดิฉันเอาไปเปรียบเทียบกับหลานอีกคน อายุเท่ากันเลยค่ะ เขาไป ร.ร.ตั้งแต่ 2.10 ปี
(เรียนที่ ร.ร.สารศาสตร์ สุวรรณภูมิ) ทุกวันนี้ สะกด คำได้บ้างแล้ว ดูซิค่ะคุณ ส่วนลูกเรา ยังไก่ กา กระโดด โลดเต้น ลันล้า อยู่เลย
ยอมรับค่ะว่าก่อนหน้านี้เครียดจริง ๆ แต่ตอนนี้เหมือนคิดได้แล้วว่า ลูกน่ะ ไม่ใช่ Robot ที่จะตั้งโปรแกรมอะไรก็ได้ตามใจแม่
ช่วงนี้ก็เลยจะหาที่เรียนวาดรูป เรียนดนตรี หรือพาไปว่ายน้ำ บ้าง คงเป็นกิจกรรม แบบนี้ไปก่อนน่ะค่ะ วันหนึ่งทำกิจกรรมเหล่านี้
สัก 2-3 ชม. ก็พอ ดิฉันโชคดีน่ะค่ะ ที่ลูกไม่ ดูทีวี เลย แต่หลาน ๆ ของฉันทุกคนเลยค่ะ ดูทุกรายการที่มี ตัวการ์ตูน ตัวละคร รู้จักหมด
บางครั้งเหมือนลูกดิฉันเชย น่ะค่ะ พอรวมกลุ่มกัน นั่ง เหวอ ไม่รู้จักสักตัว
คุณธนพันธ์ พอจะแนะนำที่เรียนดนตรี ให้บ้างได้ไหมค่ะ เรียนตามบ้าน ตัวต่อตัว ได้ยิ่งดีค่ะ แล้วที่อนุบาลนกฮูก ครูดนตรี
เขารับสอนที่บ้านด้วยไหมค่ะ อยากให้ไปเรียนน่ะค่ะ ขอบคุณในความกรุณาค่ะ
......................................................................................
อายุขนาดละอ่อนนี่ ไปเรียนดนตรี ผมก็ไม่รู้ข้อมูลเหมือนกัน ว่าจะฟังครูรู้เรื่องไหม และไม่ทราบเหมือนกันครับว่ามีครูสอนตามบ้านบ้างไหม เพราะเท่าที่รู้จักนั้น ไม่มีครับ
ใจเย็นๆครับ
ไม่ต้องเรียน ลูกก็ไม่โง่ครับ เพราะตอนนี้ เขาอยู่ในวัยเล่นมากกว่าเรียน จริงๆแล้ว เล่นนี่เรียนสุดๆเลยนะครับ
ตอนลูกผมเล็กๆนี่ พาไปเที่ยวเยอะมาก เราไปประชุมก็กระเตงมันไปด้วย ถึงไหนถึงกัน พักร้อนพาลูกเที่ยวก็มาก เป็นที่รู้กันว่า เปิดเทอมเมื่อไหร่ ผมจะให้ลูกลาพักผ่อนไปเที่ยวกับพ่อแม่เสมอๆ จนคุณครูจำได้แล้วครับ ย้ำ เราเที่ยวกันตอนเปิดเทอมครับ เพราะคนเที่ยวน้อยดี (เพี้ยนและขบถดีไหม)
เห็นไหม เรื่องเรียนนี่จิ๊บจ๊อยมากๆ
เที่ยว = เรียน
เล่น = เรียน
.........................................................................................
สวัสดีค่ะ
อีก 1 สาเหตุที่ไม่อยากให้ลูกไปโรงเรียนก่อน เพราะแก ตัวเล็กมาก เลยน่ะค่ะ ทั้งน้ำหนักและส่วนสูง
ตกเกณฑ์มาก อายุ 3.7 ปี น้ำหนัก 12.5 ก.ก. ส่วนสูง 95 ซม. คนอื่น เขาคิดว่า 2 ขวบกันทั้งนั้น พาไปหาหมอ
ที่ มอ. ด้านพัฒนาการฯ ไปหลายครั้ง ตั้งแต่อายุ 1ขวบ ก็ไม่เห็นจะได้ผลอะไรเลย ตอนคลอด นน. 2.5 กก.
กินน้อย นอนน้อย alert ตลอดเวลา (กังวลด้วยว่าจะ สมาธิสั้น)
มีคุณหมอท่านนึงที่ รพ.หาดใหญ่ ท่่านแนะนำให้ไป X-Ray กระดูก ดูอายุกระดูกน่ะค่ะ ว่าเท่ากับอายุจริงหรือเปล่า
ไม่งั้นก็คงต้องฉีดฮอร์โมน เพิ่มเข้าไป มันจะอันตรายไหมค่ะ ตัวแค่นี้ ต้องฉีดฮอร์โมนเร่งเลยเหรอ
.......................................................................................
ลูกสาวผม 3ปี 7 เดือน หนัก 12 กิโลกรัม สูง 90 ซม. พ่อแม่มันยังไม่กังวลอะไรเลย
ฉลาดเป็นกรด หัวโตเหมือนปลาช่อน กินของหล่นพื้นได้ ร่างกายก็ยังแข็งแรงสุดๆ
กินข้าวมื้อละ 2 ช้อน นานๆทีจึงจะกินแบบยัดทะนาน (แบบว่าร่างกายคงทนไม่ไหวแล้ว สมองจึงสั่งให้เธอกิน)
พ่อแม่มันเป็นหมอ ลูกสาวทั้ง 2 คนขาดสารอาหารทั้งคู่ บางครั้งหล่นลงมาถึงขั้นที่ 2 ก็ยังไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรเลย
สรุป ทำใจสบายๆเถอะครับ ไม่มีมนุษย์คนไหน เกิดมาเพื่ออดอาหารจนตายหรอกครับ อันนี้ผมถืออย่างนี้จริงๆ เลยอยู่สบายครับ
คุณหมอ...มีเรื่องคุณครูมหาภัยมาเล่าให้ฟัง(เนอสเซอร์รี่)
วันก่อน..คุณพ่อไปรับคุณลูกที่เนอสเซอร์รี่ แล้วถามคุณครูว่าน้องจิกินข้าวเยอะมั้ย
น้องจิได้ยินคงอยากอวด ...บอกว่า น้องจิกินเก่ง น้องจิกินเก่ง
คุณครูสวนทันควันว่า กินไม่เก่งเลย(เสียงเข้ม)
น้องจิซึ่งมีนิสัยขี้อายอยู่แล้ว ยิ่งทำหน้าหงอไปกันใหญ่เลยค่ะ ก้มหน้า ถอยหลัง1ก้าว
สงสารลูกจัง เราเลี้ยงมามีแต่จะให้กำลังใจนะคะ
คุณหมอคะ...คุณหมอรู้จักคุณหมอน้อย นามสกุล สรรพทวีวงศ์ มั้ยคะ แฟนหมอน้อยชื่อหมอปั๊บน่ะค่ะ(ไม่ทราบชื่อจริง อิอิ)
อยู่มอ.เหมือนคุณหมอเลย
คุณหมอน้อยเป็นลูกพี่ลูกน้องกับแฟนจอยเองค่ะ เป็นคนจ.นครศรีธรรมราช
นามสกุลหมอน้อย พิมพ์ผิดค่ะ เป็น สรรพวีรวงศ์
รู้จักครับ พี่สมเกียรติ
ลูกฝาแฝดของทั้งคู่ (พี่สม น้องแสน) ก็อยู่โรงเรียนเดียวกันกับลูกสาวผมครับ
พี่ทั้งคู่อยู่ม.อ.ครับ แต่ไม่เหมือนผม เราคนละพ่อคนละแม่กันครับ
แต่ไม่เหมือนผม เราคนละพ่อคนละแม่กันครับ...หมายความว่าไงอ่ะคะเนี่ย(ถ้าความหมายตรงตัวก็ ....เข้าใจค่ะ555คนละพ่อแม่ แต่พ่อแม่แกใจดีนะคะ)
โรงเรียนนกฮูกเป็นร.ร.ที่ดี โดนใจหลายคนเลยใช่มั้ยคะ
น้องสมกับแสนเค้าฉลาดมากค่ะ พูดเก่งมากด้วย และป้าของแฟนจอยช่วยเลี้ยงเค้า ป้าเป้นคนมีวินัยและสอนเด็กๆดีมากค่ะ
แต่จีบป้าให้มาดูแลน้องจิไม่ได้ ป้าแกอยากอยู่ใกล้หมอ แง.....